เรื่องเย็นเย็น..เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศ

ช่วงนี้หอสมุดฯ กำลังปรังปรุงระบบปรับอากาศ ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จ … ผมจึงมีเรื่องเครื่องปรับอากาศมาเล่าให้ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมได้ไปร่วมอบรมใน “การจัดการความรู้ เรื่อง การอนุรักษ์พลังงาน” ซึ่งวิทยากรผู้บรรยายคือ คุณกิตติศักดิ์  เสมอสุข ตำแหน่ง นายช่าง ได้บรรยายเรื่องเครื่องปรับอากาศไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
เครื่องปรับอากาศโดยทั่วไปแบ่งออกได้ดังนี้
1. แบบติดหน้าต่าง หรือ WINDOW TYPE เป็นประเภทที่รวมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ในชุดเดียว และติดแขวนไว้ที่ช่องหน้าต่างหรือผนังห้อง โดยเป่าลมเย็นให้เข้าห้องพร้อมกับมีส่วนระบายความร้อนออกมาด้านนอก แบบนี้ตัวเครื่องจะมีขนาด ประมาณ 7000 – 25000 BTU เครื่องปรับอากาศประเภทนี้เหมาะกับห้องที่ติดตั้งวงกบหน้าต่างมีกระจกช่องแสงปิดตาย บานกระทุ้งหรือบานเกร็ด
ข้อดี        –  การติดตั้งเคลื่อนย้ายสะดวกและรวดเร็ว
ข้อเสีย    –  หากเครื่องมีขนาดใหญ่เกินไปจะมีปัญหาในการติดตั้ง เพราะบริเวณช่องหน้าต่างไม่สามารถรับน้ำหนักของแอร์ได้
–  กินไฟสูงและมีเสียงดังกว่าแอร์ประเภทอื่นๆเพราะการสั่นสะเทือนของตัวเครื่อง
2. แบบแยกส่วน หรือ SPLIT TYPE เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด ที่เรียกว่าแยกส่วนเพราะได้แยกเอาส่วนที่เป่าลมออกจากตัวเครื่องระบายความร้อนโดยมีขนาดตั้งแต่ 7000-600000 BTU ติดตั้งได้ทั้งที่ใต้เพดานหรือบนพื้นที่ราบที่นี้ขึ้นอยู่กับความสวยงามและความเหมาะสมของห้อง
ข้อดี        –  ไม่ค่อยมีเสียงดังรบกวน เหมาะกับห้องนอนที่ต้องการความเงียบ
ข้อเสีย    –  มีความยุ่งยากในการติดตั้ง เพราะต้องคำนึงถึงการเดินท่อระหว่างคอยส์ร้อยและคอยส์เย็น
3. แบบเคลื่อนที่ได้ หรือ PORTABLE TYPE เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สะดวกในการนำไปใช้งาน ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัด เคลื่อนย้ายได้ง่ายเนื่องจากติดตั้งตัวล้อไว้ที่ฐาน
ข้อดี        –  เคลื่อนย้ายไปทุกที่ได้สะดวก น้ำหนักเบา ใช้งานง่ายและกินไฟน้อย
ข้อเสีย    –  ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดใหญ่มาก ประมาณ 10-13 ตารางเมตร
4. แบบเครื่องชนิดทำน้ำเย็น  หรือ WATER CHILLER ระบบนี้ใช้น้ำเป็นตัวกลางในการสร้างความเย็น เหมาะใช้กับอาคารขนาดใหญ่ ตัวเครื่องมีน้ำหนักตั้งแต่ 100 ตันขึ้นไป
ข้อดี        –  กินไฟน้อยกว่าประเภทอื่น
ข้อเสีย    –  มีความยุ่งยากในการติดตั้งมาก และต้องเตรียมโครงสร้างให้แข็งแรง
ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ
1. คำนึงถึงการใช้งานหรือวัตถุประสงค์ของห้องต่างๆ
