ประสบการณ์จากการฝึกงานในอดีต

เมื่อประมาณเกือบ 30 ปีก่อน ตอนสมัยผู้เขียนเรียนระดับชั้น ปวส. ซึ่งต้องมีการไปฝึกงานช่วงปิดภาคการศึกษา ประมาณ 2 เดือน ได้เลือกไปฝึกงานที่ภัตตาคารและไนท์คลับแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ เป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าของเมืองไทยในขณะนั้น ประกอบธุรกิจ ภัตตาคาร ไนท์คลับ อาบอบนวด ฯลฯ ชนิดครบวงจร มีเจ้าของกิจการเป็นผู้ชายเชื้อสายจีน ไม่จบด็อกเตอร์ ประมาณคุณย่า Jang Sook Ja ในซีรี่ย์เกาหลีเรื่อง “มรดกรัก ฉบับพันล้านวอน” ประมาณนั้น แต่ในความรู้สึกของผู้เขียนในขณะนี้กลับรู้สึกว่าเขาช่างมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและบริหารจัดการได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านนี้เลย
การไปฝึกงานครั้งนี้ไปกับเพื่อนที่เป็นผู้หญิงอีก 2 คน โดยติดต่อไปทางเพื่อนที่เป็นบ๋อยหรือพนักงานเสิร์ฟในภัตตาคารแห่งนี้ ซึ่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้นที่ดอนเมืองเป็นคนติดต่อให้ ไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยของผู้จัดการแผนกทรัพย์สิน ฝึกงานวันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 9.00-17.00 น. และวันเสาร์ ระหว่างเวลา 9.00-12.00 น. ฝึกงานตามเวลาเหมือนกับพนักงานในออฟฟิศ การฝึกงานทุกวันจะำทำหน้าที่จัดเก็บเอกสารการจัดซื้อเข้าแฟ้ม ตรวจสอบเอกสาร พิมพ์เอกสาร ทุกวันจันทร์จะต้องตรวจนับทรัพย์สิน ได้แก่ นับปลาที่โชว์อยู่ในตู้แต่ละตู้ว่ามีครบหรือไม่ ตายไปกี่ตัว นับช้อน นับส้อม นับแก้วเหล้า แก้วน้ำ จาน ชาม แต่ละชนิด ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และทำงานอื่น ๆ ตามที่ท่านผู้จัดการจะมอบหมายให้ มีอยู่จันทร์หนึ่งไปดูแล้วมีปลา 1 ตู้ตายหมดทั้งตู้เลย ท่านผู้จัดการจึงทำรายงานเสนอผู้บริหารที่เป็นเจ้าของกิจการ ท่านผู้บริหารจึงสั่งให้สอบว่าใครมีหน้าที่ดูแล ต้องรับผิดชอบในการตายครั้งนี้ด้วย
ภัตตาคารและไนท์คลับแห่งนี้เป็นแหล่งบันเทิงครบวงจร ดังนั้นจึงมีการจัดโชว์ต่าง ๆ โดยชาวต่างชาติในช่วงวันหยุดเป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งจะมีการโชว์โดยนักร้องสาวท่านหนึ่งชาวฮ่องกง โดยเขาจะขึ้นเครื่องบินมาลงที่สนามบินดอนเมืองตอนบ่ายวันศุกร์ ท่านผู้จัดการก็มอบหมายให้ผู้เขียนกับเพื่อนอีก 2 คนไปถือป้ายรอรับที่สนามบินโดยไปกับพนักงานขับรถของภัตตาคาร ตอนนั้นคิดว่าจะไปรับถูกคนได้อย่างไร หน้าตาก็ไม่เคยเห็น ภาษาัอังกฤษก็กระท่อนกระแท่น แถมนักร้องท่านนั้นยังพูดภาษาจีนอีกต่างหาก พอไปถึงสนามบินพนักงานขับรถก็พาพวกเราไปยืนตรงช่องรอรับผู้โดยสารและบอกให้ถือป้ายไว้นะ เดี๋ยวนักร้องท่านนั้นเขาจะเดินมาหาเราเอง ยืนอยู่สักพักก็มีผู้หญิิงสวยเดินเข้ามาพูดเป็นภาษาจีนกับพวกเรา งงเลย ฟังไม่รู้เรื่อง แต่รู้ไหมพนักงานขับรถสามารถพูดภาษาีจีนโต้ตอบกับนักร้องท่านนั้นได้ วันหลังจากนั้นไปเจอพนักงานขับรถท่านนี้อีกจึงซักถามได้ความว่า เขาสามารถพูดภาษาจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว ภาษาอังกฤษได้บ้าง เวลาไปรับนักร้องหรือดาราที่จะมาโชว์ เขาจะต้องไปคนเดียว ไม่มีล่ามไปด้วย จะเห็นได้ว่ากิจการแห่งนี้ใช้พนักงานอย่างคุ้มค่ามาก ทุกคนต้องทำงานอย่างเต็มที่ คนหนึ่งต้องทำงานให้หลายอย่าง เช่นเดียวกับพนักงานอีกท่านหนึ่งที่เป็นเลขาของเจ้าของกิจการ เขาก็พูดและเขียนได้หลายภาษา ทำหน้าที่ประสานงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พิมพ์เอกสารเอง ใช้เครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ เอง ไม่ต้องมีคนอื่นทำให้ และทำหน้าที่อื่น ๆ ที่เลขาต้องทำ
ในเรื่องการหยุดงานก็เช่นเดียวกัน หากพนักงานหยุดงานในเดือนใด ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป เขาจะเชิญออกจากงานให้ไปหางานที่อื่นทำทันที เพราะที่นี่เขาต้องการคนตั้งใจทำงาน หากพนักงานขาดงานมากจะมีผลต่อการดำเนินกิจการของเขาด้วย
ครั้งหนึ่ง ภัตตาคารประกาศรับสมัครพนักงานทำความสะอาดหญิง มีผู้มาสมัครหลายคน ผู้สัมภาษณ์จะเ้ป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลซึ่งจะนั่งรวมอยู่ในห้องเดียวกันกับผู้จัดการฝ่ายทรัพย์สินและพวกเราที่มาฝึกงาน ได้ยินท่านผู้จัดการสัมภาษณ์ผู้มาสมัครคนหนึ่งว่า “ให้ไปหางานที่อื่นทำเถอะ ที่นี่ไม่เหมาะกับคุณหรอก ที่นี่เป็นแหล่งบันเทิง แขกที่มา จะมาหาความสำราญ เห็นของสวย ๆ งาม ๆ แล้วคุณผิวคล้ำอย่างนี้ หากแขกพบเห็นคงไม่เจริญหูเจริญตา” คิดดูนะขนาดแม่บ้านทำความสะอาดยังคัดสรรเสียขนาดนี้ เขาเรียกว่า ใช้คนให้เหมาะสมกับงาน หรือ put the right man on the right job

