เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์

การปฏิบัติหน้าที่ตรวจข่าวที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลภาคตะวันตกเพื่อทำกฤตภาคมักจะได้พบเห็นข่าวดีอยูเสมอ วันนี้ก็เช่นกันพบข่าวเกี่ยวกับ 10 เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยนำมาฝากเพื่อนๆ เพราะมีจังหวัดในภาคตะวันตกของเราได้รับเลือกให้เป็น เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งก็คือจังหวัดเพชรบุรี ที่ซึ่งพวกเราชาวหอสมุดพระราชวังสนามจันทร์ เพิ่งจะได้เยือนมาเมื่อไม่นานมานี้จากการสัมมนาบุคลากรของหอสมุดพระราชวังสนามจันทร์นั่นเอง
โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาสนองนโยบายรัฐบาล เดินหน้าเฟ้นหา 10 จังหวัด เพื่อปั้นโครงการเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หวังแก้วิกฤติเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ประชาชน
ได้เฟ้นหาจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ที่มีศักยภาพเป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อคัดเลือกเป็นเมืองต้นแบบเป็นอีกโครงการหนึ่งภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาล ที่จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมให้คนไทยมีความตื่นตัวและสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการจัดการธุรกิจในรูปแบบใหม่โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับภาคประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศไทย
โดยจะพัฒนาจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั่วประเทศไทย และคัดเลือกเป็นเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากจังหวัดที่มีความโดดเด่นทางภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม ที่สามารถนำไปพัฒนาสร้างจุดเด่นและมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าหรือบริการของ จังหวัด ซึ่งจะมีส่วนในการสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น และประเทศชาติอีกทางหนึ่งด้วย
นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เปลี่ยนจากสิ่งที่เรียกว่ามูลค่า เพิ่มทางเศรษฐกิจ (Value Added Economy) ไปเป็น มูลค่าเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Value Creation Economy) โดยมีหลักในการดำเนินการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. การบริหารจัดการทุน ในที่นี้หมายถึงทุนทางวัฒนธรรม (Culture) หรือทุนทางบุคลากร
2. กระบวนการในการนำทุนนั้นมาทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการที่มีความต่าง (Differentiated Product or services Proceed) เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Value Creation Economy)
3. ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ทำให้เกิดข้อได้เปรียบ และความแตกต่างทางเศรษฐกิจ
การดำเนินการหลักทั้งสามประการนี้เป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้การไหลเวียนทางเศรษฐกิจของประเทศและของโลกเข้ามาสู่ท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งก็หมายถึงการจ้างงาน การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ การเคลื่อนย้ายของแหล่งทุนจากทั่วโลกมายังท้องถิ่นนั้นๆ อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
สำหรับแนวทางในการคัดเลือก เมืองต้นแบบตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์มี ดังนี้
1. เมืองที่มีต้นทุนและปัญญาทางวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาพื้นบ้าน แหล่งท่องเที่ยว หรือสินค้าที่มีเอกลักษณ์
2. เมืองที่มีอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ ที่ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน เช่น มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม งานฝีมือ สินค้าเชิงสร้างสรรค์ และการออกแบบ
จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเมืองต้นแบบ จะได้รับการแสดงผลงานสร้างสรรค์ของเมืองเพื่อเชิดชูอัตลักษณ์ของเมือง กระตุ้น สร้างความตระหนัก และสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนในจังหวัด/ท้องถิ่น/ชุมชน คิดสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อเป็นช่องทางในการสร้างเครือข่ายต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ให้กับคนไทย รวมถึงการได้เข้าร่วมกิจกรรม Work Shop ซึ่งคณะทำงานจะจัดหาวิทยากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องการออกแบบ การพัฒนาสินค้าหรือบริการและการตลาดมาให้ความรู้แก่ผู้แทนเมืองที่ได้รับการ คัดเลือก ซึ่งระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2553 จึงถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2554
ข้อมูลจาก : http://www.technic.in.th/news/view.php?id=877
และผลการตัดสิน ๑๐ เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ตามคำสั่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ ๕๔๗/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการตัดสินคัดเลือก ๑๐ เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๔ แจ้งรายชื่อ ๓๐ เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรก นั้น คณะกรรมการคัดเลือกเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้พิจารณาตัดสินเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์รอบสุดท้าย เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงประกาศรายชื่อ ๑๐ เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับการตัดสิน เรียงตามลำดับอักษร ดังนี้
๑. จังหวัดชัยนาท เมืองแหล่งเมล็ดพันธุ์ข้าว (นางลือ-ท่าชัย)
๒. จังหวัดเชียงราย เมืองแห่งการพัฒนา (ดอยตุง)
๓. จังหวัดเชียงใหม่ เมืองหัตถกรรมสร้างสรรค์
๔. จังหวัดน่าน น่านเมืองเก่าที่มีชีวิต
๕. จังหวัดเพชรบุรี เมืองเพชร เมืองตาลโตนด
๖. จังหวัดมหาสารคาม เมืองแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาชุมชน
๗. จังหวัดยะลา Bird City ศูนย์กลางเศรษฐกิจนก
๘. จังหวัดลพบุรี เมืองนวัตกรรมแห่งพลังงานทดแทน
๙. จังหวัดลำปาง ลำปางเมืองเซรามิก
๑๐. จังหวัดอ่างทอง ชุมชนเอกราชหมู่บ้านทำกลอง
1.     จังหวัดชัยนาท เมืองแหล่งเมล็ดพันธุ์ข้าว (นางลือ-ท่าชัย)  เนื่อง จากเป็นแหล่งผลิตพันธุ์ข้าวแหล่งใหญ่ของประเทศ ซึ่งวันนี้ที่นี่ได้กลายเป็นธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งไปขายทั่วประเทศ ไทย และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ชาวนาภาคอื่นๆ สามารถมาศึกษาเพื่อผลิตพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้อีกด้วย นอกจากนี้พื้นที่นาที่นี่จะปราศจากวัชพืช ต้นข้าวที่ออกรวงจะมีรวงโตเหลืองอร่ามสวยงาม หากยังไม่ออกรวงจะมีสีเขียวขจีของต้นข้าวเท่านั้นไม่มีวัชพืชปะปน ที่สำคัญเกือบทุกบ้านในย่านสองตำบลจะมีโกดังเก็บสินค้าและป้ายที่บ่งบอกว่า เป็นแหล่งขายพันธุ์ข้าว เช่น “วรรณาพันธุ์ข้าวปลูก” “สัญญา 9 พันธุ์ข้าวปลูก” เป็นต้น เพราะที่นี่ชาวนาเขาทำนาขายข้าวสำหรับผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว จะไม่ได้ขายให้กับโรงสีเหมือนกับจังหวัดอื่นๆ เขาจึงต้องดูแลคุณภาพข้าวอย่างดี นอกจากนั้น กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวต.นางลือ-ท่าชัย นับได้ว่าเป็นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกลุ่มเดียวในประเทศไทยที่มีโรงงาน ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์เป็นของตัวเอง โดยได้รับงบสนับสนุนจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชัยนาทแบบบูรณาการเมื่อ ปี 2548 วงเงิน 20 ล้านบาท
2.     จังหวัดเชียงราย เมืองแห่งการพัฒนา (ดอยตุง) เชียงราย อารยนครอายุกว่า 700 ปี มีมนต์เสน่ห์ล้ำลึกของวัฒนธรรมล้านนา กลมกลืนกันอยู่ในโอบล้อมของผืนป่า ที่เริ่มคืนความเขียวชะอุ่มภายหลังเกิดโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กว่า 30 ปี ที่ผ่านมาด้วยพระบารมีของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ชาวเขาและชาวพื้นราบในบริเวณรายรอบดอยตุง ยอดสูงสุดของดอยนางนอน พรมแดนไทย-พม่า ได้เปลี่ยนวิถีจากการปลูกและเสพฝิ่น ถางป่าตัดไม้ และทำไร่เลื่อนลอย หันมาทำเกษตร ปลูกพืชผักเมืองหนาว ทำไร่กาแฟและแมคคาเดเมีย สร้างผลงานเย็บปักถักทอที่เชื่อมต่อวัตถุดิบพื้นถิ่น และหัตถศิลป์พื้นเมืองสู่การใช้งานในชีวิตประจำวันแบบสากล ในขณะที่กลุ่มชน 30 ชาติพันธุ์ ยังคงอาศัยอยู่อย่างสงบ ตามไหล่เขาและบนดอยสูง แนบแน่นอยู่กับประเพณีดั้งเดิมของตน โดยไม่ถูกวัฒนธรรมเมืองกลืนกิน
3.     จังหวัดเชียงใหม่ เมืองหัตถกรรมสร้างสรรค์ ในอดีตงานหัตถกรรม ถูกตีค่าเป็นเพียงสินค้าของที่ระลึกจำน่ายทั่วไปให้กับนักท่องเที่ยว แต่ใน ปัจจุบันนั้น ค่าของงานหัตถกรรมเชียงใหม่ได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้น จนกลายเป็นสินค้าส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และสามารถทำรายได้กลับคืนสู่จังหวัดได้อย่างมหาศาล เชียงใหม่จึงถือเป็นแหล่งผลิตสินค้าหัตถกรรมที่สำคัญและแหล่งใหญ่ของประเทศ  รวมถึงยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในชิ้นงาน  และ ด้านฝีมือที่มีความชำนาญ เชี่ยวชาญ และความประณีตที่ถูกถ่ายทอดออกมาในชิ้นงานหัตถกรรมแต่ละชิ้น เช่น หัตถกรรมเครื่องเงิน ไม้แกะสลัก ผ้าทอตีนจก ผ้าไหมสันกำแพง เซรามิก  ศิลาดล ร่ม และกระดาษสา เป็นต้น จุดเด่นดังกล่าวจึงทำให้หัตถกรรมเชียงใหม่ มีโอกาสเติบโตสู่ตลาดโลกได้
4.     จังหวัดน่าน น่านเมืองเก่าที่มีชีวิต เนื่องจากประชาชนชาวจังหวัดน่านยังรักษาเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีเดิมของตนเองได้อย่างมั่นคง ประกอบกับ คณะรัฐมนตรีได้มีมติการประกาศเขตพื้นที่เมืองเก่าน่าน และเวียงพระธาตุแช่แห้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า เป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ ต่อจากเกาะรัตน์โกสินทร์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 ซึ่งถือว่าจังหวัดน่านยังเป็นเมืองเก่าที่มีลักษณ์การเคลื่อนไหวทาง สังคมอย่างเหนียวแน่นที่อยู่ในการดำเนินชีวิตของประชาชนโดยส่วนใหญ่ lesสำหรับสัญลักษณ์ หรือ Brand Logo  คือ ภาพเป็นภาพจิตรกรรมที่อยู่ในวัดภูมินทร์ เป็นภาพเขียนที่ ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครในประเทศไทย ประกอบกับมีแห่งเดียวในประเทศไทย ถือเป็นภาพเขียนฝาผนังที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนเมืองน่านได้อย่างชัดเจน
5.     จังหวัดเพชรบุรี เมืองเพชร เมืองตาลโตนด ตาลโตนดจัดเป็นไม้ตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของโลก ซึ่งมีมากกว่า 4,000 ชนิด (Species) เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนับร้อยปี และอยู่กับจังหวัดเพชรบุรีมาตั้งแต่โบราณกาลและผลิตผลจากต้นตาล โดยเฉพาะน้ำตาลโตนดยังเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการทำขนมหวานเมืองเพชร ซึ่งมีชื่อเสียงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังคำสวดสุบินกุมารที่มีอายุมากกว่าร้อยปีกล่าวว่า “โตนดเต้าแลจาวตาล เป็นเครื่องหวานเพชรบุรี กินกับน้ำตาลปี ของมากมีมาช่วยกัน”
6.     จังหวัดมหาสารคาม เมืองแห่งการเรียนรู้ สู่การพัฒนาชุมชน “Learning City towards Community Development” หรือ จะเรียกอีกอย่างว่า เมืองตักสิลา เมืองแห่งการศึกษา : เป็นจังหวัดที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นหลายประการ คน มหาสารคามเป็นคนที่มีความดีงามและเพียบพร้อมด้วยภูมิความรู้มากมาย วิวัฒนาการของบ้านเมือง และพัฒนาการของผู้คนและสังคมก้าวหน้า มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย รักสันติ เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา และเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ..มหาสารคาม เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของภาคอีสานไม่มีภูเขา มีแม่น้ำชีไหลผ่าน การเป็นจังหวัดที่อยู่กึ่งกลางของภาคอีสาน ประกอบกับเป็นเมืองสงบจึงเหมาะกับการเป็นที่ตั้งสถานศึกษาต่างๆ ทุกระดับ จึงเป็นที่มา “เมืองแห่งการศึกษา” หรือ “ตักสิลานคร”
