ดูหนังคนเดียวในรอบ 20 ปี

วันนี้จะมาเล่าการดูหนังคนเดียวในรอบ 20 ปี

เพราะ “The Devil Wears Prada 2”

ฉันเพิ่งไปดูหนังคนเดียวมา ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับวัยรุ่นยุคนี้ แต่สำหรับฉันมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำมานานเกือบ 20 ปี…

ช่วงชีวิตของคนเราพอมีแฟน มีครอบครัว แต่งงาน และมีลูก เวลาส่วนตัวก็กลายเป็นสิ่งที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ การออกไปไหนคนเดียวสักครั้งต้องผ่านการจัดตารางชีวิตหลายอย่าง บางครั้งก็รู้สึกว่าเวลาของตัวเองถูกแบ่งออกไปให้คนอื่นจนแทบไม่เหลือ ไม่ใช่ว่าไม่มีความสุขนะคะ แต่แค่ลืมไปว่าเมื่อก่อนเราเคยมีเวลาให้ตัวเองมากแค่ไหน

จนกระทั่งมีหนังเรื่องหนึ่งเข้าฉาย The Devil Wears Prada 2 หนังที่ไม่คิดเลยว่าจะมีภาคต่อ ตอนแรกก็ชวนสามีไปดูตามปกติ แต่ช่วงนั้นเขาไม่ว่าง ตารางงานไม่ลงตัว ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงคิดว่า “งั้นไว้ดูทีหลัง” หรือไม่ก็รอเข้าแพลตฟอร์มสตรีมมิง แต่รอบนี้ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่า

“ไม่ล่ะ ฉันอยากดูในโรง”

และที่สำคัญ

“ฉันไปคนเดียวก็ได้”

รูปภาพจาก : https://en.wikipedia.org/wiki/The_Devil_Wears_Prada_2

วันนั้นเลยซื้อตั๋วออนไลน์ กินข้าวง่าย ๆ เดินเข้าห้าง และเข้าโรงหนังคนเดียว เหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ระหว่างเดินอยู่คนเดียว ฉันกลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด เหมือนกำลังจะไปเจอใครสักคนที่ไม่ได้พบกันมานาน พอหนังเริ่มฉาย ฉันก็รู้ว่า คนคนนั้นคือ “ตัวฉันในวัย 20”

ย้อนกลับไปปี พ.ศ. 2549 ตอนที่ The Devil Wears Prada ภาคแรกเข้าฉาย ฉันเพิ่งอายุประมาณ 20 ปีเท่านั้นตอนนั้นเป็นวัยที่สนใจเรื่องแฟชั่น เครื่องสำอาง และทุกอย่างที่เกี่ยวกับความสวยงาม จำได้ว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วหลงรักทันที หลงรักเสื้อผ้า หลงรักโลกแฟชั่น หลงรักความเนี้ยบ ความเฉียบของมิแรนด้า และหลงรักการเดินทางของแอนดี้ที่ค่อย ๆ ค้นพบตัวเอง

รูปภาพจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/นางมารสวมปราด้า

ตอนนั้นเราเป็นคนละคนกับวันนี้เลย ยังไม่มีภาระ ยังไม่มีลูก ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน มีแต่ความฝันกับเวลาที่ยังเหลืออีกมาก แล้ววันหนึ่ง เวลาผ่านไป 20 ปี หนังเรื่องเดิมก็กลับมา พร้อมกับชีวิตของเราที่เปลี่ยนไป…


สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกมากที่สุดในภาคนี้ ไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นการได้เห็นตัวละครเหล่านี้กลับมาอีกครั้ง มิแรนด้า – แอนดี้ – เอมิลี่ – ไนเจล ทุกคนกลับมาอยู่ในจอพร้อมกันอีกครั้ง และสิ่งที่แปลกคือ ฉันไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังดูตัวละคร ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเจอเพื่อนเก่า เพื่อนที่หายกันไปนาน 20 ปี แล้ววันหนึ่งก็นัดกลับมาเจอกันอีกครั้งเพื่อเล่าให้ฟังว่า…

“ชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง”

