บางคนที่ได้รับ fw เมล์ กันบ่อยๆ อาจเคยได้อ่านเรื่องนี้มาแล้ว ตัวเองเคยเห็น fb ของอาจารย์ท่านหนึ่ง บอกกับตัวเองว่าน่าสนใจขึ้นบัญชีไว้เพื่ออนาคต เพราะชอบชื่อของโครงการ
สัปดาห์ก่อนค่ำๆ ของวันศุกร์โทรคุยกับเพื่อนรัก พอรับสายปั๊บคุณเธอถามว่าถึงไหน เพราะชอบทำแบบนี้กันประจำ พอรุ่งขึ้นจึงชวนกันไปหัวหิน โดยมีโครงการชั่งหัวมัน เป็นเป้าหมาย
ไปตอนสายๆ กว่าจะบึ่งรถถึงก็ตกบ่าย … หัวหินกลายเป็นเมืองใหญ่ ทันสมัย โออ่า ผ่านเพลินวานที่สุดแสนจะฮิต ที่เที่ยวแห่งใหม่ที่ไม่ไปไม่ได้ …ผ่านไป ยังไม่ถึงเวลาไว้ย้อนกลับมาตอนค่ำๆ
หลังจากที่ทำภารกิจเยี่ยมญาติและกิจกรรมเที่ยวอื่นๆ แล้ว เป้าหมายต่อไปคือ “โครงการชั่งหัวมัน” ส่วนไปอย่างไรทิศทางไหนไม่ทราบเนื่องจากไม่ได้ขับรถเอง ส่วน พขร.ก็ไม่รู้ไปตามที่เจ้าถิ่นบอกให้เลี้ยวซ้ายขวา ส่วนเจ้าถิ่นใช่ว่าจะบอกถูกต้องโทรถามคนที่บ้าน ส่วนเราสองคนที่เป็นคนในบ้านจึงสบายไม่ต้องทำอะไรเลย
ในที่สุดก็มาถึง โครงการชั่งหัวมันของในหลวง ตั้งอยู่ที่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี … มีข้อมูลมากมายในเว็บไซต์ต่างๆ สรุปได้ความว่า
“เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับที่พระราชวังไกลกังวล ทรงมีพระประสงค์ให้นำมันเทศที่ชาวบ้านนำมาถวายวางไว้บนตาชั่งแบบโบราณ แล้วพระองค์ทรงพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ซึ่งพอพระองค์พระราชดำเนินกลับไปยังพระราชวังไกลกังวล จึงพบว่า มันเทศที่วางไว้บนตาชั่งมีใบงอกออกมา พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้นำหัวมันต้นนั้นไปแยกกระถางปลูกไว้ในวังไกลกังวล แล้วทรงมีพระราชดำรัสให้หาพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศ
โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ เป้าหมายต้องการให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยเลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูกโดยให้ภาครัฐกับชาวบ้านร่วม ดูแลด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด เช่น กรมที่ดินได้ให้หมอดินที่มีความชำนาญมาสำรวจพื้นที่เพื่อปรับปรุงดิน ขณะที่ชาวบ้านซึ่งมีความรู้ในการปลูกหน่อไม้ฝรั่งก็เข้ามาร่วมคิดกับทาง เกษตรจังหวัดฯ
ขณะเดียวกันยังใช้วิกฤติเป็นโอกาสด้วยการติดตั้งกังหันลม 10 ตัว เพื่อขายให้กับการไฟฟ้าฯ เพราะพื้นที่บริเวณนี้เป็นช่องเขามีลมพัดผ่าน แม้จะมีความแห้งแล้ง โดยปลายปีนี้จะติดตั้งกังหันลมเพิ่มอีกเป็น 20 ตัว โดยจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุน 20% ต่อปี ตลอดจนทำให้ที่แห่งนี้มีกังหันลมมากที่สุดในประเทศ ขณะเดียวกันสิ่งที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงได้คือ ไฟฟ้าจะไม่ตกเพราะพลังงานสะอาดที่ได้จากกังหันลมส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ใกล้กับ ทะเลที่เป็นต้นทางทำให้เวลาจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังชาวบ้านที่ห่างไกลกำลังไฟจะ ต่ำลง แต่หากมีการตั้งกังหันลมการผลิตไฟฟ้าบริเวณปลายทางจะทำให้กระแสไฟฟ้ามีกำลังสูงกว่า”
ไปแล้วก็รื่นรมย์สมอุรา… ส่วนน้องเต็มไม่ได้ไปโทรมาถามพ่อแม่ว่า มีมันเยอะมั๊ย แล้วแสดงภูมิรู้ภาษาไทยว่า เรื่องนี้มีสอบแบบ คือ ชั่งหัวมัน ว่าหนักกี่กิโล กับ ช่างหัวมัน ที่แปลว่าไปให้พ้นๆ ไม่ต้องสนใจ 555 ใช้ได้แฮะ
ดูท่าทีแล้วต่อไปคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ติดตลาดแน่นอนเลยทีเดียวเชียว เพราะตอนเย็นอากาศดี พื้นที่โล่ง เหมาะกับการขี่จักยานชมพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา
เอาเรื่องราวมาฝากพวกเราเผื่อจะได้ไปเที่ยวกันบ้างและเห็นว่าเป็นเรื่องราวของภาคตะวันตก ไว้รอให้อะไรเรีบร้อยจะเขียนเป็นเรื่องเป้นราวมากกว่านี้ค่ะ

