เมื่อวันพฤหัสบดีหนูอ้อไม่มาทำงาน เลยทำหน้าที่ตรวจหนังสือพิมพ์แทน เป็นเรื่องจนได้มีบทความที่อ่านแล้วชอบมากอยู่สองเรื่อง ที่รู้สึกว่าทำให้กระตุกความคิดและทำให้คิดต่อได้มากมาย
บทความเรื่องแรกชื่อเกียวกับที่โพสต์คือเรื่อง “สังคมนินทา” อยู่ในคอลัมภ์ในหน้าบันเทิง ของหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน 2552เขียนโดย “ลำแข” สรุปความมาให้อ่านว่า
ทฤษฎีทางมานุษยวิทยาทฤษฎีหนึ่งบอกไว้ว่าการนินทาของคนในสังคมเกษตรอย่างบ้านเราให้ประโยชน์เหมือนการกำกับพฤติกรรมผู้คนในสังคมไปด้วยในตัว การนินทาที่ว่านี้ไม่ได้หมายเพียงเที่ยวไปเจ๊าะแจ๊ะเรื่องเป็นเรื่อง เรื่องไม่เป็นเรื่องของชาวบ้านด้วยกันไปวันๆ แต่หมายรวมถึงการบอกเล่าโดยตรงบ้าง ปากต่อปากบ้าง ในการช่วยกันดูแลสังเกตคนที่อยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้นเรื่องราวในหมู่บ้านจึงยากที่จะเล็ดลอดสายตา การนินทาในทางบวกคือเป็นสิ่งที่ช่วยดูแลสังคม แต่ ทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนรูปไปเป็นสังคมเมืองที่ต่างคนต่างอยู่ ความหมายด้านลบจึงยิ่งเด่นชัดออกมาเพียงด้านเดียว สรุปคำว่านินทากันง่ายๆ คือ สอดรู้และสอดเห็น (ออกความ) เห็นเรื่องชาวบ้านกันชนิดปากเปียก ปากแฉะ หูยื่น ตาถลน…
ตามที่เขียนบอกไว้ตั้งแต่แรกคือบทความนี้อยู่ในหน้าบันเทิงผู้เขียนจึงให้น้ำหนักไปที่รายการโทรทัศน์บ้านเราโดยเฉพาะรายการบันเทิง ที่ดูแล้วไม่รู้ว่าบันเทิงตรงไหน และมีตั้งแต่เช้า สาย บ่ายและค่ำ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา… ส่วนคนที่ตกเป็นเหยื่อก็ต้องตากหน้าร้องไห้บ้าง เอะอะบ้าง เสียงแข็งแทบจะสบถสาบานบ้าง ให้สัมภาษณ์ไม่โครโฟนที่มะรุมมะตุ้มกันยิ่งกว่าการประชุมเรื่องปากท้องระดับนานาชาติ… ส่วนที่เหลือขอให้ติดตามอ่านเองแล้วกัน
พออ่านแล้วขอปรบมือให้กับผู้เขียนดังๆ เนื่องจากตัวเราในฐานะผู้ดูสื่อ ที่็ต้องทน พอทนไปทนมาู ก็คุ้นเคย กระทั่งรู้เรื่องราวของดารา-นักร้อง มากกว่าเรื่องราวของพี่น้องผองเพื่อน หรือพี่ป้าน้าอา แถมหนักเข้าคือเอาเรื่องราวของคนอื่นๆ มาเป็นเรื่องราวของตัวเอง แถมยังเล่าต่อได้ประหนึ่งประสบด้วยตนเอง
ที่ชอบก็คือเรื่องของทฤษฏีทางมานุษยวิทยา ซึ่งมักมีเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกันกับมนุษย์ นานมาแล้ว (ไม่ต่ำกว่าสิบปี) เคยคุยกับนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “โกหก” ยังงงเลยว่าทำได้ด้วยหรือ บอกว่าทำได้ซิเพราะก็เป้นเรื่องราวเกี่ยวกับมุษย์ทั้งนั้น จึงต้องตามไปอ่าน
พอมาเห็นบทความนี้เลยทำให้นึกถึงว่าศาสตร์ต่างๆ แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนมา แต่หากรู้ไว้แล้วนำไปใช้กับตัวเองบ้างก็จะดีไม่น้อย…
หนูใหญ่เดินมาที่โต๊ะเห็นบทความดังกล่าวที่ตัดไว้ แล้วหัวเราะคิกคักก่อนกลับบ้านบอกว่า “เธอรู้ไหมการนินทา เนี่ยเป็น KM อย่างหนึ่งนะ เพราะเวลาเมื่อไรที่นินทาก็จะทำให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้น….” เลยบอกว่า “ฮื่อ…ช่ายแล้ว” ก่อนกลับบ้าน ยังมาบอกว่าเขียนเร็วๆ นะแล้ววันจันทร์จะมาอ่านเฟ้ย…
เราบอกว่าเดี๋ยวปั้ดนินทา ระยะเผาขน ซะเลย
One thought on “สังคมนินทา”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
คนใดเกิดมาไม่เคยนินทา จากความหมายของ สังคมนินทา ข้างต้น ต้องปรับตัวเสียใหม่ อยู่ในสังคมปัจจุบัน ไม่สนใจเรื่องอะไรเลย ไม่น่าจะอยู่ได้ นินทาเรื่องดีๆ เป็นการเพิ่มองค์ความรู้แก่บุคคลที่ร่วมวงนินทาด้วย เช่น วันเสาร์ อาทิตย์ แม่เจ้าโอ๊ต จะไปทำงานห้องสมุดทำไม ล่วงเวลาก็ไม่เบิก น่าจะหยุดอยู่บ้าน คนฟังเป็นอย่างไร ที่ไม่เคยรู้ว่า แม่เจ้าโอ๊ตทำงานแบบนี้ก็ได้รู้ไปด้วยจากวงนินทานี่แหละ หรือการนินทาอีกตัวอย่างหนึ่ง วันนี้สัมฤทธิ์ ไม่ใส่เสื้อสีโอวัลตินตามข้อปฏิยัติ เขา(มัน)ลืม หรือมีเหตุผลว่า แม่เขาเก็บเสื้อไว้ เขาจึงหาไม่พบ ก็เลยไม่มีเสื้อใส่มา ไม่รู้หัวหน้าเวรจะรายงานเวรไหม ถื อว่าเป็นครั้งแรกซินะ เขา คงเหลือลืมใส่เสื้อได้อีก 2 ครั้งเท่านั้น สาธุขอให้ลืมอีก จนครบ จะดูซิว่า ป้าแมวจะทำตามกฎไหม เป็นไงการนินทา ฮ่าๆๆ