ปลายปีแบบในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ สิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดของเด็ก ม.6 คือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย
มีลูกหลานคนนึงในหลายๆ คน สอบได้ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช หลายคนคงแปลกใจแต่เราบอกว่าเห็นป้ายแว๊บๆ เนื่องจากวันก่อนขับรถไปทางซังฮี้ เลี้ยวซ้าย ผ่านแถวโรงพยาบาลวชิระแล้วหันกลับไปมอง เราชอบโรงพยาบาลนี้เพราะเกิดที่นั่น เรียกว่าเป็นเด็กเต๊บแต่กำเนิด 55
นึกถึงเมือนตอนปลายเดือน ก.พ.ที่เราคุยกัน น้องอ้อเจ้าของประเด็นหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นตรึม เราจะลงรายการอย่างไร
เรื่องที่คิดว่าไกลตัว กลับอยู่ใกล้ตัวแค่นี้เอง บรรณารักษ์จึงต้องหูไวตาไวต่อภาวะแวดล้อม
ไปไล่หาอ่านสรุปความว่า มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จาก http://www.siamintelligence.com/university-of-bangkok/ บอกว่า
แนวคิดเรื่องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่นของกรุงเทพมหานคร ในสังกัดของ กทม. นั้น เริ่มมีมาตั้งแต่สมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพฯ โดยคิดว่าความรู้และวิทยาการที่เหมาะสมกับชุมชนเมืองจำเป็นจะต้องถูกสร้างขึ้น โดยได้รับการสานต่อจาก นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกรุงเทพคนต่อมา โดยผู้ว่าอภิรักษ์ นั้นได้คิดต่อยอดจากเดิมที่ กทม. มีสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาอยู่ในสังกัด 2 แห่ง คือวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล และวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
กทม.จึงได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับของกรุงเทพมหานคร พ.ศ…. และคณะรัฐมนตรีได้รับร่างพระราชบัญญัติฯ ไว้ ในวันที่ 12 มิถุนายน 2550 แต่โครงการดังกล่าวก็เงียบไป ต่อมาโครงการได้สานต่อโดยผู้ว่าฯกรุงเทพคนต่อมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เพิ่งจะมารื้อฟื้นในปี 2552 และในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 ราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 127 ตอนที่ 63 ก ได้ประกาศพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2553 โดยมีผลใช้บังคับในวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 จนเป็น “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2553″
โดยมีสาระสำคัญว่ากำหนดให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของกรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และกฎหมายว่าด้วยการ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น โดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัย โดยแรกเริ่มมีการโอนย้ายสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 2 แห่งไปเป็นของมหาวิทยาลัย และมีการวางแผนจะปรับเนื้อหาให้เข้ากับชุมชนเมือง
ความน่าสนใจของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช นอกจากจะเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดใหม่แลัว ยังเน้นผลิตบัณฑิตภายใต้แนวคิด “สร้างคน เพื่อสร้างเมือง” และเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้น “งานวิจัย” เป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาของเมือง
สำหรับชื่อมหาวิทยาลัยนั้นแต่เดิมได้ตั้งชื่อว่า “มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร” แต่กลัวจะเกิดความสับสน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จึงขอพระราชทานนามเป็น “มหาวิทยาลัยภูมิพล” และต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานนาม “มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช” เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2554 ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัย 3 นาม 3 ผู้ว่าฯ
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัว “มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช”อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้ว่าฯม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นตัวแทนจากกทม. นายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯกทม.เป็นอธิการบดี และร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ เป็นที่ปรึกษาคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ สำหรับรองอธิการบดีอีก 4 ท่านได้แก่ นาย สมนึก ชัยเดชสุริยะ, ศ.นพ.ไพจิตร ปวะบุตร ,นาย บรรณโศภิษฐ์และ นางสุดา สุวรรณาภิรมย์ โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ. เกษม วัฒนชัย เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย
ท่านอธิการบดี นายพิจิตต รัตตกุล สัมภาษในมติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349177764&grpid=03&catid=03 ว่า