ศาลพระภูมิเก่าๆ ระหว่างทาง ทุกคนต้องชะรอ ชัวร์!

ป้ายชื่อโครงการ

สาเหตุ

กังหันลมผลิตไฟฟ้า

แหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
เพิ่งจะตัดข่าวไปเมื่อสัปดาห์ก่อนเกี่ยวกับโครงการนี้ ถ้าจำไม่ผิดเป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ อ่านชื่อโครงการแล้วก็นั่งหัวเราะ ตอนแรกที่อ่านเพราะสนใจชื่อโครงการเพราะอยากทราบที่มาของชื่อเห็นชื่อแปลกดี อ่านไปอ่านมา อ้าว! อยู่เพชรบุรี เกี่ยวกับศต.นี่นา เห็นในข่าวบอกว่า ตอนแรกชาวบ้านคิดว่าท่านตั้งชื่อโครงการแบบประชดประชันหรืออย่างไร แต่ผู้ที่เกี่ยวของกับโครงการบอกว่า สาเหตุของชื่อก็มาจากที่พี่ปองเขียนแบบข้างต้น ยังคิดเลยว่า เมษานี้ตอนพาลูกไปหาปู่จะแวะสักหน่อย แม้มีคนตัดหน้าไปเสียแล้ว…
แหม๋…ตัดหน้ากันหลายคนเลยทีเดียวเชียวล่ะน้องเอก…
เพราะพี่ก็กำลังหาข้อมูลโครงการนี้จะไปTrip อยู่พอดี ก็ได้FW Mail มาจากมิตรรักแฟนเพลงซักระยะแล้ว ก็สนใจกะว่าปิดเทอมนี้จะไปเที่ยวท่องล่องตามประสาครอบครัวที่ต้อง(Must)มีกิจกรรมทุกปิดภาคเรียน(ถ้าไม่ติดขัดอันใด)เพราะเหมือนว่าให้รางวัลกับตัวเองปีละ 2 ครั้ง (เป็นอย่างน้อย)ก้อ..เรื่องเที่ยวนี่…มันไม่ได้จริงๆ ปิดเทอมทีไรคิดถึงทะเลทุกที…ไปนอนอ่านหนังสือน่ะ…ส่วนชีวิตอื่นๆ ในครัวเรือน ก็ตามสบายใจเขาค่ะ คุณแม่จะอ่านไม่ยุ่งกะใคร เพราะตั้งกะเป็นบรรณารักษ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลุดจากการเป็นแค็ตตาล็อกเกอร์(หรือ.เซ่อ..ก็ได้)ซึ่งตอนนั้นก็ยังดีที่ได้อ่านแบบชิมๆ ดมๆ แต่ตอนนี้ชีวิตห่างหายไปจากการอ่านแบบ appreciation เสียเหลือเกิน(คำนี้ตอนเรียนวิชา Art Appreciation กับ อ.ไพโรจน์ สโมสร ชอบเสียมากมาย เพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบหลายหลากทีเดียว โดยเฉพาะ”น้องกกไข่” ที่เป็นฝีมือ sculpture แบบลอยตัวชิ้นแรกในชีวิต ที่ทนน้องรูมเมทออดอ้อนขอไว้ดูต่างหน้าก่อนจบไม่ได้..เสียดายจัง) เพราะฉะนั้นช่วงพักผ่อนที่ได้ไปพักจึงมิพักชักช้าที่จะขนหนังสือหนังหาที่เพียรซื้อสะสม(รออ่านตอนเกษียณ)ไปหนึ่งกอบ แต่จะอ่านได้กี่่มากน้อยก็ขึ้นกับกิจกรรมในการเดินทางครั้งนั้นๆ
