
ดิฉันเคยมีเพื่อนป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และในตอนนั้นเพื่อนคนนี้เป็นแม่บ้านประกอบอาชีพแม่ค้าขายเสื้อผ้าเด็กทางเว็บไซต์ ในระหว่างที่เพื่อนป่วยดิฉันเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนเป็นประจำ สิ่งที่พบเห็นเป็นประจำก็คือเสื้อเด็กๆ ซึ่งดูแล้วน่ารักดี ดิฉันจึงได้สอบถามเพื่อนว่ายังเหลืออีกเยอะไหม เพื่อนก็เปิดตู้ให้ดู ซึ่งดิฉันเห็นก็ตกใจเพราะว่าเยอะมากๆ ดิฉันก็รู้สึกเห็นใจเพราะเพื่อนต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไม่น้อย และในตอนนั้นก็อยากจะช่วยเพื่อนแปลงสินทรัพย์ที่อยู่ในตู้เหล่านี้ให้เป็นเงินมาช่วยค่ารักษาไม่มากก็น้อย
ในใจตอนนั้นก็แอบคิดว่าไม่รู้ว่าเพื่อนจะมีโอกาสกลับมาขายอีกหรือไม่ เพราะอาการค่อนข้างหนัก คุณหมอบอกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอันตรายมาก ไม่มีระยะเหมือนมะเร็งอื่นๆ จึงตัดสินใจขอเอามาขายให้ ในตอนแรกเพื่อนบ่นเกรงใจไม่ยอมจะให้ ดิฉันบอกว่าไม่เป็นไร ไม่เหนื่อยอะไรมากมาย ไม่เกินความสามารถ ขายไม่ได้ก็นำมาคืนไม่ต้องไปซื้อหรือลงทุนมา ดีกว่าของวางอยู่ในตู้เฉยๆ ดิฉันจึงเลือกและนับของพร้อมสอบถามราคาทุนและราคาขายจากเพื่อน พอวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ดิฉันจึงได้เริ่มต้นขายด้วยเพียงเสื่อ 1 ผืน กระเป๋า 1 ใบ พ่วงมอเตอร์ไซด์ขับไปตามตลาดนัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนัดเช้า นัดเย็น เช่น ตลาดสามพราน นัดขุนแผน นัดสาย 7 นัดตลาดโรมัน นัดวัดบางช้างใต้ นัดวัดพุธโธ นัดวัดดอนยายหอม เป็นต้น แรกๆ ก็ยังขายไม่ค่อยได้ พอลูกค้าเริ่มรู้จักก็เริ่มขายได้
เมื่อสินค้าใกล้หมดก็จะนำเงินไปเคลียร์กับเพื่อนทั้งทุนและกำไรให้เพื่อนทั้งหมด เพื่อนบอกว่าให้เอากำไรแบ่งกัน ดิฉันปฏิเสธไม่รับ เพื่อนรู้สึกก็ไม่สบายใจและจะไม่ให้เอามาขาย ดิฉันจึงตัดสินใจขอคิดเฉพาะค่าที่และค่าน้ำมันรถ ดิฉันก็ไปเอามาขายจนสินค้าเกือบหมดซึ่งเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อของเริ่มน้อยลงๆ ดิฉันจึงหยุดขาย แล้วนำสินค้าเหลือที่ขายไม่ได้ไปคืนเพื่อน เพื่อนจึงรบกวนฝากให้นำไปบริจาคให้ด้วย ดิฉันก็นำไปฝากบริจาคให้เพื่อนตามความประสงค์
วันหนึ่งดิฉันไปเที่ยวตลาดนัดที่เคยไปขายเสื้อผ้าเด็กจำเป็น ก็มีพ่อค้า แม่ค้า และลูกค้าทักทายเป็นเสียงเดียวกันว่า วันนี้ไม่ขายเหรอ ทุก ๆ ครั้งที่ไปเที่ยวตลาดนัด หรือไปตลาดสดจะได้ยินเสียงทักทายเป็นประจำว่า วันนี้หยุดเหรอ? เลิกขายเสื้อผ้าเด็กแล้วเหรอ? บางครั้งก็มีผู้สอบถามมากับพี่สาว ดิฉันจึงเกิดแรงบันดาลใจรู้สึกอยากขายเสื้อผ้าเด็กขึ้นมาอีกครั้ง จึงตัดสินใจเดินทางไปโบ๊เบ๊ ซึ่งเป็นตลาดขายส่งเสื้อผ้าทุกเพศทุกวัยที่ใหญ่ที่สุด ในครั้งแรกลงทุนประมาณ 2,000 บาท แล้วก็นำมาขายตามตลาดนัดต่างๆ เหมือนเดิม ซึ่งขายดีมาก สินค้าได้รับความนิยม และในระหว่างการขายก็ได้รับข้อเสนอต่าง ๆ จากลูกค้ามากมาย เช่น เอาเสื้อผ้าเพศชายมาบ้างซิ เอาหมวกมาบ้างซิ เอาผ้าห่อตัวมาบ้างซิ เอาอายุเท่านั้นเท่านี้มาบ้างซิ มีถุงเท้าถุงมือไหม เป็นต้น จนดิฉันต้องเขยิบจำนวนสินค้า ความหลากหลายของสินค้า จากวันนี้จนถึงวันนี้ร้านดิฉันเจริญก้าวหน้าขึ้นมาก จากที่กล้าลงทุนเริ่มต้นเพียง 2,000 บาท แต่ตอนนี้ลงทุนครั้งหนึ่งประมาณ 10,000-30,000 บาท สินค้าจากเดิมซื้อที่โบ๊เบ๊ แต่ตอนนี้ใช้ความสามารถพิเศษด้วยการที่เป็นคนชอบเดินตลาดนัด จึงทำให้ได้แหล่งสินค้าใหม่ ๆ ที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางมากหรือผ่านให้น้อยที่สุด เพื่อการเข้าถึงโรงงานให้มากที่สุด เพื่อให้ได้สินค้าดีราคาถูก เพราะดิฉันเน้นขายให้หลากหลาย ขายให้ถูกกว่า มาร้านนี้แล้วได้เกือบทุกอย่าง ลูกค้าจะบอกเสมอว่าสินค้าแบบร้านดิฉันไม่ค่อยมีที่ไหน คือ สินค้ามีจำนวนมากและหลายหลาย ตั้งแต่ถูกจนแพง เล็กจนโต จนมีลูกค้าประจำไม่น้อย และลูกค้ามักจะมีข้อเสนอมาแนะนำให้ไปขายตลาดนั้น ตลาดนี้อยู่เป็นประจำ
ปัจจุบันเพื่อนดิฉันหายจากโรคร้ายแล้ว แต่ก็ไม่วางใจ ยังคงเฝ้าระวังอยู่ ดิฉันเองก็ได้อาชีพเสริมใหม่ที่ไม่ได้ตั้งใจและไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทุกครั้งที่คุยกับเพื่อนก็รู้สึกขำ ๆ กันว่า เป็นไปได้อย่างไร ดิฉันจะกลายเป็นแม่ค้าเสื้อเด็ก เพื่อนบอกว่าน่าจะเป็นอานิสงส์ของการทำความดีที่ช่วยเพื่อนในครั้งนั้น

One thought on “ที่มาของแม่ค้าเสื้อผ้าเด็ก”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ใจบุญมากจ้ะ ขอให้ค้าขายร่ำรวย ๆๆ ยิ่งขึ้นนะจ้ะ