
- สถานีรถไฟนครปฐม
ผมกับครอบครัวได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปอีกแล้วครับ เมื่อวานไปด้วยรถไฟฟ้า แต่วันนี้ 27 พ.ย. 2554 ไปโดยรถไฟฟรีเพื่อประชาชน หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมได้คลี่คลายลง รถไฟสามารถเดินรถไปถึงสถานีธนบุรีได้แล้ว และกว่าจะได้นำเสนอเรื่องนี้ก็เลยเวลาไปนานเพราะไม่ค่อยว่างครับ
เหตุที่ผมชอบไป กทม. โดยรถไฟเพราะสะดวก ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ค่าโดยสารเพียง 10 บาท แต่ตอนนี้ฟรีไม่ต้องเสียตังค์ตามนโยบายของรัฐบาล และตรงจุดมุ่งหมายสถานที่ต้องการไปที่สุด เพราะส่วนใหญ่ก็จะไปเป็นเพื่อนส่งลูกสาวกลับหอพักหรือไปส่งเสบียงให้ยามที่ลูกไม่ได้กลับมาบ้าน ตั้งแต่ลูกเรียนอยู่ปี 2 ที่ศิริราช จนจบแล้วทำงานและเรียนต่อโทที่ศิริราชอีก เพราะฉะนั้นไปรถไฟลงสถานีธนบุรีจึงสะดวกที่สุด หลังจากนั้นก็อาจนั่งเรือข้ามฟากไปท่าพระจันทร์ ท่าช้าง บางครั้งก็นั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปเที่ยวต่อ เช่นไปท่าน้ำนนท์ เกาะเกร็ด ฯลฯ
การเดินทางโดยรถไฟไป กทม. มาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปนอกจากอาคารบ้านเรือน 2 ข้างทางแล้ว สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ ตัวอาคารที่ตั้งของสถานีรถไฟบางที่ได้เปลี่ยนรูปแบบไปโดยไม่ได้อนุรักษ์รูปแบบเดิมเอาไว้ เป็นที่น่าเสียดายมากที่แต่ก่อนไม่ได้คิดจะถ่ายรูปไว้ กว่าจะได้คิดสถานีรถไฟบางแห่งได้รื้อปรับเปลี่ยนไปเสียแล้ว เช่น สถานีตลิ่งชัน เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่มาก รถไฟสายใต้ทุกขบวนต้องจอดรับส่งผู้โดยสาร ซึ่งตอนนี้ได้ย้ายมาอยู่อีกฝั่งตรงข้ามจากที่เดิมซึ่งกำลังมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายชานเมือง
การเดินทางเข้า กทม. ต้นทางนครปฐม ปลายทางสถานีรถไฟธนบุรี เมื่อเริ่มออกเดินทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พอๆกับรถยนต์เพราะการจราจรสะดวกรถไฟไม่ติด เพียงแต่จอดรับส่งผู้โดยสารทุกสถานีที่ใช้เวลาไม่มากนัก ดังนั้นไปเที่ยวนี้จึงได้ถ่ายรูปสถานีรถไฟจากสถานีนครปฐมถึงสถานีธนบุรีไว้ซึ่งอาจเป็นภาพประวัติศาสตร์ในอนาคตได้ จากสถานีนครปฐมถึงธนบุรี มีทั้งหมด 14 สถานี ได้แก่













สถานีรถไฟบางระมาด และสถานีรถไฟจรัลสนิทวงศ์ ไม่มีลักษณะเป็นอาคาร เป็นเพียงที่จอดรถรับส่งเท่านั้น
14. สถานีรถไฟธนบุรี (ขอติดไว้ก่อน จะไปถ่ายซ่อมมาให้นะครับ)
ไป กทม. โดยรถไฟ สะดวก ประหยัด รวดเร็ว แต่ต้องรู้เวลารถไฟที่แน่นอนจะได้ไม่เสียเวลารอนานครับ
