
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2552 ได้หนีเวรไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ ยกขโยงกันไปหมดบ้าน จุดแรกที่ไปคือเรือห้องสมุด (Dulos) แต่จะไม่เล่าถึงเรือห้องสมุดหรอก เดี๋ยวน้องกาญจน์จะเล่าให้ฟังเอง แต่ที่จะเล่าให้เพื่อนฟังคือ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ ที่อยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา แต่จริงๆแล้วจุดมุงหมายจะไปดูเรือ Dulos กันเพราะเด็กๆอาจจะไม่เคยเห็น (รวมทั้งคะเจ้าด้วย) หลังจากนั้นหลานก็เลยพามาเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มิวเซี่ยมสยามอยู่แถวท่าเตียน ติดกับวัดโพธิ์ ตรงข้ามโรงเรียนวัดราชบพิธ ไปง่ายนั่งแท็กซี่ไปได้เลย มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ พอเข้าไปมีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับ แล้วถามว่า มากี่คนค่ะ เราก็บอกเด็ก 2 คน ผู้ใหญ่ 3 คน เจ้าหน้าที่ก็ไปถามพี่สาวว่า อายุถึง 60 ปีหรือยัง เลยบอกว่ายังค่ะแต่เกือบแล้ว สรุปว่า ผู้ใหญ่ที่อายุ 60 ปีหรือว่าเกือบถึงนั้น กับเด็ก ไม่เสียค่าเข้า ค่าเข้าชมจะแพงสักหน่อย คนละ 100 บาท ภายในได้จัดไว้เป็นห้องๆ
นิทรรศการถาวรในมิวเซียมสยาม “เรียงความประเทศไทย” เน้นวิธีการเล่าเรื่องด้วยเวลาดึงลักษณะเด่นของประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต การเมือง วัฒนธรรมของแต่ละช่วงเวลาจากสุวรรณภมิ สู่สยามประเทศ ถึงประเทศไทย
สัญญาลักษณ์ของมิวเซียมสยาม คือ คนกบแดง หรือ รูปคนทำท่าเป็นกบ เป็นสัญลักษณ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เพราะกบถือเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นที่เคารพบูชาทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ห้องที่ 1 (อยู่ชั้น 1)เบิกโรง เบิกตัวละครทั้ง 7ที่จะพาผู้ชมย้อนกลับไปเรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิดจากสุวรรณภูมิสู่สยามประเทศถึงประเทศไทย เพื่อค้นหาคำตอบว่าเราคือใครและอะไรคือไทย (ห้องนี้ฉาย vcd ให้ดูประมาณ7-8 นาที)
ห้องที่ 2 (ชั้น 1) ไทยแท้ กระตุ้นความอยากรู้ว่าไทยแท้คืออะไรและเป็นอย่างไรจึงเรียกว่าไทยแท้
ห้องที่ 3 (ชั้น 3) เปิดตำนานสุวรรณภูมิ แสดงถึงวิวัฒนาการสังคมก่อนจะมาเป็นบรรพบุรุษชาวสุวรรณภูมิ
ห้องที่ 4 (ชั้น 3) สุวรรณภูมิ ดินแดนแห่งความมั่งคั่งผ่านผู้คน การเกษตร การค้า การสร้างเมือง เทคโนโลยีแห่งโลหะและความเชื่อ ซึ่งจะทำให้รู้ว่าสุวรรณภูมิคือรากเหง้าของประทศไทย
ห้องที่ 5 (ชั้น 3) พุทธิปัญญา สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหัวใจพุทธศาสนา ซึ่งมี คาถา เย ธมมา (อ่านว่า เย-ทำ-มา) แปลว่า สิ่งทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด คาถายอดนิยมแห่งสุวรรณภูมิ มูลเหตุแห่งความใจกว้างและสันติ
ห้องที่ 6 (ชั้น 3) กำเนิดสยามประเทศ ให้เห็นแว่นแคว้นต่างๆที่เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นนครรัฐ และสืบสานเรื่องราวของวีรบุรุษผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาจากตำนานท้าวอู่ทอง เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม
ห้องที่ 7 (ชั้น 3) สยามประเทศ แสดงถึงกรุงศรีอยุธยามีสภาพที่เหมะสม ทั้งยังมความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอยู่ใกล้ทะเล จึงได้พัฒนาตัวเองขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลกับภูมิภาค และจากการติดต่อค้าขายก็ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างผู้คนและวัฒนธรรมเกิดเป็นความรุ่งเรืงทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ห้องที่ 8 (ชั้น 3) สยามยุทธ์ แสดงถึงเหตุแห่งสงครามในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ห้องที่ 9 (ชั้น 2) แผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ ผืนดินตามธรรมชาติ คงไม่มีเส้นแบ่งใดๆมาขวางกั้นผู้คน แต่เส้นพรมแดนก็สร้างขึ้นโดยผู้ล่าอาณานิคมเพื่อแบ่ง เขา สร้าง เรา และรวมไปถึงการสร้างชาติให้มีตัวตนขึ้นมาจริงๆ มูลเหตุที่ทำให้เกิดการตัดแบ่งชุมชน เชื้อชาติ ญาติพี่น้องออกจากกัน
