ได้ยืมหนังสือเรื่อง “หมอสูน คนดี” มาอ่าน เห็นว่าน่าสนใจจึงอยากนำมาเล่าสู่กัน หากผู้ใดสนใจยืมอ่านได้นะครับ
เลขเรียกหนังสือ RZ 408 ส73อ73 หนังสือเล่มนี้แต่งโดย คุณเอนก นาวิกมูล

เนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวชีวประวัติและการดำรงชีวิตของคนที่มีคุณธรรม มีน้ำใจช่วยเหลือส่วนรวม เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพรและยาไทยโบราณ รวมทั้งมีความสามารถทางช่าง ทั้งช่างไม้ช่างทองชนิดหาตัวจับได้ยาก บุคคลผู้นั้นคือ หมอสูน หงษ์ทอง หมอเก่าแก่ของเมืองราชบุรี
บิดาของหมอสูนชื่อหงษ์ มารดาชื่อจันทร์ คำว่าจันทร์ในภาษาสันสกฤตนอกจากจะแปลว่าดวงเดือนแล้ว ยังแปลว่าทองคำได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อมีพระราชบัญญัตินามสกุลในสมัยรัชกาลที่ 6 หมอสูนจึงเอาชื่อบิดามารดามาประกอบกันเป็นชื่อสกุลว่า “หงษ์ทอง”
เด็กชายสูนเมื่อเป็นเด็กก็เจ็บออดๆ แอดๆ ไม่หายเสียที กระทั่งตะโพกลีบลุกไม่ขึ้น นางจันทร์วิตกว่าลูกชายซึ่งมีอยู่คนเดียวจะเลี้ยงไม่รอด (หมอสูนมีพี่สาว 1 คน น้องสาว 2 คน) จึงนำไปถวายเป็นลูกหลวงพ่อเอี่ยม เจ้าอาวาสวัดโพธิงาม ฝ่ายหลวงพ่อเอี่ยมรับขวัญแล้วตรวจดูดวงชะตาพลางบอกว่า ลูกคนนี้เลี้ยงรอด โตขึ้นจะฉลาดในการช่างหลายอย่าง จะได้พึ่งแน่นอน นับแต่นั้นมาเด็กชายสูนก็ค่อยๆ หายเจ็บราวเกิดใหม่ จึงได้ชื่อว่า “สูน” ซึ่งภาษาสันสกฤตแปลว่า บาน-ผลิ-เกิด-หรือเป็นขึ้น นับเป็นมงคลนามที่ใช้คู่กายเรื่อยมาโดยไม่เปลี่ยนแปลง
ในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประวัติหมอสูนเป็นบทๆ ไป เริ่มด้วย 1. สรุปความน่าสนใจในตัวหมอสูนและเรื่องราวเมื่อแรกเกิด 2. เรียนหนังสือ ทำงาน และบวช 3. เริ่มเป็นช่างทอง 4. ไปอยู่ห้างแกรเสิร์ต 5. ร.๕ เสด็จประพาสราชบุรี 6 ช่วยงานพระเมรุ 7.แฟชั่นไม้เท้า 8.ความซื่อสัตย์สุจริต 9. เริ่มเป็นหมอและปรุงยาขาย 10. รู้ธาตุรู้ทาง 11. น้ำใจหมอสูน 12. ทุกข์สุขของลูกชาย 13. นิทานผจญภัย 14. วิชาพม่า-ไทย และความสนุกสมัยรัฐนิยม 15. ถ่ายทอดวิชาแพทย์แผนโบราณให้นิสิตจุฬาฯ และชีวิตบั้นปลาย 16.หมอสูนจากไป
อ่านแล้ว พบว่าเรื่องนิทานผจญภัย น่าตื่นเต้นมากกล่าวถึง ทางเดินใต้ดินจากเพชรบุรีมาราชบุรี หมอสูนเล่าว่าเมื่อครั้งบวชอยู่ ณ วัดเขาเหลือ อาจารย์ปั่นพระอุปัชฌาย์เล่าเรื่องประหลาดให้ฟังว่าด้วยพระ 4 รูปเดินทางไปสำรวจถ้ำเขาหลวง จ.เพชรบุรี ครั้นลงไปถึงพื้นล่างเห็นห้องโถงกว้างใหญ่ แหงนมองขึ้นไปเห็นปล่องอากาศมีแสงสว่างส่องลงมาเป็นลำ รอบๆ ถ้ำมีพระพุทธรูปมากมาย พระทั้ง 4 หลังจากเที่ยวถ้ำต่างๆ ไปพักใหญ่ก็หลงทาง รู้สึกว่ายิ่งเดินยิ่งลึกหาทางกลับไม่ได้หันไปทางไหนมีแต่ความมืด ต้องเกาะจีวรคลำทางกันไปพบที่แห่งหนึ่งมีกำแพงสูง ประตูทางเข้าไม่มีเลยต้องเดินวนไปมาอย่างนั้น พระรูปหนึ่งถูกดูดไปยังฝั่งโน้นโดยไม่ทันร้องสั่งอะไรและตกลงมากระแทกพื้นกลายเป็นง่อยใบ้ไม่สามารถพูดอะไรได้
ขณะกำลังเหนื่อยเพลียและเริ่มสับสน พระรูปหนึ่งก็ออกความคิดว่า ตนจะย่อตัวให้พระอีกรูปหนึ่งเหยียบบ่าขึ้นไปชะโงกมอง เผื่อจะเจอมนุษย์มนามาช่วนสักคนก็ยังดี พระรูปหนึ่งอาสาทำหน้าที่เป็นกล้องส่องทาง ได้เหยียบบ่าของเพื่อนและเหนี่ยวขอบกำแพงขึ้นไป ทันใดนั้นก็ถูกดูดหายไปอีก
