มหาสมุด

น้องอ้อเป็นคนแนะนำว่านิยายเรื่องนี้สนุก เพราะมีบางตอนคล้่ย คล้าย พวกเราบรรณารักษ์น่ารัก น้องอ้อเล่าพร้อมยกตัวอย่างเรื่องผู้ใช้ชอบนำแบงค์ใหญ่ๆ มาจ่ายค่าปรับอันน้อยนิด แล้วตัวเอกทอนเป็นเหรียญ ฟังตอนนี้อิฉันร้องว่าอาร๊ายยย นีมันเจ๊นี่หว่า เพราะสมัยที่อยู่บริการเคยบอกคุณพี่ติ๋วว่าให้หาเหรียญบาทมาทอนพวกจ่ายสามบาท แล้วแบงค์ห้าร้อยหรือแบงค์พัน แต่งานนี้พี่ติ๋วไม่ได้เป็นนางเอกแบบในเรื่องเลยไม่ทำ โดยให้เหตุผลว่า 1)เสียดายเพราะเหรียญหายาก 2)ดูไม่งามจะเสียภาพลักษณ์ 3) มาจ่ายแล้วทอนๆไปเต๊อะจะได้หมดปัญหา
ตกเย็นอิฉันเลยกระวีกระวาดยืมหนังสือไปอ่านเพราะกระหายใครรู้ ระหว่างพลิกตัวเล่มอ่านแบบบรรณารักษ์ใช้กล้องแชะๆ ถ่ายบางหน้าโพสต์ให้เพื่อนในเฟสบุ๊คส์ ชะรอยเพื่อนที่เป็นบรรณารักษ์และเป็นเพื่อนในเฟสของดิฉันยังไม่ได้อ่านเล่มนี้ จึงเม้นท์กันคนละหนุบละหนับ บางคนบอกว่าจะตามอ่านมั่ง ฯลฯ แหม…น่าไปขอสปอนเซอร์จากสำนักพิมพ์

พลิกอ่านประวัติใจภาวนาว่าขอให้เป็นในสถาบันที่ดิฉันเรียบจบกับสถาบันที่ทำงาน เพราะน่าจะโม้ต่อได้อีกหลายยก แต่ก็นะผู้เขียนบอกว่าชื่อวันเฉลิม วัฒนวรกิจกุล จบที่ไหนไม่บอก ประวัติการทำงานมากมาย แต่ไม่ได้เป็นบรรณารักษ์ ส่วนเพื่อนอิฉันคาดการณ์ว่าบอกว่าต้องมีแฟนเป็นบรรณารักษ์แหงๆ…
“มหาสมุด” เป็นนวนิยายเข้ารอบ รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด ประจำปีพุทธศักราช 2555
คืนนั้นอ่านผ่านๆ ใจนึกเทียบเคียงกับกิจกรรมการตลาดที่ทำไปแล้วและกิจกรรมในความความคิดทั้งของตัวเองและของเพื่อน ซึ่งไม่ต่างจากในนิยาย

แต่มีความเชื่อส่วนตัวอย่างหนึ่งว่านักประพันธ์มักมีเรื่องราวในมุมที่เรานึกไม่ถึง รวมทั้งหากเป็นผู้อยู่ในนอกวงการย่อมมีมุมมองที่ต่างไปจากเรา จึงขอกลับไปอ่านแบบตั้งใจอีกครั้ง ใช้เวลาระหว่างการเดินทางจากที่ทำงานถึงร้านหนังสือแถวๆ เซ็นทรัลเวิร์ล สลับกับการเงยหน้าขึ้นมามองโลกของความจริงและโลกออนไลน์เป็นระยะๆ
เราในที่นี้หมายถึง บรรณารักษ์และคนทำงานในห้องสมุด

ในหน้าแรกเป็นเรื่องเล่าของผู้เขียนว่า… สมัยเรียนผมชอบเช่าการ์ตูนจากร้านเช่ามาอ่านในห้องสมุด (อารมณ์ประมาณนั่งร้านอาหารแล้วยังบังอาจสั่งไข่ปิ้งข้างทางมากินโดยไม่เกรงใจเจ้าของร้าน) สำหรับผมการอ่านการ์ตูนในห้องสมุดเป็นประสบการณ์ที่สุขสมพอๆกับการลอกพลาสติกกันรอยบนพื้นผิวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งซื้อมา นอกจากมีแอร์คอนดิชั่นเย็นๆแล้ว การอ่านการ์ตูนในห้องสมุดทำให้การ์ตูนเรื่องนั้นสนุกขึ้น 30 เปอร์เซ้นต์ เพระาทันทีที่คุณก้าวเข้าหอ้งสมุด คุณ๗ะโดนบรรยากาศสำรวมเข้าห้องสมุดครอบงำให้สงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นผู้ดีมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น วอกแวกน้อยลง ทำให้อ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (จะเรียกว่าเข้ามาแล้วเกิดศีล สมาธิ และปัญญาก็ได้)
พลิกกลับไปที่ปกหลังที่เล่าเนื้อหา หาอ่านได้จากเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ด้วย https://www.naiin.com/product/detail/90703 บอกว่า
เมื่อคนแปลกๆ โคจรมาเจอกัน ความหฤหรรษ์พลันบังเกิด! ตามติดเรียลิตี้ชีวิตสาว ‘พิมพ์ชนก ลักขณารมณ์’ สาวมั่นหัวใจไฮเทคผู้ยอมลาออกจากงานเพราะกลัวลูกในท้องของบอสสาวจะเกิดมาปากจัดตามแม่ที่ขยันด่าลูกน้องไม่เอาถ่าน เธอเวียนสมัครงานที่อยากทำจนเบื่อแต่พระเจ้าไม่ช่วย แถมกล้วยลืมทอด…ในที่สุดสาวน้อยจนตรอกจึงประกาศตัวกับเพื่อนสนิท…”ชั่วโมงนี้ งานอะไรก็ไม่เกี่ยง!” ในที่สุดมหาลัยเอกชนชื่อดังก็อ้าแขนรับบรรณารักษ์สาวหน้าใส ผู้มีคุณสมบัติพิเศษหลบใน…ไม่สามารถทนอ่านตัวหนังสือได้เกิน 3 บรรทัด!!! วันแรกของการเริ่มงานดูท่าจะไม่สวย แถมยังเป็นวันซวยแห่งชีวิต เมื่อเผลอยืนเหยียบกองหนังสือตั้งใหญ่ บรรณารักษ์รุ่นพี่ผู้รักหนังสือเป็นชีวิตจิตใจเกิดอาการองค์ลงเลยตบหน้าสั่งสอนเข้าให้…ฉาด! อย่างนี้ต้องลาออก ฉันขอลาออก!
แต่เพราะ…คำสบประมาทของหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ระเบิดใส่หูหลายลูก แถมยังมี “ปมอดีต” ที่ดั๊นมีคนงัดมารื้อฟื้น บรรณารักษ์วันเดียวเลยงัดลูกฮึดลั่นวาจาพร้อมอารมณ์วีนเหวี่ยง! “คอยดูฉันให้ดีแล้วกัน ฉันจะทำให้พวกนายเปลี่ยนความคิด! ฉันจะไม่ยอมเป็นคนไม่ได้เรื่อง ฉันจะเรียนรู้ จะเก่งขึ้น ฉันจะเป็นสุดยอดบรรณารักษ์ที่พวกนายจะต้องจ้องมองและไม่กล้าว่าฉันอีกต่อไป!” กาลต่อมาพระเจ้าก็ส่งการบ้าน เอ๊ย! บททดสอบ เมื่อผู้บริหารมหาลัยขอกระชับพื้นที่ห้องสมุดไปทำบางสิ่งบางอย่างที่เกิดประโยชน์สูงสุด (กว่า)…ปฏิบัติการยื้อยุดห้องสมุดของเหล่าบรรณารักษ์จึงเริ่มขึ้น งานนี้จะแจ้งเกิดสุดยอดบรรณารักษ์หรือไม่ แล้วแต่ละคนจะงัดแอ๊คชั่น โปรโมชั่น และอินโนเวชั่นอันใดมาต่อกร มามะ…มาตามลุ้นเรียลิตี้ชีวิตพิมพ์และผองเพื่อนกัน!!!