เจ้าของกิจการจะมีการเรียกประชุมพนักงานเืดือนละ 1 ครั้ง ช่วงเช้าประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อประชุมหรือเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับผลงานที่ผ่านมา หรือกำลังจะทำต่อไป หรือมีปัญหาอุปสรรคอะไรที่พนักงานทุกคนจะต้องรับรู้และนำไปแก้ไขหรือระมัดระวังอย่าให้เกิดขึ้นอีก และจะเชิญเพื่อนนักธุรกิจของท่านที่ประสบความสำเร็จมาพูดคุย เล่าสู่กันฟังในการดำเนินธุรกิจที่เขาประสบความสำเร็จ และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ควรทำหรือไม่ควรทำ
แม้เวลาจะเนิ่นนานมาแล้ว แต่เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ผู้เขียนก็ยังจดจำได้อยู่เสมอ เพราะสามารถนำมาใ้ช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตระหนักอยู่เสมอว่า ต้องทำตัวให้เป็นที่ต้องการของผู้อื่นและหน่วยงาน ทำตนให้มีความสำคัญ มีุคุณค่า อย่าทำตัวให้เป็นที่น่ารังเกียจ เป็นตัวถ่วงของคนอื่นหรือองค์กร
เพื่อน ๆ ลองวิเคราะห์ดูนะว่า เรื่องราวต่าง ๆ ข้างต้น เรื่องใดที่เหมือนกับองค์กรเรา และเรื่องใดที่ต่างจากองค์กรเรา


One thought on “ประสบการณ์จากการฝึกงานในอดีต

  1. แก่ฮ่ะ….
    ชอบชีวิตตอนฝึกงานที่สุด เราฝึกงานทั้งหมดสองที่ก่อนที่จะจบออกมา ในมหาวิทยาลัยที่เรียน กับใน กทม. สนุกดี เพราะขี้เกียจเรียนหนังสือมาฝึกงานทำให้เราทดลองของจริง ฝึกงานบริการน่ากลัวเพราะไม่มีกูเกิ้ล ต้องจำหนังสืออ้างอิง กับหัวเรื่องให้ดีๆ มิฉะนั้นจะถึงคาด ให้ย้อนกลับไปอ่านหนังสือใหม่
    ฝึกงานแคตฯ คุณพี่ บร.ยกหนังสือมาให้สิบเล่ม กับชี้ไปที่ชั้นคู่มือ บอกว่าทำให้สำเร็จ เนื่องจากทำเสร็จเร็วจึงไปอ่านนิยายรอให้หมดเวลาสี่โมงครึ่ง คุณพี่มาพบเลยโดนซะ ตั้งแต่สอนเรื่องเวลา กับความรับผิดชอบ พร้อมกับตรวจงาน แล้ววันรุ่งขึ้นก็ขอให้ทำไปเรื่อยๆอย่างน้อยวันละสิบเล่ม หากเสร็จก่อนก็หาไปทำเพิ่ม หรือบอกพี่ๆอย่านิ่งดูดาย … ไม่รู้สึกว่ากดดัน อึดอัด หรือโมโหโกรธาคนสอน
    ปัจจุบันก็ยังพบปะพี่ๆ ที่สอนเราอยู่ ยังไหว้ ยังกอดด้วยความสนิทใจ นึกถึงบุณคุณที่สอนเรามา แม้เป็นเพียงช่วงสั้นๆ
    นึกถึงสมัยนี้อะไรก็เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ

Leave a Reply