จุดเด่นความเป็น “ตักสิลานคร” จังหวัดมหาสารคามมีสถาบันการศึกษาระดับสูงสุดหลายแห่ง สามารถผลิตทรัพยากรแรงงานระดับคุณภาพที่จะตอบสนองความต้องการทางเทคโนโลยี และธุรกิจได้ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจและแนวทางการพัฒนาประเทศ  จึงเป็นจุดเด่นของมหาสารคาม
7.     จังหวัดยะลา Bird City ศูนย์กลางเศรษฐกิจนก จังหวัดยะลา ได้เป็นเจ้าภาพการจัดมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน ซึ่งสามารถพัฒนาสู่เมืองเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์(Creative Economy) แบบครบวงจรได้ ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงนก วัสดุเพาะเลี้ยง  อาหาร นก กรงนก สินค้าพื้นเมือง และธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์จากการแข่งขันนกประเภทต่างๆ อีกทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น จากกิจกรรมเสริมที่จัดขึ้นเพื่อเพิ่มความหลากหลาย
8.     จังหวัดลพบุรี เมืองนวัตกรรมแห่งพลังงานทดแทน ประเทศไทยซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่แบบของพลังงานทดแทน ได้เปิดตัว “ลพบุรี โซลาร์” โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยกำลังการผลิต 73 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ปผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย บริษัท CLP Thailand Renewable Limited ในเครือซีแอลพี ผู้นำทางด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก และบริษัท Diamond Generating Asia Limited ในเครือมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตอุปกรณ์โรงไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ผ่านบริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด หรือ Natural Energy Development Company Limited – NED
ลพบุรี โซลาร์ ได้นำเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cell) ซึ่ง เป็นเทคโนโลยีที่พึ่งพาวัตถุดิบอย่างซิลิคอนต่ำกว่าการผลิตแบบเดิม และมีความเหมาะสมกับอากาศร้อนของประเทศไทยเข้ามาใช้ที่สำคัญ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งนี้ ยังมีส่วนร่วมในการช่วยประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้น บรรยากาศได้มากกว่า 1.3 ล้านตันตลอดอายุการดำเนินโครงการ 25 ปี และช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้มากถึงปีละ 35,000 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาคมโลกที่เมือง โคเปนเฮเกนในเรื่องของการร่วมกันดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก นอกจากนี้ ผู้พัฒนาโครงการยังมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตอีก 11 เมกะวัตต์ ในบริเวณพื้นที่เดียวกัน รวมทั้งสิ้นเป็น 84 เมกะวัตต์ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสปีมหามงคลแห่งการบรมราชาภิเษกปีที่ 60 และเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี 2554 และ เตรียมสร้างศูนย์นวัตกรรมพลังงานทดแทนในพื้นที่โครงการ โดยเน้นพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ซึ่งจังหวัดลพบุรีจะมีแหล่งเรียนรู้ และจุดท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากเขื่อนป่าศักดิ์ชลสิทธิ์และทุ่งดอกทานตะวัน รวมถึงชุมชนและพื้นที่รอบข้างจะมีรายได้เพิ่มเติมจากการเยี่ยมชมของนักท่อง เที่ยวและผู้มาศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พฤศจิกายน 2554 จึง นับเป็นช่วงเวลาที่คนไทยจะได้เห็นต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ ที่สุดในโลก และร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย … ผู้ทรงเป็นทั้งนักคิด นักค้นคว้า และนักบุกเบิกด้านพลังงาน
