เมื่อคืนวันที่ 7 เข้าสู่วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างได้เห็นปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” หรือที่เรียกกันว่า “พระจันทร์สีเลือด” (Blood Moon) เป็นภาพที่สร้างความประทับใจและความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้คนในหลายประเทศ (Thairath, 2568a) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อโลกโคจรผ่านระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้เงาของโลกบังแสงอาทิตย์ที่ส่องถึงดวงจันทร์ ส่งผลให้ดวงจันทร์เปลี่ยนเป็นสีแดงฉานแทนที่จะหายไปจากท้องฟ้า
ในหลายประเทศได้มีการรวมตัวของประชาชนเพื่อชมความงดงามของ “จันทร์สีเลือด” เช่น ในกรุงเกซอนซิตี ประเทศฟิลิปปินส์ ประชาชนใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์ ขณะที่ในเมืองตังเกอรัง อินโดนีเซีย ก็สามารถเห็นพระจันทร์แดงได้อย่างชัดเจน ส่วนที่กรุงเตหะราน อิหร่าน ชมรมดาราศาสตร์ได้นำกล้องโทรทรรศน์มาตั้งให้ประชาชนได้ชมใกล้ชิด บริเวณสวนสาธารณะ Nature Bridge (Thairath, 2568a) เช่นเดียวกับในอินเดียที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2565 ทำให้พิพิธภัณฑ์ Birla Industrial Technological Museum ในเมืองกัลกาตา และศูนย์วิทยาศาสตร์ในเมืองลัคเนาว์จัดกิจกรรมพิเศษให้ประชาชนและเยาวชนได้เรียนรู้และชมปรากฏการณ์จริง
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์: ทำไมพระจันทร์จึงเป็นสีแดง
ในทางวิทยาศาสตร์ จันทรุปราคาเต็มดวงเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดวงจันทร์ไม่ได้หายไปจากท้องฟ้าเพราะเงาของโลกไม่ได้มืดสนิท แสงอาทิตย์ที่ผ่านชั้นบรรยากาศโลกจะถูกกรองและหักเห โดยแสงที่มีความยาวคลื่นสั้น เช่น สีฟ้าและเขียว จะกระเจิงออกไป เหลือเพียงแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า ผ่านเข้าไปถึงดวงจันทร์และสะท้อนกลับมาสู่โลก ทำให้ผู้สังเกตเห็นดวงจันทร์กลายเป็นสีแดงอิฐ (Thairath, 2568b)
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อธิบายเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์นี้สามารถชมได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ โดยในประเทศไทยเกิดขึ้นระหว่างเวลา 00.31 – 01.53 น. ของวันที่ 8 กันยายน 2568 และมีการถ่ายทอดสดให้ผู้สนใจติดตามหากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย (Thairath, 2568b)
ความเชื่อเกี่ยวกับ “พระจันทร์สีเลือด”
ในหลายวัฒนธรรมจะเชื่อมโยงปรากฏการณ์นี้กับทั้งโชคร้ายและโชคดี นอกจากความงดงามแล้ว ปรากฏการณ์ “พระจันทร์สีเลือด” ยังถูกตีความและเชื่อมโยงกับความเชื่อในหลายวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน เช่น ชาวเมโสโปเตเมียและอินคาเชื่อว่าพระจันทร์สีเลือดเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายและการล่มสลาย ขณะที่ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันบางเผ่ามองว่าการเปลี่ยนเป็นสีแดงคือสัญญาณว่าดวงจันทร์ต้องการความรักและความห่วงใย
ทางด้านจีนเชื่อว่าเป็นช่วงที่พลังหยินเข้มข้น ส่งผลให้คนอ่อนแออาจเจ็บป่วยหรือเผชิญโชคร้ายไม่คาดคิด ส่วนในศาสนาคริสต์ พระคัมภีร์ได้บรรยายว่าพระจันทร์สีเลือดเป็นสัญญาณแห่งวันพิพากษาและการเสด็จมาของพระเจ้า (Social Talk, 2568) สำหรับความเชื่อของไทยมักมองว่าเป็นลางร้ายเกี่ยวกับบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม บางวัฒนธรรมกลับมองว่าพระจันทร์สีเลือดคือสัญลักษณ์แห่งการสำรวจด้านมืดของจิตใจ และเป็นช่วงเวลาของการปล่อยวางและเยียวยาตนเอง
ปรากฏการณ์ “พระจันทร์สีเลือด” คือ ผลจากการที่แสงอาทิตย์ผ่านชั้นบรรยากาศโลกและสะท้อนบนพื้นผิวดวงจันทร์จนปรากฏเป็นสีแดง ในทางวิทยาศาสตร์ เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ปลอดภัยและงดงาม แต่ในทางวัฒนธรรมและความเชื่อ ปรากฎการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณแห่งลางร้ายหรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ แต่ไม่ว่าจะวิทยาศาสตร์หรือความเชื่อปรากฏกาณ์นี้ช่วยเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกให้เงยหน้ามองท้องฟ้าร่วมกันในค่ำคืนเดียว
บรรณานุกรม
Thairathonline. (2568a). หลายประเทศทั่วโลกร่วมชมปรากฎการณ์ “พระจันทร์สีเลือด”. สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/news/foreign/2881423
Thairathonline. (2568b). ไขข้อสงสัย ทำไม “จันทรุปราคาเต็มดวง” เป็น “สีแดงอิฐ”. สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/news/society/2881367
Social Talk. (2568). “พระจันทร์เป็นสีเลือด” สาเหตุเกิดจากอะไร เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องใดบ้าง? สืบค้นจาก https://www.tnnthailand.com/socialtalk/210537/
