เป็นเรื่่องหนึ่่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ชื่อ เด็กหญิงข้าวเปลือก เป็นหนังสือรวมนิทานยอดเยี่ยม รางวัลมูลนิธิเด็ก ครั้งที่ ๑๔ พ.ศ. ๒๕๕๐ เหตุผลที่นำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังเพราะว่านิทานมีแต่คุณประโยชน์ และให้ความสนุกสนาน ไม่ว่าเป็นเด็กเล็ก หรือผู้ใหญ่ อ่านได้ทุกเพศทุกวัย มีอารมณ์ขัน เขียนโดย เกรียงไกร ก้อนศรีลา มีภาพประกอบ สีสัน สวยงาม
เด็กหญิงคนหนึ่ง เป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก นั่นเพราะเธอชอบอ่านหนังสือเรียนวันละหลาย ๆ หน นอกจากนี้ยังชอบอ่านหนังสือที่อ่านยาก ๆ แบบที่พวกผู้ใหญ่เขาอ่านกัน โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยสักนิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ กฎหมาย และหนังสืออื่น ๆ อีกมากมาย เวลาว่างทุกคนมักเห็นเธอหามุมส่วนตัว พร้อมตำราหนา ๆ กางบนตักอ่านงึมงำอยู่คนเดียว หนังสือเล่มหนา ๆ นั้น เธออ่านไม่นานก็จบ เห็นจะมีอยู่อย่างเดียวที่เธอไม่อ่านคือ หนังสือนิทาน เมื่อเด็กหญิงคนนี้ขึ้นชั้น ป. ๓ เธอต้องใส่แว่นสายตา ทุกคนจึงเรียกเธอว่า “เด็กหญิงแว่น” ตั้งแต่นั้นมา
วันหนึ่งเด็กหญิงแว่นสอบได้คะแนนเป็นอันดับ ๑ ของห้อง ซึ่่งเป็นการได้ที่ ๑ ติดต่อกันมา ๓ สมัย นั่นคือเป็นที่ ๑ เรื่อยมาตั้งแต่ ป. ๑ คุณครูประจำชั้นจึงมอบรางวัลให้เด็กหญิงแว่นเป็นหนังสือนิทาน ๑ เล่ม
เด็กหญิงแว่นไม่ชอบอ่านหนังสือนิทานจึงนำกลับมาบ้าน เพื่อให้แม่ของตนพับถุงขาย แม่ของเด็กหญิงแว่นเมื่่อเห็นหนังสือนิทานมีกระดาษและภาพอันสวยงามก็เสียดาย แต่เธออ่านหนังสือไม่ออก จึงขอร้องลูกของเธอ นั่นคือเด็กหญิงแว่นช่วยอ่านให้ฟังสักรอบ เด็กหญิงแว่นทนรบเร้าจากมารดาไม่ไหวได้ให้สัญญาว่าจะอ่านหนังสือให้ฟัง แต่จะอ่านให้ฟังก่อนนอนเท่านั้น เพราะเด็กหญิงแว่นต้องใช้เวลาทำการบ้านและอ่านตำราเรียนเสียก่อน
เมื่อทั้งคู่กำลังจะเข้านอน เด็กหญิงแว่นทำตามสัญญา เธออ่านออกเสียงให้แม่ฟัง จนกระทั่งนิทานจบลง แม่ของเด็กหญิงแว่น นอนอมยิ้มแล้วหลับปุ๋ยทันที เด็กหญิงแว่นเห็นแม่หลับอย่างมีความสุขก็แสนดีใจ จึงเกิดความคิดว่าหากเล่านิทานให้แม่ฟังทุกวัน แม่คงหลับฝันดีทุกคืนแน่ ๆ