9.     จังหวัดลำปาง ลำปางเมืองเซรามิก นอก จากจะนึกถึงรถม้าแล้ว ที่สำคัญเมืองนี้ยังมีของดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เซรามิกลำปาง ซึ่งว่ากันว่า เดิมทีชาวจีนที่มีฝีมือการทำเซรามิกอพยพจากเมืองจีนมาอยู่ในเมืองไทย นิยมผลิตถ้วยข้าวต้มวาดลวดลายไก่โต้งลงไป หรือที่เรียกกันว่าชามไก่ ชนกลุ่มนี้ภายหลังโยกย้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองลำปาง จึงนำความรู้ความชำนาญในการทำชามไก่มาเผยแพร่ ประกอบกับเมืองนี้มีวัตถุดิบในการผลิตเซรามิกเป็นดินขาวจำนวนมากด้วย
10. จังหวัดอ่างทอง ชุมชนเอกราชหมู่บ้านทำกลอง หมู่บ้านทำกลองก็เป็นแห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งรวมมรดกล้ำค่าจากภูมิปัญญาชาว บ้านหาชมได้ยาก ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแพ ต.เอกราช อ.ป่าโมก หลังตลาดป่าโมก ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา การเดินทางใช้ถนนสายใน ผ่านหน้าที่ว่าการเทศบาลอำเภอป่าโมกซึ่งขนานไปกับลำคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ 17 กม. ชาวบ้านแพเริ่มผลิตกลองมาตั้งแต่ พ.ศ.2470 เมื่อได้เข้ามาเยี่ยมชมหมู่บ้านแห่งนี้ท่านจะได้รับความคุ้มค่ายิ่ง นับว่าเป็นการร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดศิลปะเหล่านี้ไว้ โดยท่านจะได้เรียนรู้กรรมวิธีการทำกลองแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด โดยการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ งานที่ออกมาแต่ละชิ้นมีความประณีตงดงามสีสันมากมาย ที่สำคัญมีกลองรูปทรงขนาดใหญ่ยาวที่สุดในโลกตั้งอยู่หน้าบ้านกำนันหงษ์ฟ้า หยดย้อย กลองกว้าง 36 นิ้ว 92 เซนติเมตร ยาว 7.6 เมตร ทำจากไม้จามจุรีต่อกัน 6 ท่อน สร้างปี 2537 ใช้เวลาสร้างประมาณ 1 ปี ให้ท่านได้สัมผัสด้วย พร้อมด้วยกลองขนาดเล็กๆ ซึ่งเป็นของฝากสามารถพกพาได้สะดวกง่ายดาย รับรองท่านจะได้สินค้าดีมีคุณภาพราคาย่อมเยากลับไปแน่ กลองแห่งหมู่บ้านทำกลองแห่งนี้ที่มีคุณภาพ ประณีต สวยงามแห่งเดียวในประเทศชุมชน ตำบลเอกราช อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ได้รับการถ่ายทอดการทำกลองมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย โดยคนแรกที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาคือ คุณตาเพิ่ม ภู่ประดิฐ แกเป็นนักดนตรี คิดประดิษฐ์ทำขึ้นใช้ในวงของตนเอง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง มีชื่อเสียงมาแต่โบราณว่าเป็นแหล่งผลิตกลองมีคุณภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ไทย ปัจจุบันกลองดีตีดังจากป่าโมกยังบินไกลไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อเมริกา ประเทศแถบยุโรป หรือกระทั่งแอฟริกา แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผู้ผลิตต้องใช้เวลาไม่น้อยในการสั่งสมความชำนาญ เพื่อสามารถกุมโอกาสเหมาะด้านการตลาดที่มาถึงได้อยู่มือ
ข้อมูลจาก : http://www.oknation.net/blog/akom/2011/05/09/entry-1

4 thoughts on “เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์

  1. พี่ส่งเอกสารสรุปโครงการฯ ไปให้กับประกาศของกรมทรัพย์สินทางปัญญา… ลองติดต่อขอเอกสารจาก สนง.พาณิชย์จังหวัด … งานนี้น่าจะมอบหมายให้เป็นกิจกรรมหนุ่มสาวเมืองเพชร ถ้าจะดีมั๊ยอ่ะ

  2. ที่อยากจะเล่าแล้วลืม ..พี่กลับไปที่สวนตาลกีอนับครั้งไม่ถ้วน ยังมีคนไปเยี่ยมเยียนอย่างสม่ำเสมอ …. คิดถึงลุงแกเหมือนกันเพราะยังไม่ทำตามสัญญาเลย ไปแต่วุ้นลูกตาลยังไปไม่ถึงสักที

  3. นครปฐม “เมืองส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ข้าวหลามหวานมัน สนามจันทร์งามล้น …) ยังไม่ติดอันดับ 1ใน10 อีกหรือ ฉะนั้นคงต้องฝาก กลุ่มโครงการแหล่งท่องเที่ยวเมืองนครปฐม ช่วยกันสร้างสรรค์ให้เมืองนครปฐม เป็นที่รู้จัก ลือเรื่อง เมืองอาหารอร่อย นะจ๊ะคนดี …

  4. จังหวัดเพชรบุรีมีความสำคัญหลายด้านนะ มรดกความทรงจำแห่งโลก ลำดับถัดไปต่อจากจารึกวัดโพธิ์ คุณหญิงแม้นมาสบอกว่า​คณะทำงานกำลังลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลและเอกสารของ จ.เพชรบุรี เพราะเป็นจังหวัดที่มีเรื่องราว​ความสำคัญเกิดขึ้นในอดีตมากมาย ซึ่งศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหา​ราช ได้กล่าวอ้างถึง
    มติชนสุดสัปดาห์. 31, 1610 (24-30 มิ.ย. 54) : 18

Leave a Reply