ช่วงนี้ผู้เขียนค่อนข้างยุ่ง เพราะต้องพาเจ้านาย (น้องแมวเบค่อน) ไปฉีดยาและให้น้ำเกลือ วันเว้นวัน มาประมาณ 1 เดือนแล้ว เนื่องจากเมื่อเดือนที่แล้วผู้เขียนสังเกตุเห็นน้องเบค่อนไม่ร่าเริง และนอนเยอะนอนนานผิดปกติ และดูเหมือนจะผอมลงทั้งๆที่ กินอาหารได้ตามปกติ ต่อมาประมาณวันที่ 20 พ.ค. ลูกสาวโทรมาบอกว่าน้องเบค่อนอ๊วก เลยนัดกับลูกว่า ตอนเย็นจะพาไปหาหมอที่คลินิกแถวบ้านที่ไปเป็นประจำ พอถึงตอนเย็นก็พาไป พอถึงคลินิกคุยอาการให้หมอฟัง ทางคุณหมอเลยขอตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุ จากการตรวจเลือดผลออกมาว่า เบค่อนมีค่าไตสูงและมีอาการของโรคตับอ่อนอักเสบร่วมด้วย คุณหมอแนะนำว่าต้องกินยารักษาอาการของโรคไตและตับ และฉีดน้ำเกลือเพื่อรักษาโรคไต และต้องเปลี่ยนอาหาร แต่เนื่องจากเบค่อนมีอาการของโรคไตและตับ การดูแลเรื่องอาหารจะค่อนข้างลำบาก เนื่องจากโรคทั้งสองอย่างนี้จะแสลงกัน คือหากกินอาหารโรคไตก็จะไปเร่งให้โรคตับกำเริบ หากกินอาหารโรคตับก็จะไปเร่งให้โรคไตกำเริบ คุณหมอเลยต้องต้องตัดสินใจรักษาโรคใดโรคหนึ่งก่อน ส่วนอีกโรคหนึ่งก็ต้องประคับประคองกันไป
หากถามว่าผู้เขียนดูแลเบค่อนดีไหม พาไปหาหมอมั้ย พาไปตามนัดสำหรับการตรวจสุขภาพ นัดทำวัคซีนมั้ย ต้องตอบว่า ทำดีและทำตลอดเวลาที่มีการนัดหมาย เพราะตรวจเลือดครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ทุกอย่างยังปกติ คุณหมอบอกว่า มันเป็นเพราะวัยของเบค่อน เพราะเบค่อนอายุ 10 ปีย่าง 11 ปี ด้วยวัยนี้สำหรับสัตว์เลี้ยวถือว่าเป็นวัยสูงอายุสำหรับเขา เลี้ยงมาเกือบ 11 ปี มีเจ็บป่วยแค่ 2 ครั้งที่ต้องพาไปหาหมอแบบต้องกินยา คือ ตอนมีอาการฉี่ไม่ออก (รักษาจนหาย และกินอาหารสำหรับแมวที่มีปัญหาเรื่องฉี่) และตอนที่เป็นโรคบิด ท้องเสียเพราะไปเลียน้ำหรือของสกปรก (รักษาจนหาย)
ย้อนกลับมาที่เรื่องการเจ็บป่วยของเบค่อน คุณหมอที่คลิกนิกได้แนะนำให้ผู้เขียนให้พาเบค่อนไปตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลสัตว์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน (เนื่องจากคุณหมอเรียนจบที่นี่ และมีอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญ) ดังนั้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนจึงได้นัดแนะกับที่บ้าน เพื่อพาเบค่อนไปตรวจโรงพยาบาลสัตว์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เป็นการเปิดประสบการณ์การพาสัตว์ไปหาหมอที่โรงพยาบาลใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งก็เหมือนกับเราๆที่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเช่นกัน ออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า เพื่อไปรอรับคิวตรวจ


หลังจากเข้าตรวจแล้ว คุณหมอโรงพยาบาลสัตว์ แจ้งว่า เบค่อนเป็นโรคไตเรื้อรัง ซึ่งคุณหมอที่คลิกนิกรักษามาถูกทางแล้ว และด้วยอายุของเขา เจ้าของต้องทำใจว่า สัตว์เลี้ยวของเราอายุมากแล้ว ต้องรักษาแบบประคับประคองกันไป
เล่ามาเสียยาวเลยเจตนาที่ผู้เขียนจะบอกก็คือ การเลี้ยงสัตว์หนึ่งตัว เราต้องรับผิดชอบเขา ดูแลเขาไปตลอดชีวิตของเขา (เมื่องปีที่แล้วผู้เขียนสูญเสียสุนัข (คุโร่) ที่เลี้ยงมาคู่กับเบค่อนไปหนึ่งตัวอายุ 10 ปีเช่นกัน) สัตว์ก็เหมือนกับมนุษย์ เกิดมาก็ต้องแก่ มีเจ็บป่วยเหมือนกัน ตอนแข็งแรงเขาเป็นเพื่อนเรา สร้างความสุขให้เรา พอแก่ตัวเขาเจ็บป่วยเราก็ต้องดูแลเขา
ผู้เขียนเลยไปค้นหาบทความเกี่ยวการดูแลสัตว์เลี้ยงสูงอายุและการเตรียมตัวเมื่อนำสัตว์ป่วยไปโรงพยาบาล มาให้อ่านกันค่ะ เผื่อมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้าง