พระที่เหลือตกตะลึง ขยี้ตาคิดเหมือนว่าตัวเองฝันไป จะป่ายปีนต่อตัวขึ้นไปด้วยวิธีเดิมก็กลัวถูกดูดหายไปอีก จึงเอารัดประคดมาผูกกับตัวเองให้แน่น จากนั้นให้เพื่อนที่เหลือคอยดึงเอาไว้ เวลาเกิดเป็นอะไรไป อย่างน้อยเพื่อนคงช่วยดึงกลับลงไปได้ทัน
เมื่อตกลงกันแล้ว พระรูปหนึ่งก็เอารัดประคดผูกเอวเหยียบบ่าเพื่อนขึ้นไป พอปีนขึ้นไปยังไม่ทันไร แค่ยิ้มหน่อยหนึ่งก็ทำท่ากระโดดข้ามไปทางฝั่งโน้นอีก พระข้างล่างเห็นท่าไม่ดีรีบดึงสายรัดประคดโดยแรง
พระสองรูปที่เหลือไม่รู้จะทำอย่างไร จะทิ้งเพื่อนเสียก็เป็นห่วง จำต้องยอมออกแรงแบกหามกะร่องกะแร่งกันตามยถากรรม เวลานั้นกี่โมงยามแล้วก็ไม่รู้ได้ นอกจากจะขวัญเสียแล้วยังเหนื่อยเพลีย นอนไปเพียงครู่เดียว ยังไม่ทันหายเหนื่อยก็มีแพะเข้ามาหลายสิบหลายร้อยตัว ดูสับสนอลหม่านแออัดไปหมด ทันใดเจ้าของแพะก็เดินตามเข้ามา ด้วยความกลัวว่าจะถูกกิน พระสามรูปปรึกษากันว่าเราจะหนีให้พ้นตึกนี้ ผิดถูกเอาตัวรอดไว้ก่อน ค่อยไปปลงอาบัติเอาภายหลัง
เมื่อตกลงกันได้ พระรูปหนึ่งเอากรรไกรหนีบหมากย่องเข้าไปจ้วงแทงตายักษ์ ทำให้ยักษ์ตาบอด แล้วหนีกันต่อไปจนพบบ่อน้ำใสแจ๋ว ด้วยความกระหายหิวพระรูปหนึ่งเอามือทั้งสองวักน้ำดื่ม ทันทีนั้นร่างเปลี่ยนรูปจากเนื้อตัวอ่อนกลายเป็นก้อนหิน พระรูปสุดท้ายก็ตกใจ ฝืนจุ่มนิ้วลงไปเพื่อพิสูจน์ดู พบว่าน้ำในบ่อเย็นเฉียบ ส่งกระแสแปลบเข้าไปถึงหัวใจ และไม่ช้านิ้วของท่านก็เป็นหินไปต่อหน้าต่อตา พระที่เหลือวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงจนแทบขาดใจตาย ในถ้ำจะมีทางออกทางไหนบ้างไม่เป็นอันได้พิเคราะห์ดู วันเวลาผ่านไปอีกนานเท่าไรไม่มีใครทราบ เพราะไม่รู้จะนับอย่างไร ได้แต่นอนพักบ้าง คลำทางกันมาบ้าง กระเซอะกระเซิงมาเรื่อยๆ พระได้วนเวียนในถ้ำอยู่นานจนจวนเจียนจะหมดแรง ชั่วขณะหนึ่งหูของท่านก็แว่วได้ยินเสียงหมูร้องดังมาจากข้างบน นี่แสดงว่าผู้คนและสัตว์เลี้ยงคงจะอยู่บนหัวของเราแล้วซี เหมือนลมพัดมาต้องตัววูบหนึ่ง เหมือนหลับฝันพลันเรื่องเปลี่ยนไปอีกเรื่องหนึ่ง พระผู้รอดชีวิตเล่าว่า อยู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งมาพบเข้าและนิมนต์ไปสวดมนต์ในงานโกนจุกลูกชาย ได้พักค้างที่งานคืนหนึ่ง แล้วเขาก็พามาส่ง ณ ที่แห่งหนึ่ง จากนั้นคนๆ นั้นก็หายตัวไป พระได้สำรวจตัวเองพบว่าความมืดหายไป กลายเป็นปากถ้ำแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นมีเสียงเกราะเคาะสัญญาณเป็นเวลา 6 โมงเย็น ปรากฎว่าท่านมาโผล่ที่เมืองราชบุรี ใกล้ปากถ้ำนั้นคือ วัดศรีชมพูราษฎร์ศรัทธาธรรม ในปัจจุบัน สิ่งที่ยืนยันได้ว่าเรื่องที่เล่ามาเป็นความจริงคือนิ้วที่กลายเป็นหิน ฝ่ายพระสูน เมื่อมีโอกาสไปหาพระเพชรบุรี และได้จับนิ้วแล้วรู้สึกว่าแข็งเหมือนหินจริง
3 thoughts on “หมอสูน คนดี”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ผลงานชิ้นทีสองคลอดแล้วใช่ไหมลุงบรูณ์เฮๆๆดีใจจัง น้าอ้อมีเรื่องศต.ให้เก็บอีกแล้ว
หนังสือเล่มนี้อ้อได้เขียนแนะนำไว้ที่เว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลภาคตะวันตกและเคยลงแนะนำในFacebookของหอสมุดด้วยค่ะ ขอบคุณพี่สมบูรณ์ที่ได้นำมาขยายความต่อให้
ถึงว่าคุ้นๆ .. เรื่องเดียวกันแต่คนละมุม