“รสมือแม่” มรดกที่ไม่ต้องมีพินัยกรรม”

      

 

เมื่อแม่จากไป ความเปลี่ยนแปลงหลายประการก็เกิดขึ้นในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดำเนินชีวิตประจำวัน แม่ม่วยเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านการทำอาหาร รสชาติที่จัดว่าอร่อยทำให้ทุกคนในบ้านคุ้นชินกับการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ จนกลายเป็นเสมือน “นิสัยการกิน” ที่ทำให้สมาชิกครอบครัวรู้สึกอยู่ยากหากไม่ได้ลิ้มรสฝีมือของแม่ ความสามารถในการทำอาหารจึงกลายเป็นสิ่งที่แม่ทิ้งไว้ให้เป็นทั้งความทรงจำและคุณค่าที่ทุกคนจดจำได้อย่างชัดเจน

อาหารทุกจานที่แม่ม่วยปรุง ไม่ว่าจะเป็นต้มจืด แกงเผ็ด อาหารทอดหรืออาหารผัด ล้วนเต็มไปด้วยความตั้งใจและความห่วงใย ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงคุ้นชินกับการมีอาหารอร่อยพร้อมเสิร์ฟอยู่ตรงหน้าเสมอ แต่เมื่อแม่จากไป คำถามสำคัญในแต่ละวันก็คือ “จะจัดหาอาหารอะไรให้พ่อรับประทาน และพ่อจะยอมรับประทานหรือไม่” ในระยะแรก ครอบครัวพยายามอาศัยอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่ซื้อมาเพื่อความสะดวก ทว่าไม่นานนักก็พบว่าอาหารเหล่านั้นไม่สามารถตอบโจทย์ได้ เพราะหลายครั้งยังคงถูกเก็บไว้ในตู้เย็นโดยไม่ได้แตะต้อง และสุดท้ายก็ต้องเททิ้งไป การตระหนักรู้เช่นนี้นำมาสู่การตัดสินใจใหม่ว่า จะต้องลงมือทำอาหารด้วยตนเองอย่างเต็มที่เพื่อดูแลพ่ออย่างแท้จริง

แม้ว่าลูกทั้งสามคนจะเติบโตมาในครอบครัวเดียวกัน แต่ความถนัดกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน สองคนแรกยอมรับว่าไม่มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหาร แต่สำหรับลูกสาวคนเล็กอย่างเรากลับเหมือนได้รับ “รหัสลับ” จากแม่โดยไม่รู้ตัว รสมือของแม่กลายเป็นเสมือน “มรดกอันล้ำค่า” ที่สืบทอดมาโดยไม่ต้องมีพินัยกรรม ไม่ต้องมีข้อโต้แย้งหรือการแบ่งปันใด ๆ หากแต่เกิดขึ้นจากความรักในอาหาร ความชอบลงมือทำ และการเรียนรู้ที่ซึมซับจากแม่มาตั้งแต่วัยเยาว์ แม้จะมิได้สืบทอดฝีมือมาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เพียงพอที่จะทำหน้าที่แทนแม่ในการดูแลเรื่องอาหารการกินของบิดาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ดังนั้น แม้มรดกที่แม่ม่วยทิ้งไว้จะมิใช่ทรัพย์สินเงินทอง หากแต่เป็น “รสมือ” และ “ความรักในการทำอาหาร” ที่ตกทอดสู่ลูกสาวคนเล็ก สิ่งนี้ทำให้เกิดทั้งความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้สืบต่อมรดกอันล้ำค่านี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลและเยียวยาคนในครอบครัว โดยเฉพาะบิดาซึ่งเป็นบุคคลที่ลูกทุกคนรักและหวงแหนยิ่ง

 

 

Leave a Reply