สัตว์เลี้ยงเช่น สุนัขและแมวมีอายุเฉลี่ยประมาณ 10–15 ปี และ 13–17 ปี ตามลำดับ หากมีการดูแลที่ดีอาจมีอายุยืนยาวถึง 20 ปีเลยทีเดียว โดยทั่วไป สัตว์เลี้ยงจะแบ่งช่วงวัยออกเป็น 4 ช่วง คือ วัยเด็ก (0–6 เดือน), วัยรุ่น (6 เดือน–2 ปี), วัยผู้ใหญ่ (2–7 ปี) และวัยสูงอายุ (ตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป) ซึ่งในวัยสูงอายุนั้น ร่างกายของสัตว์เลี้ยงจะเริ่มเสื่อมถอย มีภูมิคุ้มกันลดลง และมีแนวโน้มจะเกิดโรคประจำตัว (Kachavet, 2022)
การดูแลสัตว์เลี้ยงสูงอายุอย่างเหมาะสม เพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดี เจ้าของควรดูแลอย่างใส่ใจในหลายด้าน ได้แก่:
– สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย: ควรสะอาด เงียบสงบ อากาศถ่ายเท และมีแสงแดดส่องถึง เพื่อช่วยให้สัตว์ผ่อนคลาย
– อุปกรณ์การพักผ่อน: ที่นอนควรนุ่ม เข้าถึงง่าย ไม่ต้องกระโดดหรือปีนป่ายมากนัก
– สุขอนามัยของสัตว์: ดูแลขน ผิวหนัง อุ้งเท้า และสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
– อาหารตามวัยและโรค: ให้อาหารที่เหมาะสมกับวัยและโรค เพื่อควบคุมอาการให้คงที่
– การออกกำลังกายเบาๆ: เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ หัวใจ และข้อต่อ
– ให้ความสงบบ้าง: แม้จะรักและเป็นห่วง แต่ควรให้สัตว์สูงวัยได้พักผ่อนอย่างสงบ
– สังเกตพฤติกรรมและน้ำหนัก: การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นสัญญาณของโรค เช่น น้ำหนักลด หรือเบื่ออาหาร
– การให้ยาและกายภาพบำบัด: ให้ยาตามคำสั่งแพทย์ และอาจต้องทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย
– อุปกรณ์ช่วยเหลือพิเศษ: เช่น รถเข็น ผ้าอ้อม อาหารเสริมบำรุงตามความเหมาะสม
– ตรวจสุขภาพประจำปี: ควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้น (Kachavet, 2022)
การเตรียมตัวพาสัตว์ป่วยไปโรงพยาบาล
เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการป่วย การเตรียมตัวก่อนพาไปโรงพยาบาลสัตว์จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ โดยควรดำเนินการดังนี้:
– เตรียมเอกสารสำคัญ: เช่น บัตรประชาชนเจ้าของ สมุดวัคซีน ใบส่งตัว และยาที่ใช้อยู่
– สังเกตอาการเบื้องต้น: จดบันทึกอาการ เช่น เบื่ออาหาร ซึม ขับถ่ายผิดปกติ หรืออาการเฉพาะเจาะจงอื่นๆ
– เตรียมอุปกรณ์การขนส่ง: สำหรับแมวควรใส่ในตะกร้าที่ปิดมิดชิด สำหรับสุนัขควรใส่สายจูงหรือสายรัดตัว
– จองคิวล่วงหน้า: เพื่อหลีกเลี่ยงการรอคิวนาน โดยเฉพาะในกรณีต้องพบสัตวแพทย์เฉพาะทาง
– จัดการกรณีฉุกเฉิน: หากเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน เช่น สัตว์ถูกงูกัดหรือมีภาวะช็อก ควรโทรแจ้งโรงพยาบาลล่วงหน้า
– นำเอกสารทางการแพทย์เก่า: เช่น ประวัติการรักษา เพื่อให้สัตวแพทย์มีข้อมูลครบถ้วน (Erawan Pet Hospital, 2024)
การดูแลสัตว์เลี้ยงในวัยสูงอายุและการเตรียมพร้อมเมื่อต้องนำไปรักษาพยาบาล เป็นองค์ประกอบสำคัญในการดูแลสัตว์เลี้ยงที่เรารักให้มีชีวิตยืนยาว มีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที
รายการอ้างอิง
Kachavet. (2022). ดูแลสัตว์ป่วยสูงอายุให้อายุยืนยาวสุขภาพยังดี. สืบค้นจาก https://www.kachavet.com/รายละเอียด/637d98fedd0796001309999d/ดูแลสัตว์ป่วยสูงอายุให้อายุยืนยาวสุขภาพยังดี/674945eb766e15001354ccb7#:~:text=ในกรณีของสัตว์ป่วย
Erawan Pet Hospital. (2024). เตรียมตัวอย่างไรก่อนพาสัตว์ป่วยมาโรงพยาบาล. สืบค้นจาก https://www.erawanpethospital.com/prepare-before-taking-sick-animal-hospital