–  ห้องที่มีพื้นที่จำกัด เช่น ห้องชุดคอนโดมิเนียม ควรใช้แบบแขวนใต้ฝ้าเพดาน
–  ห้องนอน ควรเน้นประเภทที่เงียบเป็นพิเศษ และให้ความแม่นยำในการควบคุมอุณหภูมิเพื่อการพักผ่อนยาวนานตลอดคืน
–  อาคารขนาดใหญ่ นิยมใช้เป็นระบบปรับอากาศส่วนกลาง หรือ CENTRAL AIR
นอกจากนี้ต้องคำนึง  เรื่องการวางระบบโครงสร้างภายนอก ภายในรวมถึงระบบไฟฟ้า และพื้นที่ในการเดินท่อ
2. คำนวณหาพื้นที่ของขนาดห้องที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
สามารถดูได้จากตาราง ขนาดพื้นที่ห้องเทียบความสูงของห้องปกติ (ไม่เกิน 3 เมตร) เช่น ห้องกว้าง 4 ม. ยาว 5 ม. พื้นที่ห้องก็จะได้ 50 ตร.ม.
3. เลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศ คือ  BTU  แล้ว BTU คืออะไร
บีทียู (Btu : British Thermal Unit) คือ หน่วยที่ใช้วัดปริมาณความร้อนหน่วยหนึ่ง (ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากในระบบปรับอากาศ) โดยความร้อน 1 Btu คือ ปริมาณความร้อนที่ทำให้น้ำ 1 ปอนด์มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง 1 องศาฟาเรนไฮด์ สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นจะวัดกำลังความเย็นหรือความสามารถในการถ่ายเทความร้อนออกจากห้องปรับอากาศในหน่วยบีทียูต่อชั่วโมง (Btu/h) เช่น เครื่องปรับอากาศขนาด 12000 (Btu/h) หมายความว่า เครื่องปรับอากาศเครื่องนั้นมีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้องปรับอากาศ 12000 Btu ภายใน 1 ชม. แต่โดยทั่วไปในท้องตลาดมักใช้คำว่าบีทียูต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิดหลักวิชาการแต่ว่าเป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน
4. พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ (ดูจากฉลากที่ติดมากับตัวเครื่อง)
EER (Energy Efficiency Ratio) หรืออัตราส่วนประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ คือ ค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศว่าดีหรือไม่อย่างไร มีหน่วยเป็น BTU/W ดูจากหน่วยของค่า EER นี้แล้วก้อคงเข้าในได้โดยง่ายว่าค่า EER นั้นคืออัตราส่วนของความเย็นที่เครื่องปรับอากาศสามารถทำได้จริง กับกำลังไฟฟ้าที่เครื่องปรับอากาศนั้นต้องใช้ในการทำความเย็นนั้น เครื่องปรับอากาศมีค่า EER ยิ่งสูงก็แสดงว่าเครื่องปรับอากาศเครื่องนั้นมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่ดี นั้นก็คือ เป็นเครื่องปรับอากาศที่ช่วยคุณประหยัดพลังงานไฟฟ้าหรือค่าไฟได้มากนั่นเอง
5. ราคาและการบริการหลังการขาย
ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นการพิจารณาอาจเปรียบเทียบจากจำนวนปีที่ใช้งานกับราคาของเครื่อง และใช้กระแสไฟน้อยที่สุดให้ความเย็นมากที่สุด รวมถึงการรับประกันสินค้าและบริการหลังการขาย
การเลือกตำแหน่งติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสม

  1. บริเวณที่สามารถระบายความร้อนได้สะดวกโดยลมร้อนเป่าออกมาได้โดยไม่รบกวนบริเวณข้างเคียง
  2. หลีกเลี่ยงไม่ให้เครื่องปรับอากาศโดนฝนสาดและไม่ให้เครื่องปรับอากาศโดนแสงแดดส่องโดยตรงตลอดเวลา
  3. ตำแหน่งติดตั้งเครื่องปรับอากาศควรมีโครงสร้างที่แข็งแรง เพื่อรับน้ำหนักของเครื่องปรับอากาศที่มีน้ำหนักมาก
  4. ตัวเครื่องเครื่องปรับอากาศควรยกระดับให้สูงจากพื้นดินอย่างน้อย 10 เซนติเมตร หรือสูงพ้นจากที่น้ำท่วมถึง และควรคำนึงบริเวณที่ซ่อมบำรุงได้ง่าย

การใช้งานเครื่องปรับอากาศให้ประหยัดพลังงาน

  1. ปรับตั้งอุณหภูมิของห้องให้เหมาะสม ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น และห้องอาหาร อาจตั้งอุณหภูมิไม่ให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส สำหรับห้องนอนนั้นอาจตั้งอุณหภูมิสูงกว่านี้ได้เพราะร่างกายมนุษย์ขณะหลับจะไม่มีการเคลื่อนไหวและมีการคายเหงื่อน้อยลง หากปรับอุณหภูมิเป็น 26 องศาเซลเซียส ก็ไม่ทำให้รู้สึกร้อนจนเกินไปแต่จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณร้อยละ 15-20 เปอร์เซ็นต์
  2. ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งที่เลิกใช้งาน หรือตั้งเวลาปิดการทำงานของตัวเครื่องไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เครื่องหยุดเองโดยอัตโนมัติก่อนออกจากห้องประมาณ 20-30 นาที จะช่วยให้ลดใช้พลังงาน
  3. อย่านำสิ่งของไปวางกีดขวางทางลมเข้าและลมออกของคอนเด็นซิ่งยูนิต ซึ่งตั้งอยู่นอกห้องเพราะจะทำให้เครื่องระบายความร้อนไม่ออกและต้องทำงานหนักมากขึ้นและตั้งห่างจากผนังอย่างน้อย 15 ซม. เพื่อระบายความร้อนได้ดี จะประหยัดไฟฟ้าได้ ประมาณร้อยละ 15-20 เปอร์เซ็นต์
  4. หลีกเลี่ยงการนำเครื่องครัว หรือภาชนะที่มีผิวหน้าร้อนจัดเช่นเตาไฟฟ้า กระทะร้อน หม้อต้มน้ำ หม้อต้มสุกี้ เข้าไปในห้องอาหารที่การปรับอากาศ ควรปรุงอาหารในครัว แล้วจึงนำเข้ามารับประทานภายในห้อง
  5. ในช่วงเวลาที่ไม่ใช้ห้อง หรือ ก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศประมาณ 15 นาที ควรเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ภายนอกเข้าไปแทนที่อากาศเก่าภายในห้องจะช่วยลอกลิ่นต่างๆ ให้น้อยลงโดยไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น
  6. ควรปิดประตู หน้าต่าง ให้สนิทขณะเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศร้อนจากภายนอกเข้ามาในห้องปรับอากาศ ส่งผลทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลงและประหยัดพลังงาน
  7. ไม่ควรปลูกต้นไม้ หรือตากผ้าภายในห้องที่มีการเปิดเครื่องปรับอากาศเพราะความชื้นจากสิ่งเหล่านี้จะทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น

การทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเบื้องต้นด้วยตนเอง
ทำได้โดยการถอดแผ่นกรองอากาศ (Filter) มาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าแล้วใส่กลับคืน ซึ่งอาจทำสัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานและความสกปรก การรักษาแผ่นกรองให้สะอาดอยู่เสมอนั้นทำให้การระบายลมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องแล้วยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย
การทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศโดยช่างผู้ชำนาญ
ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญล้างเครื่องปรับอากาศประมาณ 6 เดือนต่อครั้ง จะทำให้ประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์ โดยช่างที่มาล้างเครื่องปรับอากาศควรใช้ปั้มน้ำที่มีแรงดันสูงๆ ในการล้างทุกครั้งเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและอุดตัน
เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ Inverter คืออะไร
เครื่องปรับอากาศปัจจุบันที่เราใช้กันทั่วไปนี้ หลักการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ คือ ควบคุมอุณหภูมิด้วยเทอร์โมสตัทที่ทำหน้าที่สั่งให้คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศตัดหรือต่อการทำงาน นลักษณะการทำงานนี้ทำให้ช่วงการควบคุมอุณหภูมิในช่วงประมาณ 2 องศา และการตัดหรือต่อของคอมเพรสเซอร์แอร์ในแต่ละครั้ง เกิดการกระชากของไฟฟ้าให้สิ้นเปลืองพลังงาน ดังนั้น จึงเกิดเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่าอินเวอร์เตอร์ เป็นระบบที่นำเอาความรู้ทางด้านอิเลคทรอนิกส์มาควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศโดยการปรับความเร็วรอบของคอมเพรสเซอร์ ให้สัมพันธ์กับอุณหภูมิในห้องและให้อุณหภูมิในห้องนั้นสม่ำเสมอ ทำให้ไม่เกิดไฟกระชากและประหยัดพลังงานไฟฟ้า
ข้อมูลเปรียบเทียบการทำงานระหว่างเครื่องปรับอากาศธรรมดากับเครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์
            เครื่องปรับอากาศธรรมดา ทั่วไปนั้น จะทำงานจนถึงความเย็นระดับหนึ่งแล้วก็จะตัดการทำงานลง เช่น เราตั้งอุณหภูมิที่รีโมทไว้ที่ 25 องศา คอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานจนอุณหภูมิได้ถึง 24 องศา ก่อน จึงค่อยสั่งตัดคอมเพรสเซอร์ซึ่งในระหว่างนั้นคอมเพรสเซอร์แอร์จะทำงานตลอดโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเต็ม 100%
เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ คอมเพรสเซอร์จะทำงานจนถึงความเย็นระดับหนึ่งแล้ว ก็จะลดความเร็วคอมเพรสเซอร์ลง เช่น เราตั้งอุณหภูมิที่รีโมทไว้ 25 องศา คอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานเพื่อให้ได้อุณหภูมิที่เราตั้งไว้คือ 25 องศา พอได้อุณหภูมิแล้วคอมเพรสเซอร์จะลดความเร็วทันที ซึ่งในระหว่างนั้นยังทำงานอยู่ตลอดโดยใช้พลังงานไฟฟ้าแค่ 20-30% เท่านั้น
ข้อดีและข้อเสียของเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดากับระบบอินเวอร์เตอร์
ข้อดี เครื่องปรับอากาศธรรมดาทั่วไป