คืนถัดมาเด็กหญิงแว่นได้เล่านิทานเรื่องเดิมให้แม่ฟัง และก็เป็นเรื่องเดิมอีกในคืนต่อ ๆ มา แล้วจู่ ๆ คืนวันหนึ่่งเด็กหญิงแว่นก็บอกกับแม่ว่าจะไม่อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว
แม่จึงถามเด็กหญิงแว่นว่า “ทำไมล่ะจ๊ะลูก หรือว่าลูกเบื่อแล้ว” เด็กหญิงแว่นตอบว่า “แล้วแม่ไม่เบื่่อบ้างหรือคะ ฟังแต่เรื่องเต่ากับกระต่ายทุกคืน แม่ก็รู้อยู่แล้วนี่นาว่าสุดท้ายเต่าก็วิ่งชนะกระต่ายทุกครั้ง”
“แม่ไม่เบื่่อหรอกจ๊ะ แม่ชอบที่ได้ฟังเสียงลูกเล่านิทาน แต่ถ้าหากลูกเบื่อเรื่องนี้แล้ว ลองหาเรื่่องอื่นมาเล่าให้แม่ฟังก็ได้นะจ๊ะ” แม่พูด
“หนูไม่รู้จะหาหนังสือนิทานได้ที่ไหน” เด็กหญิงแว่นสงสัย แม่จึงแนะนำให้เข้าไปดูที่ห้องสมุดโรงเรียน “คงจะมีหนังสือนิทานดีๆ เก็บไว้ในนั้นอย่างมากมายแน่นอน ” แม่กล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
วันต่อมาเด็กหญิงแว่นแวะเข้าห้องสมุด โดยไม่แน่ใจจะมีหนังสือนิทานดังที่แม่ว่าหรือไม่ เพราะปกติจะมายืมแต่หนังสือวิชาการ ไม่เคยสังเกตว่ามีหนังสือประเภทอื่นอยู่ด้วย ทันใดนั้นครูบรรณารักษ์ผู้ใจดีก็ปรากฏตรงหน้าเด็กหญิงแว่น ครูบรรณารักษ์เต้นไปรอบๆ เด็กหญิงแว่นพร้อมกล่าวทักทาย “ลัน ลัน ลา! ไงจ๊ะเด็กหญิงแว่น วันนี้เธอมาจะยืมหนังสืออะไรกันหนอ ขอครูเดาหน่อยนะ
ครูบรรณารักษ์ทำท่าครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อไปว่า “แหม… ไม่ปรัชญาก็ต้องจิตวิทยาแน่เลย หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ใช่ไหมจ๊ะ”
เด็กหญิงแว่นตั้งตัวแทบไม่ทันกับคำถามทักทายอันยาวเหยียดของครูบรรณารักษ์ แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ทำความเคารพครูพร้อมกับคำถามไปด้วยว่า
“สวัสดีค่ะคุณครู หนูตั้งใจมายืมหนังสือนิทานสนุกๆ สักเล่ม คุณครูช่วยเลือกให้หน่อยนะคะ”
ครูบรรณารักษ์ทำตาโต มองเด็กหญิงแว่นตาไม่กระพริบ คิดในใจว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เด็กหญิงแว่นที่ขยันเรียนโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดในประวัติการยืมหนังสือของเด็กนักเรียนคนนี้ไม่เคยพบเจอ ว่ายืมหนังสืออย่างอื่่นนอกจากหนังสือวิชาการ แต่วันนี้กลับมาบอกว่าจะยืมนิทาน ครูบรรณารักษ์ลืมตัวเผลออุทานออกมาเสียงลั่นห้องสมุด
“ฝนตก ฝนต้องตกแน่ ๆ !”