วันก่อนใช้บริการรถไฟฟรีจากสถานีหัวหมาก มาหัวลำโพง สนุกดีค่ะ
คุณสมบูรณ์ นำภาพสถานีรถไฟมาให้ดู ทำให้คิดถึงพ่อจังเลย สมัยเด็กๆ ที่บ้านยังไม่มีรถยนต์ พ่อชอบพาลูกๆไปเที่ยวทางรถไฟ นั่งรถไฟผ่านแถว ตลิ่งชัน จะเห็นสวนดอกไม้ งามตามาก มีทั้งกุหลาบ เย่อบีร่า มะลิ ออกดอกบานสพรั่งสุดลูกหู ลูกตา โดยเฉพาะดอกเย่อบีร่า มีหลายสี เช่น ส้ม ชมพู โอรส เหลือง ขาว แดง ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังพอมีให้เห็นบ้างหรือเปล่าคะ …
เมื่อก่อนหน้านี้สัก 12 ปี พี่ตาจะนั่งรถไฟไปปักษืใต้อยู่เป็นประจำ ตอนพ่อน้องจูนยังมีชีวิตอยู่ แต่ที่น่าเบื่อก็คือเวลาปวดเบา ช่างลำบากจริง ๆ พอมาหลัง ๆ พี่ตาจะนั่งรถทัวร์ไปปักษ์ใต้ แต่ก็น่าเบื่ออีกนั่นแหละ คือห้องน้ำในรถทัวร์ ทั้งแคบและมีกลิ่นแรง พอต่อมาก็ไม่นั่งรถไฟและรถทัวร์แล้ว จะนั่งรถยนต์ส่วนตัวไป รถญาติ ๆ ที่จะลงใต้ก็จะไปกับเขา รู้สึกสบายกว่ามากเลย แต่ปีหนึ่งก็จะไปสัก 1-2 ครั้ง รถไฟฟรี พี่ตาก็เคยขึ้นมาแล้วค่ะ ขึ้นที่สถานีนครปฐมไปลงที่สถานีบางกอกน้อย แล้วนั่งรถสองแถวเล็กไปลงศิริราช แล้วข้ามไปวังหลัง
แต่เวลากลับต้องรู้เวลารถไฟออกจากสถานีบางกอกน้อย ไม่งั้นตกรถไฟแน่นอน มีอยู่วันหนึ่งพี่ตาข้ามไปฝั่งท่าพระจันทร์ เกือบตกรถไฟ มัวแต่รอเรือข้ามฝากอยู่นาน ว่าทำไมเรือที่จะไปขึ้นที่ท่ารถไฟไม่มาสักที พี่ตาจึงไปถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว บอกว่าพี่ตาขึ้นท่าเรือผิด พี่ตาจึงรีบไปขึ้นอีกท่าเรือ จังหวะดีที่เรือมาพอดี ในวันนี้พี่จึงไม่ตกรถไฟ กลับถึงนครปฐมอย่างสวัสดิภาพค่ะ สนุกดี (พี่ตาไปกับลูกจน 2 คน)
พี่ตาจะเล่าประสบการณ์นั่งรถไฟครั้งแรก ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 20 ปี พี่ตาต้องย้ายโรงเรียนจากนครปฐมไปเรียนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ (สมัยนั้นเรียนอาชีวศึกษา) พี่ตานั่งรถไฟกับย่าสองคน จากหัวลำโพงไปถึงสถานีจังหวัดอุตรดิตถ์ นั่งรถไฟชั้น 3 ไปนะ ม้านั่งเป็นไม้ทั้งตัว เมื่อยก็เมื่อย เจ็บตัวก็เจ็บ และต้องนั่งตลอดทั้งคืนเลย กลัวก็กลัว แต่ก็ไปถึงอุตรดิตถ์สว่างพอดี และต่อมาก็ต้องย้ายกลับมานครปฐมอีกครั้ง ก็ต้องนั่งรถไฟชั้น 3 มากับย่าสองคนมาลงที่หัวลำโพง เป็นครั้งแรกของพี่ตาเลยที่พี่ตานั่งรถไฟตามลำพังกับย่าสองคน ไม่รู้ไปกันได้อย่างไรสมัยนั้น พี่ตาจังจำได้ว่าตั่วรถไฟเป็นกระดาษสี่เหลี่ยมแข็งเล็ก ๆ เวลานายตรวจตั่วมาตรวจตั๋วก็จะมีเครื่องมือสำหรับตัดตั๋วส่วนริมให้แหว่งออก สมัยนี้ไม่มีตั๋วแบบนี้แล้ว (นึกถึงสมัยก่อนเลยนำมาเล่าสู่กันฟัง)