อย่างไรถึงเรียกว่าสร้างสรรค์

ช่วงนี้เป็นเทศกาลของการรับน้องตามสถาบันการศึกษาต่างๆ มีทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดี บ้างก็รณรงค์ให้รับน้องแบบสร้างสรรค์ เคยถามพี่ปองว่า ที่เมืองนอกเค้ามีรับน้องกันบ้างไหม พี่ปองบอกว่า มีแต่ไ่ม่ค่อยเหมือนบ้านเรา (แม้ลืมถามคุณสมเกียรติ นักเรียนนอก ลืมคนใกล้ตัวไปได้) สำหรับตนเองสมัยเป็นนักศึกษา ขอบอกตามตรงว่า ไม่เคยผ่านกระบวนการการรับน้องเลยตลอดนับแรมเดือน มีแค่ครั้งเดียวก็ตอนที่รับน้องรวมทุกคณะ สาเหตุหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องก็เพราะว่า นิวาสสถานหรือบ้านของตนเองนั้นอยู่ชานเมือง หรือบ้านนอกนั่นเอง รถโดยสารประจำทางวิ่งแค่ 6 โมงครึ่งตอนเย็น หมายถึงว่าต้องออกจากตัวตลาด ตอน 5 โมงครึ่ง หากพลาดก็ต้องหาทางไปดักรอรถที่ปากทางเข้าบ้านเนื่องจากรถจะไปจอดรออยู่ที่นั้นถึง 6 โมงครึ่ง ดังนั้นกิจกรรมหรือการเรียนที่เกินจาก 5 โมงเย็นไปแล้วจะกระทำมิได้ เหตุผลที่สองคือ โดยส่วนตัวไม่ชอบกิจกรรมประเภทนี้เป็นทุนอยู่แล้ว
ขียนมาตั้งนานเข้าเรื่องกันเสียที วันนี้ (20 มิถุนายน ) ตรวจข่าวพบบทความในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 2552 หน้าที่ 21 คอลัมภ์โลกสองวัย ผู้เขียนคือ บางกอกเกี้ยน เรื่อง “สร้างสรรค์อย่างไร” เขียนถึงเรื่อง การรับน้อง ที่เรียกเต็มๆ ว่า”ต้อนรับน้องใหม่” ซึ่งเป็นปะเพณีที่มีมานาน เข้าใจว่าเกิดจากการที่นักเรียนไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ และรับเอาวัฒนธรรมประเพณีของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมาใช้กับนิสิตนักศึกษาในเมืองไทยซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุอานามก็93-94ปี  ต่อมาก็คือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั่นเอง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเกิดใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยศิลปากร การต้อนรับน้องใหม่เมื่อก่อน จะเข้มข้นในเรื่องของการเคารพรุ่นพี่ หากมีใครฝ่าฝืนไม่ทำตาม ก็ต้องถูกลงโทษ กฎข้อห้ามต่างสำหรับน้องๆ การรับน้องก็มีหลากหลายประเภท เช่น รับน้องคณะ รับน้องชาวหอ รับน้องเฉพาะวิชา คณะไหนมีนักศึกษาชายมากก็รับน้องกันค่อนข้างโหดหน่อย เช่น คณะวนศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์
ทุกวันนี้ คณะวิชามีมากมาย ผู้เรียนก็มีผสมปนเปกันไป  และนอกจากการรับน้องไม่จำเป็นต้องเฉพาะในสถาบันการศึกษาเท่านั้น แม้แต่การอบรมหลักสูตรที่ผู้เข้าอบรมมาจากต่างสถาบัน ต่างหน่วยงาน ก็ีมีการรับบน้อง โดยเป็นการรับน้อง และปฐมนิเทศ เชิงละลายพฤติกรรม
สรุปด้วยความคิดของตัวเองว่า การรับน้องในปัจจุบันนี้ เป็นอะไรที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะวัยนักเรียน นักศึกษาเท่านั้น หากแพร่หลายออกไป ก็แล้วแต่ว่า ใครจะเรียกว่า อะไร คิดสร้างสรรค์วิธีการกันไป แล้วก็ย้อนกลับมาที่คำถามซึ่งเป็นคำเดียวกับชื่อว่า “สร้างสรรค์อย่างไร” ซึ่งก็แล้วแต่มุมมองกันไป ผู้ใหญ่บอกว่า อย่างนี้สิสร้างสรรค์ นักศึกษาบอกว่า ต้องอย่างนี้สิถึงจะสร้างสรรค์ แต่ถึงอย่างไรประเพณีนี้ก็คงต้องอยู่กับวงการการศึกษาของไทยไปจนชั่วลูกชั่วหลาน คงต้องช่วยๆกันสอดส่องและดูแลกันไป

3 thoughts on “อย่างไรถึงเรียกว่าสร้างสรรค์

  1. ตอนพี่เรียนที่ มอ.ปัตตานี ประทับใจที่สุดคือรับน้องรถไฟตอนเดินทางไป กับรับน้องมาลัย พี่ๆ จะมาคล้องมาลัยให้น้องๆ เวลาไปถึงหน้า มอ. ที่สนุกต้องยกให้รับน้องมหาวิทยาลัย เพราะ้มันจะต้องเละๆ ที่อิ่มที่สุดคือรับน้องจังหวัด (ถ้าไม่มีรุ่นพี่จังหวัดเดียวกันก็อด) กับรับน้องโรงเรียน(ถ้าไม่มีรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันก็อด) ที่ใกล้ชิดมากที่สุดคือตอนปีสองที่รับน้องเอก และที่มันส์ทีสุดคือรับน้องหอเพราะคุณพี่ๆ ชอบรับตอนตีสองตีสาม และจะต้องนุ่งผ้าถุงวิ่งรอบมหาวิทยาลัย แต่ได้กินข้าวต้ม และมีเรื่องช่องว่างของภาษาที่น้องอ้อกับพี่ต้องผนึกกำลังกันเขียน รู้แต่ว่าตอนปีหนึ่งไม่เคยซื้อข้าวกินสักวัน พอปีสองกรรมตามทัน ส่วนปีสามและปีสี่แอบชิ่ง 5555
    มอ.ฉานนน.. เมื่อไหร่จะหยุดยิงกันเสียที ฉันอยากไปจังเล้ยยยยย เมลไปคุยกับใครดีว้า

  2. คุณสามีก็เป็นศิษย์เก่าที่นี่ (มอ.) ตอนเรียนป.โท แล้วก็มุ่งมั่นอยากให้ลูกคนใดคนหนึ่งไปเรียน นั่นสิแล้วเมื่อไรจะหยุดกันเสียที ถ้าเป็นไปได้คอยรับหลาน แทนรับน้องก็แล้วกันนะพี่ปอง อย่ายังไม่หยุดขอคิดดูก่อน เอาแค่ม.ทักษิณก็พอ มันใกล้กันไหมล่ะฮึ 5555

  3. พี่ๆ ที่นั่นบอกว่า ลูกหลานไปจะดูแลให้อย่างดี ส่วนน้องปองไปจะส่งยีเอ็มซีมารับ แต่บอกว่าเกรงใจไม่ขอรบกวนค่ะ

Leave a Reply