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่นแห่งแรกในประเทศไทย ภารกิจหลักผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ และประสบการณ์จริง เพื่อมุ่งสร้างคน เพื่อสร้างเมือง จุดสำคัญต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นงานวิจัยเป็นหลัก เพื่อนำงานวิจัยมาแก้ปัญหาของเมือง ทั้งภัยพิบัติต่างๆ การจราจรติดขัด ความเหลื่อมล้ำทางฐานะในสังคม รวมถึง การจัดการภัยพิบัติ และแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเมืองของเรากำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้ ระยะเริ่มแรกจะเปิดสอนในระดับปริญญาตรี และประกาศนียบัตรเพียง 2 คณะ คือ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล เราจะสร้างหมอเมือง เพื่อคนเมือง และส่งไปประจำยังโรงพยาบาลในสังกัด กทม.ทั้ง 8 แห่ง และคณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ โดยจะมุ่งสร้างคนชุดขาว เพื่อเมืองสีขาว เพราะขณะนี้เมืองของเรามีโรคภัยที่ซับซ้อนมากขึ้น
ตอนนี้ได้วางแผนยุทธศาสตร์ ปี 2555-2557 เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนย้ายสถาบันพัฒนาเมืองจาก กทม.มาอยู่ในกำกับ เพื่อขยายออกเป็นคณะต่างๆ อาทิ รัฐประศาสนศาสตร์การบริหารเมือง คณะวิศวกรรมศาสตร์เมือง เพราะมองว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรในเมืองใหญ่ของประเทศจะมีจำนวนคนเมืองเพิ่มขึ้น 2 เท่า จึงเห็นว่าเมืองจะขาดการจัดการที่ถูกต้อง และจะเกิดความเสื่อมโทรมทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว รวมทั้ง จะเกิดเชื้อโรคใหม่ๆ ที่มีความรุนแรงมากขึ้น สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ที่ต้องจัดการที่ดี เราจึงผลิตบัณฑิตที่มีความผู้เชี่ยวชาญที่จะแก้ปัญหาเมืองอย่างเข้าใจ มองไกล และกว้าง รู้ลึก รู้จริง วิเคราะห์เป็น พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของมหานคร สิ่งสำคัญที่การันตีคุณภาพบัณฑิตของเรา คือมีคณาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ฝึกสอน และมี กทม.เป็นเสมือนห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ของ กทม.เป็นพี่เลี้ยงในสนามฝึกประสบการณ์ให้นักศึกษา
เป็นมหาวิทยาลัยที่เล็ก แต่ไม่โดดเดี่ยว โดยได้เชื่อมโยงการทำงานเป็นใยแมงมุมกับหน่วยงานต่างๆ ของ กทม.และเปิดสอนปริญญาโทในสาขาวิชาที่ได้สำรวจแล้ว พบว่ายังขาดแคลน และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ยังไม่มีใครผลิต เช่น สาขาจัดการน้ำ สาขาจัดการสิ่งแวดล้อม สาขาจัดการจราจร สาขาจัดการมลพิษ การบริหารจัดการเมือง ทำให้บัณฑิตของเรามีความพิเศษ และเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริงๆ ประกอบกับมีห้องแล็บที่ใหญ่ที่สุดในสาขานั้นๆ ซึ่งช่วง 6 เดือนก่อนจบการศึกษา นักศึกษาทุกคนจะถูกส่งไปฝึกงาน และเรียนรู้จากการทำงานจริงในหน่วยงานของ กทม. เช่น นักศึกษาสาขาการจัดการปัญหาน้ำท่วม ทุกคนจะได้เรียนรู้วิธีการจัดการน้ำท่วม และป้องกันอุทกภัยจากสำนักระบายน้ำ ซึ่งจะทำให้บัณฑิตมีประสบการณ์ และรู้รอบด้าน
งานเร่งด่วนที่ต้องทำตอนนี้? คือเป็นการเร่งโอนสถาบันพัฒนาเมืองมาอยู่ในกำกับให้เสร็จเรียบร้อย และทำเรื่องขออนุมัติหลักสูตรใหม่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์เมือง และคณะอื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นให้เสร็จภายใน 2 เดือนหลังจากนี้ เพราะในปีการศึกษา 2556 มีแผนเปิดสอนเพิ่มอีก 3 คณะ รวมทั้งวางกรอบการขอตำแหน่งทางวิชาการให้กับนักวิชาการ และอาจารย์ในสังกัดให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ต้องยอมรับว่าบุคลากรของเรายังมีตำแหน่งทางวิชาการน้อยมาก รวมถึงเร่งจัดสรรเงินในการส่งเสริมคณาจารย์ และแพทย์ในสังกัดให้ความสำคัญกับการทำงานวิจัยมากขึ้น เพื่อนำมาต่อยอด และใช้เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน เพราะเชื่อว่างานวิจัยจะนำมาซึ่งคำตอบของปัญหาหลายๆ ข้อได้อย่างดี
สำหรับการเตรียมรับมือกัยประชาคมอาเซียนอย่างไร ท่านอธิการมองว่าการเกิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 นั้น เมืองของเราต้องเจอกับปรากฏการณ์ถูกดูดคนเก่งๆ ออกไปจากเมืองจำนวนมาก ดังนั้น จะเน้นผลิตบุคลากรทั้งวิศวกร แพทย์ และพยาบาล ที่ตอบสนองความต้องการของเมือง และต้องรักษาบุคลากรที่มีความรู้ และเก่งให้อยู่กับเรามากที่สุด สิ่งสำคัญจะพัฒนาศักยภาพนักศึกษาด้านภาษาอังกฤษ และภาษาเพื่อนบ้าน เพราะเชื่อว่าในอนาคตชาวอาเซียนจะเข้ามาใช้บริการในเมืองเรามากขึ้น ที่สำคัญ เราจะเน้นเรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้ นักศึกษา และบุคลากรกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงเชิญนายกเทศมนตรี ผู้บริหารเมืองในอาเซียนมาเป็นอาจารย์พิเศษ และบรรยายในมหาวิทยาลัยของเรา อาทิ หัวข้อการจัดการเมือง วิธีการบริหารจัดการเมือง นี้คือภารกิจสำคัญที่เราเตรียมรับมือประชาคมอาเซียน
อ่านแล้วรู้สึกดีจังที่เรื่องราวๆ แบบนี้สามารถส่งต่อแบบไร้ตะเข็บ และเรามีเพื่อนขึ้นมาอีก 1 แห่ง

พวกเรานอกจากจะต้องจำกันอีกว่ามีมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งแบบใหม่ล่าสุดรวมทั้งหน่วยงานต่างๆแล้ว ยังมีหน่ว นะจ๊ะๆ เรื่องราวที่รอบๆ ตัวเราเกิดใหม่ๆ ขึ้นเช่นกันจ๊ะ นะจ๊ะๆ อย่ากระพริบตาทีเดียวเชียว
One thought on “มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ นี้นะคะ เหมาะสมแล้วกับตำแหน่ง บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษจริง ๆ จากใจค่ะ