คำนำของหนังสือบอกว่า นวนิยายมหาสมุด ผมไม่ได้เขียนโดยวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูความดีงามของห้องสมุด ชักชวนคนให้เข้าห้องสมุดเยอะๆ หรือสนับสนุนให้มนุษย์โลกรักการอ่านแต่อย่างใด
ผมแค่อยากนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนมีปัญหาที่มารวมตัวกันโดยมีห้องสมุดเป็นศูนย์รวมเท่านั้น
ฯลฯ
ในฐานะทั้งที่เป็นคนอ่านและเป็นผู้ประกอบวิชาชีพบรรณารักษ์มีความรู้สึกและเห็นว่านอกจากการได้รับอรรถรสแล้วเนื้อหายังเป็นระโยชน์ต่อพวกเรา โดยเฉพาะในเรื่องของการอยู่ร่วมกันในสังคม นับตั้งแต่เจ้านายใหญ่ เจ้านายเล็ก ตัวเรา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใช้บริการและคนในสังคม ที่ยังต้องการความเข้าใจ ความมุ่งมั่น การเข้าถึง การเปิดใจ ความเอื้ออาทร พื้นที่ส่วนตัวและเทคโนโลยีและอีกมายมาย
เหมือนเหล่ามนุษย์โลกจำเป็นต้องตรวจสอบและสร้างความสมดุลย์อยู่ตลอดเวลา
อยากให้ทุกคนอ่านค่ะ ทำเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของพวกเราบรรณารักษ์อ่านแล้วนำมาตั้งวงกันน่าจะสนุกไม่น้อย เราน่าจะสนทนาว่านวนิยายสะท้อนอะไร เราจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร เรื่องไหนในนวนิยายที่น่าจะลด ละ เลิก เรื่องไหนที่น่าคิดต่อ ทำต่อ และเป็นไปได้
สำหรับดิฉันมองว่าการใช้เวลาในการพัฒนาตนเองด้วยการการอ่านหนังสือเล่มเดียว เทอมละเล่มผ่านสายตาของหลายๆคน แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องเดียวกัน น่าจะสนุกกว่าต่างคน ต่างอ่าน ต่างสรุป และต่างพูดในเรื่องที่รู้ต่างกัน ส่วนเวลาที่เหลือก็อ่านไปตามปรกติ
อ่านไปอ่านมาเสียดายอยู่ 2 ประการ คือ ไม่ได้พูดเรื่องเปิดบริการ 24 ชั่วโมง หากมีเรื่องนี้ละก้อ ขอบอกว่าต้องเป็นพวกเราคนในคนหนึ่งแน่นอน กับเรื่องพระเอกรูปหล่อพอรวย
แม๊…ใจคิดนะว่าหากมีพระเอกขึ้นมาให้เป็น ณเดช!

2 thoughts on “มหาสมุด

  1. อ้อชอบตอนที่นางเอกเค้าเคยคิดว่า งานบรรณารักษ์เป็นงานสบายแค่แต่งตัวสวยๆ มานั่งเฝ้าหนังสือ แต่ที่ไหนได้มัตั้งแต่จัดชั้นหนังสือ ซ่อมหนังสือ ดูแลความเรียบร้อยวัสดุครุภัณฑ์ และอีกสารพัด โดยเฉพาะที่ต้องคอยตอบคำถามผู้ใช้บริการที่คอยถามว่าหนังสือชื่อนี้อยู่ตรงไหนค่ะ หรือหนังสือที่ปกสีส้มๆ คนเขียนชื่ออะไรวิๆๆนี่แหละจำไม่ได้อยู่ตรงไหน ฮามากๆ

  2. พี่ได้คุยกับผู้เขียนแล้วแหละ น่ารักดี ไปค้นดูมีเรื่องอื่นๆ อีก ควรต้องไปตามไปหาอ่านแลหาซื้อเข้าห้องสมุด

Leave a Reply