อ่านหนังสือวันละเล่ม "ผู้ทำความดี…ย่อมได้ที่พึ่ง"

หนังสือเล่มนี้ เป็นธรรมบบรรยายเรื่อง “ผู้ทำความดี…ย่อมได้ที่พึ่ง” ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้บรรยายไว้เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๔  ณ วัดตรีทศเทพ กรุงเทพฯ  ฉันรู้สึกซาบซึ้งในคำบรรยายนี้มาก และเห็นว่ามีประโยชน์เห็นควรนำเสนอค่ะ
เนื้อหาของหนังสือบรรยายเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเจ้าประคุณนำมาสอนญาติโยม
คำสอนของพระพุทธเจ้า สอนให้ปฏิบัติ มี ๓ อย่าง คือ
๑.  ไม่ทำบาปทั้งปวง
๒.  ทำกุศลให้ถึงพร้อม
๓. ชำระจิตใจให้ผ่องใส
ความดีนั้นคือ คิดดี พูดดี ทำดี ทำบุญกุศล มีเมตตากรุณา มีความกตัญญูกตเวที
ทุกวันนี้มีความวุ่นวายมากกว่าที่เคยเป็นมาแล้วเป็นอันมากจนถึงกับใครๆ ก็เกิดความหวั่นเกรงไม่แน่ใจในชีวิต มากคน กล่าวว่า “เหมือนตกอยู่ในความมืด ไม่ใช่หนทางข้างหน้า ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปอีกแล้ว” นับว่าเป็นความกลัวชีวิต กลัววเหตุการณ์ที่จะต้องผจญต่อไป เหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดอาจประมาณได้ว่าจะเป็นอย่างไร ความกลัวเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นจนเกินไป กับผู้ทำ “กรรมดี” เพียงพอ จนมั่นใจในความดีของตนเพียงพอแล้ว เพราะผู้ทำความดีเพียงพอจนมั่นใจในความดีของตน ย่อมเป็นผู้ที่เชื่อว่าความดีคุ้มครองรักษาได้จริง และความดีก็คุ้มครองรักษาผู้ประพฤติดีจริง  ให้เป็นไปแบบที่ท่านว่า “ตกน้ำไม่ไหล  ตกไฟไม่ไหม้ได้จริงๆ”
เปรียบได้กับ ความดี หรือ บุญกุศล เปรียบเหมือนแสงสว่าง ผู้ที่ทำดีทำบุญทำกุศลอยู่สม่ำเสมอเพียงพอ แม้จะเหมือนไม่ได้รับผลของความดี แต่สำหรับบ้างครั้ง ก็เหมือนทำดีได้ชั่วเสียด้วยซ้ำ
เช่นนี้ก็เหมือนมีแสงไฟในท่ามกลางความสว่างยามกลางวัน ย่อมไม่รู้สึกประโยชน์จากแสงสว่างนั้น แต่ถ้าตกค่ำคืนมีความมืดมาบดบัง แสงสว่างนั้นย่อมปรากฏขจัดความมืดให้สิ้นไป สามารถแแลเห็นอะไรๆ ได้ เห็นอันตรายที่อาจมีอยู่ได้จึงย่อมสามารถหลีกพ้นอันตรายเสียได้
ส่วนผู้ที่ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตน เมื่อถึงยามค่ำคืน มีความืดมิดย่อมไม่อาจขจัดความมืดได้ ไม่อาจเห็นภัยอันตรายทั้งหลายได้ ไม่อาจหลีกพ้นอันตรายนั้นๆ ได้
ผู้ทำความดี เหมือผู้มีแสงสว่างอยู่กับตัว ไปถึงที่มืด คือที่คับขันย่อมสามารถดำรงตนอยู่ได้ด้วยดี พอสมควรกับความดีที่ำทำไว้
คนที่ทำดีไว้เสมอ กับคนไม่ได้ทำความดีแตกต่างกัน
ฉะนั้นถ้ารู้สึกกลัวชีวิต กลัวอนาคต รู้สึกว่าอะไร ๆ มืดมนกว่าเคยจนเกิดวิตกกังวล ก็พึงนึกถึงความจริงที่กล่าวมานี้ และเร่งหาแสงสว่างไว้กับตนเองให้มากๆ ให้เป็นแสงสว่างมากเพียงไร ก็จะขจัดความมืด พาชีวิตให้สว่างรุ่งโรจน์ได้เพียงนั้น  อันตรายจะไม่ใกล้กราย ความรอดพ้นจะเกิดได้อย่างเป็นอัศจรรย์ ไม่ว่าจะบังเอิญต้องตกไปในที่ๆ เต็มไปด้วยภยันอันตรายมากมายเพียงไหน
ผู้ที่มั่นใจใสความดีของตนพอสมควารแล้ว ก็อย่าเพียงพอในการทำความดี
การทำความดีต้องไม่มีวันพอ
                     ต้องทำให้ยิ่งขึ้นอยู่เสมอ