แต่คราวนี้คงต้องเปลี่ยนโปรแกรมกระทันหัน เพราะได้การบ้านมาตั้งกะอาทิตย์ก่อนว่า วิเคราะห์และโสตฯ เป็นFirst priority สำหรับTripยาวปีนี้ ซึ่งเมื่อวาน หรือวันก่อน…ประมาณนั้น คุณพี่แมว ท่าน หน.หอฯ ก็กระตุ้นมาอีกครั้งให้รีบๆแจ้งมาว่าจะอะไร…ไปไหนก็ยังคุยกับพี่หน่อยและแจ้งกับพี่แมวไปเช่นกันว่าสนใจไปดูโครงการใหม่ของในหลวงที่เพชรฯ แต่ยังไม่ได้แจ้งรายละเอียด เพราะยังหาข้อมูลหลักที่จะไปให้เป็นวงรอบให้ครบ Trip ไม่เสร็จ วันนี้พี่ทั่นก็แจ้งกระทัน ให้ไปเป็นมวยแทนพี่หน่อยฟังการบริหารมหา’ลัยภายใต้ภาวะการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบัณฑิตฯ จัดที่ตลิ่งชัน ประเด็นนี้แล้วค่อยขยายความต่อค่ะ
ต่อเรื่องโครงการพระราชดำริล่าสุด “ช่างหัวมัน” ก็เอาเกร็ดมาฝากเพิ่มเติมละกัน อาจจะคนละแนวกับที่คุณพี่สมว่ามา…เป็นว่าเดี๋ยวค่อยไปตามล่าหาความจริงกันต่อละกัน…แนวนี้บอกว่า โครงการนี้มีที่มาจากการที่ข้าราชบริพารในพระองค์มาซื้อที่ดินบริเวณนี้เพื่ออยู่อาศัย ปลูกพืชผล เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงสนพระทัยจึงเสด็จฯ มาทอดพระเนตรที่ดินและได้ทรงซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวจำนวน 250 ไร่ สำหรับเพาะปลูกพืชทำเป็นโครงการตามพระราชดำริ ชาวบ้านที่มารับเสด็จฯ ได้นำมันเทศที่ปลูกมาทูลเกล้าฯ ถวาย แต่เมื่อเสด็จฯ กลับมิได้ทรงนำมันหัวนั้นไปด้วย แต่เมื่อเสด็จฯ กลับมาอีกครั้งทรงพบว่ามันหัวนั้นงอกเป็นต้น จึงมีพระราชดำรัสว่ามันอยู่ที่ไหนก็งอกได้ จึงมีพระราชดำริให้จัดเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชต่างๆ โดยเน้นที่พืชท้องถิ่นของเพชรบุรี เช่น มะพร้าว ชมพู่เพชร มะนาว กะเพรา สัปปะรด ข้าวไร่พันธุ์ต่างๆ และทรงมีพระราชดำริให้ปลูกแปลงทดลองมันเทศในที่ดิน ทรงให้ปรับปรุงระบบระบายน้ำที่อ่างเก็บน้ำหนองเสือ เพื่อใช้ในโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ และเมื่อกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานชื่อโครงการ พระองค์จึงตรัสว่าชื่อ “ชั่งหัวมัน” ก็แล้วกัน ชื่อโครงการชั่งหัวมันนี่ก็เป็นชื่อโครงการที่แปลก อาจตีความได้เหมือนกันว่ามีความหมายอะไรมากกว่าการชั่งตวงวัดปกติหรือเปล่า เพราะถ้าตีความตามสำนวนไทย ชั่งหัวมัน(ช่างหัวมัน) ก็จะหมายถึง “ไม่ต้องไปสนใจ อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ใครจะทำอะไรก็ทำไป เราไม่ต้องไปใส่ใจ” พระองค์ท่านเป็นนักปราชญ์มีสายพระเนตรยาวไกลและความคิดที่ลึกซึ้งก็อาจเป็นได้ที่ทรงสื่ออะไรที่มีความหมายลึกซึ้งมากกว่า เป็นว่าเช่นเดิมละกัน ถ้าTrip ที่กำลังใช้ความเพียรอยู่นี้ Ok ก็น่าจะมีอะไรมาขยายความต่อให้ชัดเจนกว่านี้ แล้วจะเก็บข้อมูล ศต.มาฝากละกันนะน้องเอก