ไม่มีคนคิดมากคนนั้นอีกแล้วนะ

หลายคนคงจะเคยประสบช่วงเวลาที่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง ความคิดที่เต็มไปด้วยความกังวล หวาดระแวง สงสัย เศร้า ไม่สบายใจ

ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เคยเป็นคนที่คิดมากและวิตกกังวลหนักขนาดที่กระทบกับการใช้ชีวิตขั้นสุด วันหยุดก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร วัน ๆ เอาแต่นั่งคิดมาก กลัวว่าเรื่องไม่ดีจะเกิด กลัวอย่างนู้นกลัวอย่างนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วทุกอย่างก็ยังดำเนินไปตามปกติของมันอย่างที่ควรจะเป็น

จนฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง ‘จะปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หรอ มีความสุขหรอที่ตัวเองรู้สึกแบบนี้’ แน่นอนว่าคำตอบชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่มีความสุข เครียดที่ตัวเองเครียด เกลียดที่ตัวเองคิดมาก ‘ถ้าไม่ชอบก็ทำอะไรสักอย่างเถอะ ก่อนทุกอย่างจะพัง’ ฉันบอกกับตัวเอง

 

ช่วงกลางปี 2568 ฉันตัดสินใจที่จะเข้าไปพูดคุยและเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์ คุณหมอที่ดูแลฉัน บอกว่าฉันมีอาการวิตกกังวล รู้สึก insecure ไม่ปลอดภัยในความสัมพันธ์

คุณหมอได้ถามกับฉันประโยคหนึ่งว่า “คุณรมิตา อยากเห็นตัวเองเป็นคนยังไง”

ฉันตอบว่า “อยากเลิกคิดมากแบบนี้ เพราะจริง ๆ ถ้าตัดเรื่องนี้ออกไป หนูคิดว่าชีวิตหนูดีมาก” ซึ่งฉันคิดแบบนั้นจริง ๆ

 

คุณหมอแนะนำให้ฉันลองหาสิ่งใหม่ ๆ ทำเยอะ ๆ เพื่อลดทอนภาวะการยึดติดในความสัมพันธ์ ในช่วงการรักษาที่ใช้เวลาหลายเดือน ฉันได้หาอะไรทำมากขึ้นตามคำแนะนำของคุณหมอ เล่นเกม แต่งนิยาย อ่านหนังสือ ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนให้มาก ๆ ในวันหยุด สิ่งเหล่านี้ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นให้กลับมาคงที่ได้มากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ฉันจำเป็นต้องทำคือการปรับ Mindset

 

คุณหมอได้กล่าวประโยคหนึ่งในขณะที่พูดคุยกันว่า “หากยังกังวลมากอยู่ อยากให้ลองทบทวนความคิดเพื่อแยกแยะความเป็นจริงกับสิ่งที่จินตนาการขึ้นมาเองออกจากกันดูก่อน เพราะสิ่งที่เรากลัวว่ามันจะเกิด ไม่ได้แปลว่ามันต้องเกิด โอกาสที่มันจะไม่เกิดขึ้นก็มีเหมือนกัน หมออยากให้มองที่ความเป็นจริงมากขึ้นนะ”

 

ฉันก็มานั่งคิดตาม มันก็จริงดังว่า เพราะหลายเรื่องราวที่เรากังวล ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ อย่างเรื่องในชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น เวลาใกล้สอบ กลัวจะทำไม่ได้ กลัวจะสอบตก เวลาต้องพรีเซนต์งาน กลัวจะทำพลาดหรือถูกตั้งคำถามแล้วตอบไม่ได้ เวลาจะต้องเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ก็เกิดกลัวว่าจะออกมาไม่ดีอย่างที่คิด ทว่าสุดท้าย เรื่องที่เรามัวแต่กังวลในตอนแรกกลับแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย

ผ่านมานานกว่าคิดได้ว่า การกังวลไปก่อน บางทีไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป เพราะความรู้สึกนั้นทำให้เราสามารถวางแผนเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อยู่บ้าง แต่ถ้ากังวลมากไปและเรื่องที่กังวลมันไม่ได้มีประโยชน์ ก็อย่าไปคิดอะไรมากมายเลยจะดีกว่า เพราะเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ ต้องทำใจว่าอะไรจะเกิด ก็ต้องปล่อยให้มันเกิดไป

 

ท้ายที่สุดแล้ว ในระยะเวลากว่า 10 เดือนที่ฉันเข้ารับการรักษาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง ช่วงต้นปี 2569 ทุกอย่างก็สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย ฉันเข้าพบคุณหมอครั้งสุดท้ายด้วยจิตใจที่สงบขึ้นมากเมื่อเทียบกับวันแรกที่ก้าวเข้าไปในห้องเล็ก ๆ นั้น

จากนี้ฉันไม่ต้องรับประทานยาและเข้าพบจิตแพทย์อีกแล้ว

ความรู้สึกวิตกกังวลจนใช้ชีวิตไม่ได้ตายจากฉันไปแล้วโดยสมบูรณ์

และฉันหวังว่า เราจะไม่ต้องพบเจอกันอีก จากนี้และตลอดไป

 

Leave a Reply