มีคนถามว่าเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยว บอกว่าก็หาช่วงเวลาแล้วลาพักร้อนไปบ้า่ง ไปตอนเช้ามืด ไปตอนเย็นๆ ไปบ้านเพื่อน ไปบ้านของเพื่อน ไปบ้านญาติ ไปราชการ เสาร์อาทิตย์ไหนที่ว่าก็ไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างทางมีอะไรน่าสนใจก็เก็บข้อมูล คุยกับชาวบ้าน สิ่งไหนที่่ใช้ในที่ทำงานได้ก็ยกให้ สิ่งไหนใช้กับชีวิตส่วนตัวก็เก็บไว้ เรื่องงาน เรื่องเที่ยว เรื่องชีวิตส่วนตัวไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกสับสวิตซ์โช๊ะเชะ แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่เคยทำคือขนงานใส่กระเป๋าไปทำที่บ้าน ยกเว้นช่วงลาคลอดที่ยังมีคนไปปิ๊นๆๆรับ-ส่งงานให้ที่บ้าน แต่ก็โอเคและไม่ถือว่าเป็นภาระ …
เห็นน้องอ้อมีรูปสวยๆ มาฝาก เลยอิจฉาอยากสำแดงบ้าง เป็นของปี 51 ที่เก็บเกี่ยวตั้งแต่31 ธ.ค.50 เรื่อยๆ มาจนถึง 31 ธันวาคม2551 ที่เพชรบุรี
การท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมยามว่างและพยายามให้ว่างเพื่อเสาะแสวงหามุมมองใหม่ๆ มีทั้งตั้งแต่ใกล้ตัวจนถึงไกลๆ กับชาวคณะที่หลากหลายตั้งแต่กลุ่มก๊วนของตัวเองและของคนที่บ้าน นับตั้งแต่พี่ น้อง เพื่อนสมัยประถม มัธยม อุดม …
อาการที่ว่ามีสาเหตุหลังจากการอ่านบทความเรื่อง “สังคมนินทา” เรียบร้อยแล้ว บทความที่ว่านี้อยู่ในคอคอลัมภ์ “สยามประเทศไทย” เรื่อง “แม่น้ำลำคลอง แหล่งรวมขี้เยี่ยวของราษฏรและครูอาจารย์” เขียนโดย คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ
เนื่องจากบทความนี้เกี่ยวกับจังหวัดนครปฐม จึงอ่านละเอียดทุกข้อความ ทั้งอ่านใจใจและออกเสียง เพื่อจะได้ทบทวนทุกข้อความอย่างใช่ความตั้งใจและพยามยามคิดต่อ จึงขอสรุปเฉพาะในส่วนี่เกี่ยวข้อกับจังหวัดนครปฐม เพราะยังมีอีกจังหวัดคือพระนครศรีอยุธยาด้วยที่ยกเป็นตัวอย่าง เพราะอ่านแล้วเป็นเรื่องของคนไทยทุกคนจริงๆ และขออนุญาตคัดลอกบางตอนมาให้พวกเราได้อ่านกันคือ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ …
ใน 1 ปีจะมีช่วงเวลาที่ครอบครัวได้ไปท่องเที่ยวกัน 3 ครั้งคือ ช่วงปิดเทอมใหญ่ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม ช่วงปิดเทอมเล็กเดือนตุลาคม และช่วงปีใหม่ จึงเป็็นช่วงเวลาที่มีค่ายิ่ง เป็นการพาลูกไปเรียนรู้สิ่งใหม่นอกเหนือจากที่เค้าได้เรียนรู้จากห้องเรียน จากเพื่อนๆ จากสังคมของพ่อและแม่ และตัวเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับลูกด้วยเช่นกัน สิ่งที่บอกได้อย่างหนึ่งคือ การเรียนรู้วิถีชีวิต แนวคิด และวัฒนธรรมประเพณีของคนพื้นถิ่นที่เราไป ต่างถิ่น …
เมื่อวันพฤหัสบดีหนูอ้อไม่มาทำงาน เลยทำหน้าที่ตรวจหนังสือพิมพ์แทน เป็นเรื่องจนได้มีบทความที่อ่านแล้วชอบมากอยู่สองเรื่อง ที่รู้สึกว่าทำให้กระตุกความคิดและทำให้คิดต่อได้มากมาย
บทความเรื่องแรกชื่อเกียวกับที่โพสต์คือเรื่อง “สังคมนินทา” อยู่ในคอลัมภ์ในหน้าบันเทิง ของหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2552เขียนโดย “ลำแข” สรุปความมาให้อ่านว่า
ทฤษฎีทางมานุษยวิทยาทฤษฎีหนึ่งบอกไว้ว่าการนินทาของคนในสังคมเกษตรอย่างบ้านเราให้ประโยชน์เหมือนการกำกับพฤติกรรมผู้คนในสังคมไปด้วยในตัว การนินทาที่ว่านี้ไม่ได้หมายเพียงเที่ยวไปเจ๊าะแจ๊ะเรื่องเป็นเรื่อง เรื่องไม่เป็นเรื่องของชาวบ้านด้วยกันไปวันๆ แต่หมายรวมถึงการบอกเล่าโดยตรงบ้าง ปากต่อปากบ้าง ในการช่วยกันดูแลสังเกตคนที่อยู่ร่วมกัน …
ทุกวันนี้คนทั่วโลกสามารถผลิตกระดาษได้ด้วยความเร็วถึงนาทีละ 670 ตัน หมายถึงว่าต้นไม้ 40 ต้นถูกโค่นลงในแต่ละนาที ในแต่ละวันเราใช้ กระดาษกันหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระดาษชำระ กระดาษโน้ต กระดาษเอกสาร ถ้วยกระดาษ หลายคนใช้กระดาษเพียงครั้งเดียวก็ทิ้งเป็นขยะโดยไม่เห็นคุณค่า กระดาษบางแผ่นถูกทิ้งก่อนที่จะถูกใช้งานเสียด้วยซ้ำ เพียงเพราะเห็นว่า มันเลอะเทอะหรือสกปรก หรือยับยู่ยี่ หากมันเป็นขยะแล้วถูกเก็บไปขายก็จะถูกนำไป …
เคยได้นำเสนอแนวคิดและได้มีการทำออกมาเป็นรูปร่างในระดับหนึ่ง คื่อ Open Learning Space ที่อยู่ตรงข้ามกับ 7/11 ซึ่งเป็นรูปร่างที่ไม่ได้คิดมาถึงขนาดนี้ในตอนเริ่มแรก คิดถึงแต่พื้นที่เปิดขนาดหนึ่งที่ไม่ไม่รั้วกรอบขอบเขตกั้นความคิดส้รางสรรค์ที่จะเกิดขึ้น แล้วก็คิดแต่เพียงว่าเมื่อไปเห็นอะไรที่คิดว่าดีจากที่อื่นก็อยากเอามาปรับประยุกต์ใช้ในมหาวิทยาลัยของเราบ้าง เนื่องจากประมาณช่วงสองสามปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสทำงานกับศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ และก็ได้มีโอกาศเดินทางไปประชุม สัมมนาทั้งในและนอกประเทศบ่อยพอสมควร สิ่งที่ได้ติดหัวติดหูติดความคิดกลับมาเรื่องหนึ่งก็คือการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ ทั้งบนดิน บนอากาศ (Wireless) บนผนัง หรือมุมต่างๆ ในการให้บริการกับผู้คนทั้วไปโดยเฉพาะนักศึกษาของเรา …