แล้วครูบรรณารักษ์ก็รีบหุบปากเหมือนนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรยุ่งเรื่องส่วนตัวของนักเรียนมากนัก เขาลดน้ำเสียงลดมาที่ระดับปกติ
“ไม่เป็นไร ๆ ฝนอาจจะตก แต่ถึงตกก็สอบซ่อมได้ ว่าแต่ว่าหนูเคยอ่านนิทานอะไรมาบ้างแล้วล่ะ”
” เพิ่่งเคยอ่านเรื่องเดียวค่ะ เรื่องเต่ากับกระต่าย” เด็กหญิงแว่นตอบ
ถ้าอย่างนั้นราชสีห์กับหนูเป็นไง ไม่ก็เด็กเลี้ยงแกะกับหมาป่า นิทานอีสปสนุกทุกเรื่องเลยนะ หรือจะเป็นเทพนิยายกริมส์ เช่น สโนไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด ซินเดอเรล่าก็ดีนะ หรือเรื่่องเล่าของแอนเดอร์เซนก็เข้าท่าทีเดียว นิทานตอลสตอยก็ใช่ย่อยเชียวล่ะ ของไทยก็มีนะ จันทรโครพ นางสิบสอง โสนน้อยเรือนงาม หรือพวกนิทานชาดก ก็อีกมากมาย โอย… นับไม่ถ้วนเลยนะนี่หนูจ๋า”
ครูบรรณารักษ์ บรรยายยืดยาวจนเด็กหญิงแว่นตกใจร้องเสียงดัง
“นิทานมีเยอะขนาดนั้นเลยหรือคะ”
“เยอะมากทีเดียว มีแทบทุกประเทศเชียว เรียกได้ว่านิทานนั้นเกิดมาพร้อมกับมนุษย์ก็เห็นจะไม่ผิด เพราะคนสมัยก่อนไม่มีการบันทึกเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องใช้วิธีบอกเล่าต่อ ๆ กันเป็นตำนาน หรือนิทานเพื่อง่ายต่อการจดจำ”
“อย่างนั้นนิทานก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระใช่ไหมคะ” เด็กหญิงแว่นถามด้วยความตื่นเต้น”
“ถูกแล้วจ๊ะ นิทานนอกจากจะให้ความสนุกสนานและเสริมสร้างจินตนาการ บางเรื่่องก็แฝงไปด้วยความเชื่อ คติสอนใจ ขณะที่อีกหลาย ๆ เรื่องก็สอดแทรกความรู้วิชาการโดยที่คนอ่านไม่ทันสังเกต”
ครูบรรณารักษ์พาเด็กหญิงแว่นไปยังมุมหนังสือนิทาน พร้อมกับมอบถุงสีแดงใบใหญ่
“อยากได้เล่มไหนเลือกใส่ถุงนี้ละกัน เดี๋ยวครูต้องรีบไปก่อนล่ะ มีเด็กอีกมากที่ยังมีความสงสัยอยู่เต็มหัวใจ” ครูบรรณารักษ์พูดจบก็แปลงกายเป็นนกพิราบบินออกนอกหน้าต่างไป เด็กหญิงแว่นตะโกนขอบคุณตามหลัง จนนักเรียนคนอื่นๆ ที่อ่านหนังสือในห้องสมุดจุ๊ปากให้เธอเงียบ
เด็กหญิงแว่นหอบหนังสือจำนวนมากใส่ถุงสีแดงกลับบ้าน แม่เห็นเข้าถึงกับร้องทัก “โฮ้โฮ! หนังสืออะไรเยอะแยะเชียว จะให้แม่พับถุงทั้งหมดเลยหรือ ไม่ไหวหรอกนะจ๊ะ”
เด็กหญิงแว่นวางถุงลงอย่างเหนื่่อยหอบแต่ยิ้มอย่างมีความสุขแล้วบอกกับแม่ของเธอว่า ” วันนี้ช่วยนอนเร็วกว่าเดิมนะคะ หนูมีนิทานมาเล่าให้ฟังทั้งคืนเลย”
😛 ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน ลองเปิดใจรับสิ่งอื่น ๆ ดูบ้าง อาจจะพบนกพิราบ (ความเป็นอิสระ) ในหัวใจของตนเองได้เช่นกัน
หากต้องการอ่านนิทานสนุกๆ ยังมีให้เลือกอีกมากค่ะ หยิบอ่านได้ที่ Call no. PZ90ท9ด725 ชื่อหนังสือ
เด็กหญิงข้าวเปลือก