ตัวละครทุกคนโตขึ้น โลกของพวกเขาเปลี่ยนไป วงการแฟชั่นเปลี่ยนไป นิตยสารที่เคยยิ่งใหญ่เริ่มถูกแทนที่ด้วยโลกออนไลน์ ผู้คนเสพสื่อไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็นั่งอยู่ในโรงหนังและคิดว่า

“นี่มันก็ชีวิตเรานี่นา”

เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ฉันเองก็เปลี่ยนไปไม่ต่างกัน


ฉันชอบมิแรนด้าในภาคนี้มากเป็นพิเศษ เธอไม่ได้หยุดเวลาเอาไว้ เธอแก่ขึ้นตามวัย แต่กลับดูมีพลังมากกว่าเดิมเสียอีกโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เทคโนโลยีจะมาแทนที่อะไรบ้าง แต่มิแรนด้าก็ยังเป็นมิแรนด้า ยังเดินด้วยความมั่นใจแบบเดิม ยังพูดด้วยน้ำเสียงแบบเดิม ยังเป็นคนที่ทำให้ทุกคนในห้องเงียบได้เหมือนเดิม ดูแล้วอดยิ้มไม่ได้เลยค่ะ เพราะบางทีการเติบโตอาจไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองจนหมด แต่อาจเป็นการรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรเก็บไว้

และแน่นอนว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขมากก็คือแฟชั่น เสื้อผ้าสวยมากกกกกกกก สวยจนบางฉากฉันแทบไม่ได้สนใจบทสนทนาเลย มัวแต่มองชุด มองรองเท้า มองกระเป๋า แล้วก็แอบคิดในใจว่า

“ทำไมแอนดี้ยังดูเหมือนเดิมขนาดนี้นะ?”

เป็นความรู้สึกแบบ…ดูคนวัยเดียวกันสิคะ ขนาดฉันยังมีริ้วรอยเพิ่มขึ้นเลยค่า


พอหนังจบและไฟในโรงเปิดขึ้น ฉันยังนั่งอยู่สักพัก ไม่ได้รีบลุก ไม่ได้รีบกลับบ้าน แค่นั่งอยู่กับความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ (ป่าว ! รอ End Credit) แล้วก็พบว่า สิ่งที่มีความสุขที่สุดในวันนั้น อาจไม่ใช่ตัวหนังด้วยซ้ำ แต่เป็นการที่ฉันได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง สองชั่วโมงกว่า ๆ ที่ไม่มีใครเรียก “หม่ามี้”

ไม่มีใครถามว่าจะกินอะไร

ไม่มีใครตามให้รีบกลับ

มีแค่ฉันกับหนังเรื่องหนึ่งที่พาฉันย้อนกลับไปหาความทรงจำเมื่อ 20 ปีก่อน มันเหมือนการชาร์จแบตชีวิตเงียบ ๆ ทำให้นึกขึ้นได้ว่า บางครั้งเราไม่ได้ต้องการวันหยุดยาวหรือการเดินทางไกล เราอาจแค่ต้องการเวลาสักไม่กี่ชั่วโมง เพื่อกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง และสำหรับฉัน The Devil Wears Prada 2 ไม่ได้เป็นแค่หนังภาคต่อ แต่มันเป็นเหมือนการกลับไปเจอเพื่อนเก่า เจอตัวเองในอดีต และเตือนว่า แม้เวลาจะผ่านไป 20 ปี ชีวิตจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่ยังมีบางอย่างในตัวเราที่ไม่เคยหายไปเลย

โดยรวมแล้วการไปดูหนังครั้งนี้มีความสุขมาก ๆ ค่ะ พอมาได้ใช้เวลาส่วนตัวแบบนี้… มันดีมากเลย ใครยังไม่เคยไปดูหนังคนเดียว หรือให้เวลากับตัวเอง ลองดูนะคะ อีกอย่างที่แน่ใจเลยก็คือ การไปดูหนังคนเดียวครั้งนี้ จะไม่ใช่ครั้งเรื่องสุดท้าย ต้องมีเรื่องต่อ ๆ ไปแน่นอนค่ะ

Leave a Reply