ห้องที่ 10 (ชั้น 2) กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา เรื่องราวเมื่อครั้งสิ้นกรุงศรีอยุธยา ชาวกรุงศรีฯก็สร้างเมืองของพวกเขาขึ้นมาใหม่บนผืนดิน “บางกอก” ซึ่งพวกเขาได้จำลองแนวคิดและสืบสานวัฒนธรรมมาจากเมืองเก่ามากมาย อีกทั้งเมื่อเริ่มสร้างกรุงใหม่ จึงได้เกณฑ์ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาช่วยกัน จึงลงหลักปักฐาน กลายเป็นชาวกรุงเทพฯ
ห้องที่ 11 (ชั้น 2) ชีวิตนอกกรุงเทพฯ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและความฉลาดหลักแหลมไม่ว่าจะป็นของเล่น อุปกรณ์การดักสัตว์ เรื่องมือทำกิน ความเชื่อ และพิธีกรรม ที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะแห่งการสร้างสรรค์ และวิถีเกษตรที่ผูกพันกับชาวสยามมาจนถึงวันนี้
ห้องที่ 12 (ชั้น2) แปลงโฉมสยามประเทศ การติดต่อกับโลกตะวันตก ทำให้เกิดปรากฎการณ์ใหม่ๆ เช่นการเริ่มสร้างถนน ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนที่คุ้นชินกับสายน้ำและความชุ่มฉ่ำ และจะเปลี่ยนโฉมสยามตลอดไป
ห้องที่ 13 (ชั้น 2) กำเนิดประเทศไทย จากสยามทำไมกลายเป็นไทย ห้องนี้จะกระตุ้นให้เกิดการค้นหาคำตอบว่า “วันเกิดประเทศไทยคือวันที่เท่าไร” และ “กรมโฆษณาการเกี่ยวข้องอย่างไร”
ห้องที่ 14 (ชั้น 2) สีสันตะวันตก แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์โลกใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา ภายหลังความบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจที่กำลังรุ่งเรืองและประเทศไทยก็โกย ดอลลาร์ จากการเปิดรับวัฒนธรรมอเมริกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ห้องที่ 15 (ชั้น 2) เมืองไทยวันนี้ ความเป็นไทยที่อยู่บนพื้นฐานของความหลากหลาย ความเป็นไทยที่รู้จักและปรับใช้ นั่นคือ การผสมมผสานสิ่งที่ดีงามจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเรา
ห้องที่ 16 (ชั้น 2) มองไปข้างหน้า เป็นห้องที่ตอกย้ำว่า “วันพรุ่งนี้ของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร” คนรุ่นปัจจุบันเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้”
ห้องที่ 17 (ชั้น 1) ตึกเก่าเล่าเรื่อง เล่าที่มาของมิวเซียมสยาม
ในแต่ละห้องที่เข้าชมนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่มาดูแลและอธิบายให้ฟัง อันนี้เป็นอีกหนึ่งแหล่งของการเรียนรู้ ที่เราสามารถหาได้ ใครสนใจเชิญไปเที่ยวชมได้ค่ะ
7 thoughts on “มิวเซียมสยาม”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
เสียดายนะอุตส่าห์ถามเส้นทางพี่เก กับพี่พัชไว้ สัญญากับลูกไว้ด้วย พอดีต้องประชุมผู้ปกครองเวลาเหลือน้อยเลยต้องเปลี่ยนโปรแกรม ลูกๆ o.k. อ่านของพี่เก กับ พี่กาญจน์ก็แล้วกันนะ
ิสงสัยเวลาที่พี่เกเดินดูห้องต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์ ต้อง lecture ไปด้วยแน่ๆ เลย ถึงได้ความเยอะอย่างนี้..หรือให้หนูกานต์จด..ถ้าไม่มี blog ให้เขียน จะจดจำความรู้มาแบ่งปันอย่างนี้มั๊ยหนอ.. ส่วนตัวเองได้ของฝาก เป็นหนังสือการ์ตูนภาษาอังกฤษอย่างง่าย แต่สวยงาม ที่ลูกชายชอบ..ขอบคุณพี่เก และหนูกานต์ และอุ่นที่เป็นคนพาไปเที่ยว และก้อ blog เรือ Dulos ของกาญจน์ที่หายแวบไปแล้ว กรุณาเขียนใหม่ด้วยเน้อ..รออ่่านจ้ะ
พี่ไม่ได้ lecture หรอก ได้มาจากโบรชัวร์ ที่เค้าตั้งไว้ที่เคาน์เตอร์ ประกอบกับเห็นของจริงจ้า เด็กๆน่าจะสนใจเพราะมีของให้เด็กเล่นด้วย
พี่เกยอดเยี่ยมมากๆ ไม่เคยไปจ๊ะ แต่เหมือนกับไปด้วย ชอบห้องที่ ๕ ห้องพุทธิปัญญา ทำให้เข้าใจหัวใจของพุทธศาสนา ถ้าพี่เกเรียนหนังสือ ได้ Grade A+ จ๊ะ
ตกลงว่า ป้าเกไปเที่ยว หรือว่าไปทำงานนอกสถานที่กันเนี่ย โอ้โห ทำอย่างกะจดรายงานเอามาส่งครูแนะ
ขอบคุณด้วยคนจ้ะป้าเก ที่เอาเรื่องราวที่เราสนใจมากระตุ้นต่อมอยากของเรามากขึ้น
เคยเห็นตอนเป็นสารคดีในทีวี อยากไป แต่ยังไม่ได้จังหวะซักที…
น๊องส๊อน..(ท่านผู้ชม…ออกเสียงในฟิล์มหน่อยนะ)
วันหลังเจ๊จาไป…จะชวนนะ ไปมะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะคุณพี่