เมื่อผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสาคร “สมุทรสาคร” เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่มีแค่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้ว แต่เมื่อมอง “สมุทรสาคร” อย่างลึกซึ้ง ก็จะพบว่า “สมุทรสาคร” มีสิ่งดี ๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งสถานที่และอาหารการกิน โดยเฉพาะอาหารทะเล และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด คือ ศาลพันท้ายนรสิงห์ ณ อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์ ตั้งอยู่บริเวณปากคลองโคกขาม หมู่ 7 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอนุสาวรีย์แห่งความซื่อสัตย์ รักษากฎระเบียบ กฎมณเฑียรบาล ยิ่งกว่าชีวิตตน กลายเป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พันท้ายนรสิงห์ ปรากฏอยู่ในแบบเรียนของรัฐบาลเพื่อเป็นตัวอย่างของพลเมืองที่ดีของรัฐ นอกจากนี้เรื่องราวของพันท้ายนรสิงห์ ได้นำมาผลิตเป็นภาพยนตร์ประมาณต้นทศวรรษที่ 2490 ยิ่งทำให้พันท้ายนรสิงห์ กลายเป็นสัญลักษณ์ในเรื่องของความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน และยังเป็นที่นับถือของชาวบ้านเป็นอย่างมาก
ตามประวัติ พันท้ายนรสิงห์ เป็นชาวบ้านนรสิงห์ แขวงเมืองอ่างทอง (ปัจจุบันคืออำเภอป่าโมกข์ จังหวัดอ่างทอง) มาเป็นนายท้ายเรือพระที่นั่งเอกไชย อยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ)
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 เสด็จโดยเรือพระที่นั่งเอกไชยไปประพาสทรงเบ็ด ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงโปรด ณ ปากน้ำ เมืองสาครบุรี (ปัจจุบัน คือ จังหวัดสมุทรสาคร) พันท้ายนรสิงห์ทำหน้าที่คัดท้ายเรือ ครั้นเรือพระที่นั่งถึงตำบลโคกขาม คลองโคกขาม คดเคี้ยวมาก ชาวบ้านเรียกว่า “เจ็ดคดเจ็ดเลี้ยว” เรือแล่นเร็วตามกระแสน้ำเชี่ยว เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุหัวเรือพระที่นั่งชนกิ่งไม้ใหญ่จนโขนเรือหักตกลงในน้ำ พันท้ายนรสิงห์กราบบังคมทูลพระเจ้าเสือให้ประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล พระเจ้าเสือทรงจำฝืนพระทัย ตามพระราชกำหนดที่วางไว้ จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ แล้วให้ทำศาลเพียงตา ให้เอาศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับโขนเรือพระที่นั่งเอกไชยที่หักขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกันบนศาลนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดี และการรักษาระเบียบวินัยยิ่งชีวิต ซึ่งต่อมากรมศิลปากรได้สร้างศาลขึ้นใหม่แทนหลังเก่าที่พังลงมา ภายในศาลมีรูปปั้นของพันท้ายนรสิงห์ขนาดเท่าคนจริงอยู่ในท่าถือท้ายคัดเรือ
และภายในอุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งไม่ห่างจากศาลมากนัก ยังมีหลักประหารพันท้ายนรสิงห์ จัดแสดงอยู่ซึ่งเป็นท่อนไม้ที่เชื่อว่าเป็นหลักสำหรับประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ และสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานถึงความซื่อสัตย์และวินัยของพันท้ายนรสิงห์
จากการสักการะเยี่ยมชมครั้งนี้ ผู้เขียนคิดในใจว่า ไม่เคยคิดว่า จะได้มาดู มาสักการะท่าน “พันท้ายนรสิงห์” นับเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมอีกครั้งหนึ่งของผู้เขียน หากมีโอกาสไปกราบสักการะท่านกันนะคะ
ภาพประกอบ
อ้างอิง
โดม ไกรปกรณ์. (2543). พระเจ้าเสือและพันท้ายนรสิงห์ในหลักฐานประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา. ศิลปวัฒนธรรม, 21(10), 120-123.
ธนพงศ์ จิตต์สง่า. (2557). การมองพันท้ายนรสิงห์ในบริบททางประวัติศาสตร์ไทย. วารสารไทยคดีศึกษา, 11(1), 81-126.
พันท้ายนรสิงห์ คนต้นแบบข้าราชการไทย. (2548). หลักเมือง, 15(177), 15-18.
ลีโอนิกด์. (2552). “พันท้ายนรสิงห์” สัญลักษณ์ความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์. The City Journal, 5(101), 88-89.
ศาลพันท้ายนรสิงห์ [ป้ายประวัติ]. (2568, ตุลาคม 23). ศาลพันท้ายนรสิงห์. สมุทรสาคร.