เพราะไม่มีผู้ใด อาจประมาณได้ว่า เมื่อใดจะตกไปในที่มืดมิดเพียงไหน ต้องการแสงสว่างที่สว่างจัดเพียงใด ถ้าไม่ตกเข้าไปในที่มืดมากมายนัก มีแสงสว่างมากไว้ก่อน ก็ไม่ขาดทุน
การมีแสงสว่างมาก จะช่วยให้ไม่ขาดทุน ไม่เสียหาย แต่ถ้าตกเข้าไปในที่มืดมิดมากมาย แสงสว่างไม่เพียงพอจะให้เห็นอะไรๆ ได้ถนัดชัดเจน การมีแสงสว่างมาก จะช่วยให้ไม่ขาดทุน จะช่วยให้รอดพ้นจากการสะดุดหกล้มลงเหวลงห้วย หรือตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้าย จนถึงเป็นถึงตาย
อานุภาพของความดี หรือของบุญกุศลของกุศลกรรมนั้นเป็นอัศจรรย์จริง เชื่อไว้ดีกว่าไม่เชื่อ และเชื่อแล้ว ก็ให้พากันแสวงหาอานุภาพของความดี ของบุญกุศลให้เห็นความอัศจรรย์ด้วยตนเอง
การกระทำความดีให้เกิดในใจตนนั้นก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า มีสิ่งหนึ่งที่เป็น    อุปสรรคสำคัญ สำหรับการทำความดี อุปสรรคนั้นเรียกว่า “กิเลส”
กิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมองของใจ ใจที่เศร้าหมองเป็นใจที่ดียาก เพราะความเศร้าหมองนั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งคือ ความสกปรก นั่นเอง
สิ่งใดที่สกปรกสิ่งนั้นไม่ดี ความมีใจสกปรกใจก็ไม่มีความดี เมื่อจะทำความดีให้เกิดขึ้นในใจให้เป็นใจที่ดี ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขจัดความสกปรกออกไปใ้หมดสิ้น
ความสกปรกลดน้อยลงเพียงใด ความดีก็มีโอกาสที่จะแทรกตัวเข้าไปแทนที่ในจิตใจเพียงนั้น
เรื่องกิเลสหรือความสกปรก ความเศร้าหมอง กับเรื่องความดี ความสะอาดของใจนั้น วิ่งไล่กันเหมือนลิงชิงหลักนั่นเอง
ถ้ากิเลสหลุดพ้นไปจากหลัก คือใจ ความดีก็ไปยึดหลักอยู่ได้ ฉะนั้นถ้าเปรียบใจเป็นหลัก กิเลสกับความดีเป็นลิง กิเลสกับความดีก็ต้องชิงไหวชิงพริบกันอย่างชุลมุน
ถ้าแย่งหลักจากกิเลสได้ โดยไม่ออกแรงวิ่ง พร้อมกับใช้ไหวพริบ ในการชิงหลักแล้วย่อมยากที่จะเอาชนะกิเลสได้
เพราะกิเลสนั้น  มีความคุ้นเคยกับหัวใจ คือหลักเป็นอย่างดี ชำนาญทางหนีทีไล่เป็นอย่างมากอาจเกาะหลักไว้ได้แน่นหนามั่นคง แม้บางทีจะหลุดจากหลักไปบ้าง ก็ยังมีทางย้อนกลับไปเกาะหลักได้อีก
ผู้มีปัญญาจึงควรสำนึกในความจริงข้อนี้และพยายามชิงหัวใจให้เป็นที่อยู่ที่เกาะของความดี เอาชนะกิเลส ความสกปรกเศร้าหมองให้ได้
กิเลสความเศร้าหมองหรือบาป อกุศลเป็นสิ่งที่ควรเว้น ดังพุทธภาษิตบทอุเทศที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น แปลความว่า “ควรงดเว้นบาปเสียเหมือนพ่อค้ามีพวกน้อย มีทรัพย์มาก เว้นหนทางอันมีภัย และเหมือนผู้รักชีวิตเว้นยาพิษเสียฉะนั้น”
สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือ
ความชั่วสักนิดอย่าได้คิดกระทำเลย
เชิญอ่านผลงานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้ที่ call no. BQ5510ท9พ4333 2552
 

One thought on “อ่านหนังสือวันละเล่ม "ผู้ทำความดี…ย่อมได้ที่พึ่ง"

  1. ก็พยาบามทำความดีตลอดมา แต่ได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ คิดเอาเองว่าทุกวันนี้ถือว่าดีแล้ว ขอแบ่งบุญจากกาญบ้างนะ

Leave a Reply