  1. เครื่องปรับอากาศธรรมดาทั่วไป มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 8-10 ปี ถึงแม้น้ำยารั่วก็ยังเติมต่อได้เพราะเติมน้ำยา 1 ครั้ง ราคาเพียง 500 – 800 บาท เท่านั้น
  2. หาช่างซ่อมบำรุงง่ายและราคาในการซ่อมถูกมาก

ข้อเสีย เครื่องปรับอากาศธรรมดาทั่วไป

  1. ใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่า
  2. อุณหภูมิในเย็นเกินไป เพราะกว่าแอร์จะหยุดการทำงานอุณหภูมิจะต้องต่ำกว่า 1-2 องศา
  3. คอยส์ร้อนเสียงดังมากเวลาที่คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศทำงาน
  4. คอยส์ร้อนสั่นสะเทือนมากทำให้ท่อน้ำยาแตกหรือรั่วบ่อย
  5. เครื่องปรับอากาศทำความเย็นได้ไม่ค่อยเต็ม BTU

ข้อดี  เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ Inverter

  1. ประหยัดไฟกว่า 20-30% เนื่องจากระบบคอมเพรสเซอร์ทำงานลดรอบหลักการทำงาน เช่นแอร์บ้านขนาด 12000 BTU พอห้องเย็นตามอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ระบบจะลดรอบการทำงานลงจะทำความเย็นอยู่ที่ 3000 BTU เท่านั้น เป็นการประหยัดไฟมาก
  2. เย็นเร็วทันใจระบบอินเวอร์เตอร์ ตอนเปิดเครื่องแรกๆ คอมเพรสเซอร์จะทำงานในรอบสูงสุด คือ เท่าความเย็นที่ 110% เช่น แอร์บ้าน ขนาด 12000 BTU จะทำความเย็นสูงสุดประมาณ 13500 BTU จะทำให้ห้องเย็นเร็วกว่า
  3. สบายตัวกว่าแอร์ธรรมดาเพราะอุณหภูมิห้องจะคงที่ตลอดเวลา 24 ชม.
  4. เงียบกว่าแอร์ธรรมดาทั่วไปเพราะคอมเพรสเซอร์ไม่ต้องสตาร์ทบ่อยๆ
  5. อากาศสดชื่นกว่า ไม่มีกลิ่นอับชื้น
  6. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อเสีย  เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ Inverter

  1. แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์นั้นมีอายุการใช้งานสั้นกว่าแอร์ปกติ ปัจจุบันยังหาช่างซ่อมบำรุงยากแม้ศูนย์บริการเองก็ตาม
  2. ค่าซ่อมแพงมาก เช่น หากน้ำยารั่ว 5000 – 7000 บาท ในแอร์ 1 ตันเท่านั้น
  3. ยาอุการใช้งานสั้นกว่าแอร์ปกติ เพราะมีอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เข้ามาร่วมการทำงานด้วย
  4. ต้องเปิดแอร์ไว้ตลอดเวลาเพื่อรักษาอุณหภูมิ
  5. ต้องล้างแอร์ทุก 1 เดือน หากปล่อยไว้จะทำให้กินไฟมากกว่าแอร์ปกติ
  6. ราคาแอร์แพงกว่าแอร์ธรรมดาถึง  เท่า

ก่อนที่เราจะทราบอัตราค่าไฟฟ้านั้น เราควรจะทราบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ใช้ไฟฟ้าหรือกินไฟเท่าไหร่เสียก่อน โดยสังเกตคู่มือการใช้งานหรือแถบป้ายที่ติดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เขียนว่า กำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์ ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีจำนวนวัตต์มาก ก็กินนไฟมากตามไปด้วย
ดังนั้น สามารถคำนวณดูจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ในบ้านท่านว่ามีเครื่องใช้ไฟฟ้ากี่ชนิดแต่ละชนิดกินไฟกี่วัตต์ และเปิดใช้งานประมาณเดือนละกี่ชั่วโมงหลังจากนั้นนำมาคิดคำนวณ จะทราบว่าในแต่ละเดือนท่านใช้ไฟฟ้าไปประมาณกี่หน่วย เพื่อเป็นแนวทางในการประหยัดค่าไฟฟ้าได้

One thought on “เรื่องเย็นเย็น..เกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศ

  1. จำได้แต่ว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าใดมีจำนวนวัตต์มาก ก็กินไฟมากตามนั้น

Leave a Reply