ท่าทางแนวธรรมะจะมาแรง เลยขอเขียนบ้างดีกว่า เก็บตกมากจาก แพรว เพราะนอกจากจะเป็นนิตยสารที่ภาพสวย เหตุหนึ่งที่อาจแปลกคือยังมีนิยายน้อยดี แต่มีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจมากมายตั้งแต่ติดดินจนลอยฟ้า วางกองไว้เป็นตั้งๆ หลายเดือนแล้ว ได้แต่เปิดดูปกกับรูปสวยๆ ไม่ได้อ่านแบบละเอียด กองสูงขึ้นจึงตั้งใจว่าจะต้องอ่านซะให้เรียบในเร็ววันนี้
หยิบมาฉบับหนึ่งเก่าแล้วแต่วางรวมกับของใหม่ อ่านไปเรื่อยๆ สะดุดตากับเรื่องนี้ ผู้ตอบคือ พระภาสกร ภูริวฑมโน (ภาวิไล) ผู้อำนวยการธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในคอลัมภ์ คลายใจ ซึ่งจะมีพระหลายๆ ท่านรวมทั้งผู้รู้ด้านธรรมะ หมุนเวียนมาตอบคำถาม เนื่องจากเป็นธรรมะแนวใช้กับชีวิตประจำวันจึงชอบอ่าน
ลักษณะของนำเสนอเป็นปุจฉาวิสัชณา ครั้งท่านได้ตอบผู้ที่ถามว่า มีลูกน้องเป็นคน ทุ่มเทในการทำงาน แต่กลับไม่มีผลงานมาตามเวลาที่กำหนด เคยว่ากล่าวตักเตือนหลายครั้ง ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวมแต่ก็ไม่ดีขึ้น อยากทราบจะมีวิธีช่วยเหลือเขาอย่างไร จาก แพรว 30,698 (25 ก.ย.51) หน้า 252.
ท่านตอบว่า คนที่จะพัฒนาตนเองได้นั้นต้องเป็นคนที่เปิดใจยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่มักติดเข้าข้างตนเองว่าฉันดีอยู่แล้ว ขยันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคนที่เป็นหัวหน้ามีจิตเมตตา คิดช่วยลูกน้อง ต้องพูดจากันให้รู้เรื่อง ถ้าพูดแล้วไม่ได้ผล อาจต้องให้คนที่เขามีศรัทธาพูดแล้วเขาเกรงใจยอมรับฟังมาเป็นตัวเชื่อม………… โปรดตามอ่าน
บางครั้งการลงโทษก็เป็นสิ่งจำเป็น ทั้งที่ไม่อยากทำ แต่ต้องตัดใจทำเพื่อรักษาองค์กรคือคนส่วนใหญ่ แต่ต้องลงโทษโดยปราศจากอคติ เป็นไปตามเหตุผล เนื้องาน รอบคอบ มีความยุติธรรม ชนิดที่บุคคลผู้มีใจเป็นธรรมทั้งหลายยอมรับได้
ขณะที่คนเป็นหัวหน้าควรสำรวจตัวเองด้วยว่ามีภาวะความเป็นผู้นำเพียงพอที่จะทำให้ลูกน้องยอมรับหรือไม่ ภาวะผู้นำที่สำคัญมี 7 ประการคือ ต้องมีความเก่ง มีความเสียสละ มีธรรมะ ไม่ลำเอียง มีเครือข่ายสนับสนุน มีวาทศิลป์ และสุขภาพกายและจิตสมบูรณ์
ถ้าคนเป็นหัวหน้าทำทุกอย่างดังที่อาตมาบอกตอนต้นแล้วยังแก้ไขไม่ได้ ให้คิดเสียว่าการที่คนเราต้องมำทำงานอยู่ร่วมกัน มาเกี่ยวข้องเจอะเจอกัน นั้นอาจเป็นเพราะวิบากกรรมเดิมที่ชักจูงให้ต้องมาพบปะเกี่ยวข้ิองกัน………… โปรดตามอ่าน
ฉะนั้นขอแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายจงหันหน้าเข้าหากัน ให้อโหสิกรรมแก่กันและกัน บางที่การเข้ามาทำงานในองค์กร อาจมีการเหม็นหน้าหรือพูดจากระทบกระทั่งกันบ้าง ก็ขอจงให้เราจงอโหสิกรรมต่อกันและกัน………… โปรดตามอ่าน
เมื่อทั้งฝ่ายต่างหยุดให้อโหสิกรรมแก่กันและกันแล้ว ก็แปลว่า นับจากนี้เป็นต้นไปการกระทำทุกอย่างในปัจจุบันจะเป็นตัวตัดสิน เราจงพยายามอยู่ด้วยกันอย่างมีเหตุผล ไม่เอาอารมณ์คือความสะใจเป็นใหญ่ แต่เอาเหตุผลคือความถูกต้องเป็นใหญ่ องค์กร/สังคมจึงจะอยู่รอดหรือก้าวหน้าต่อไปได้
คนในหมู่คณะหรือองค์กรเดียวกันต้องมีศีลเสมอกัน หากคนส่วนใหย่เป้นคนที่มีระดับศีลธรรมสูง คนที่มีระดับศีลธรรมต่ำกว่ามักอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องปรับตัวขึ้นมาให้มีระดับศีลธรรมเสมอกับเื่พื่อนถึงจะอยู่ร่วมกันได้ ในทางกลับกันถ้าคนส่วนใหญ่มีระดับศีลธรรมต่ำ แต่เราดันมีสูงกว่าเขาก็มีความเป็นไปได้มราเราอาจไม่เหมาะสมจะอยู่ในกลุ่มนี้ต่อไป ต้องออกไปหาหมู่คณะอื่นที่มีระดัับศีลธรรมเสมอกับตน
นอกเสียจากเรามีถาวะผู้นำมากเพียงพอ สามารถยืนหยัดเป็นแบบอย่าง ฉุดหมู่คณะให้พัฒนาตามเราขึ้นมาได้ อย่างนี้เยี่ยมยอดไปเลย
อ่านเรื่องกรรมของพี่แมว กับเรื่องจิตของพี่หน่อย และเรื่องนี้ พออ่านต่อๆ กัน มีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องเดียวกันอย่างไรไม่รู้ สิ่งที่ได้คือต้องรู้จีกปลง อโหสิกรรม และหมั่นทำกรรมดี
One thought on “ขยัน แต่ไม่มีผลงาน”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ขยัน แต่ไม่อยากไปหาอ่าน ช่วยถ่ายเอกสารแจกสมาชิกได้ไหม วางไว้แถวโต๊ะธุรการก็ได้ น่าจะได้อ่านทั่วถึงนะ