มีโอกาสได้อ่านเสวนาศิลปากร ซึ่งออกมาแล้ว 3 ฉบับ (ฉบับล่าสุดเพิ่งได้รับเมื่อกี้) เป็นจุลสารฉบับบางๆ ธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาและสะดุดตาตั้งแต่แรกคือชื่อ เพราะเป็นคนชอบฟังการเสวนาแบบกันเองแบบไม่มีพิธีรีตรอง มากกว่าการสัมมนาที่มีรูปแบบอลังการ รวมไปถึงอาหารว่างชั้นเลิศ ที่แพงกว่าอาหารกลางวันในชีวิตปกติ จึงรีบคว้าหมับจากโต๊ะพี่แมวมาอ่าน
ฉบับแรกยังไม่เห็น แต่ฉบับที่สองมีธีมว่า ผู้คนของ “เรา” ท่านอธิการบดีเขียนเรื่อง “ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานราชการ” และตามประสาคนที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรอยู่บ้างจึงรีบเปิดอ่านอย่างไม่รอช้า ถูกใจและดูว่าเราจะหลุดไปบ้างไหม ส่วนเรื่อง commitment กับหน่วยงาน ได้เขียนไปหนึ่งประโยคใน CONSAL ตอนทุลักทุเล เมื่อวานก็พูดถึงเรื่องนี้ตามความเข้าใจในกิจกรรม IT Update และยกตัวอย่างเรื่องบางเรื่องที่เราได้ทำไปแล้วและคิดจะทำ เช่น ปีที่ผ่านมาผู้ไปดูงานที่มหาวิทยานเรศวรกลับมาเล่าว่าที่นั่นตกแต่งบริเวณมหาวิทยาลัยดีมาก ก็บอกไปว่าเราทำเท่าที่เราทำได้ ในที่สุดรอบๆ หอสมุดพระราชวังสนามจันทร์ก็เรียบร้อยและสวยงาม ส่วนปีนี้หรือปีหน้ามีคนเสนออยากให้การจัดกิจกรรมกีฬาก็บอกไปว่าเจ้าภาพก็นาจะเป็นผู้ที่เป็นนักกีฬาที่กำลังจะไปแข่งในปลสายเดือนนี้และผู้ที่กำลังจะเป้นนักกีฬาในปีหน้า หากใครอยากอ่านฉบับสมบูรณ์หาอ่านได้ที่ห้องวารสาร
ส่วนฉบับใหม่ที่ได้รับคือฉบับที่สามเป็นเรื่องของ กิจกรรมของ “เรา” ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องนี้ออกมา ถ้ารู้จะไปร่วมวงด้วยคนเพราะเรื่องราวของพวกเราเยอะมาก ขณะที่เขียนกำลังอ่าน “ความในใจ” ซึ่งเทียบเคียงได้กับ บทบรรณาธิการ ท่านพูดถึงประเด็นของ สตง. จึงอดใจไม่ได้ที่จะต้องเขียนถึง “เสวนาศิลปากร” โดยพลัน เพราะว่าถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของศิลปากรที่อธิการบดี ได้มาเสวนากับบุคลากร
มื้อกลางวันที่ผ่านมาได้คุยกันถึงประเด็นเรื่อง การทำงาน การรับฟังความคิดเห็นจากคนแปลกหน้า ผู้ร่วมวงสนทนาทั้งสามคนสรุปว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองโดยเฉพาะการมองอะไรที่กว้างขึ้น เห็นอะไรเป็นองค์รวม การช่วยกันคนละไม้ละมือในการสร้างนวัตกรรม หรือเป็นตัวขับเคลื่อนหน่วยงานมุ่งไปข้างหน้า (ให้เหมือนคนเวียดนามกำลังข้ามถนน) เชื่อว่าเราจะถึงจุดหมายเร็ว (หากไม่มีรถเชี่ยวหรือชนเสียก่อน) เพราะวิสัยทัศน์ที่เขียนไว้ หากไม่แปลงมาเป็นการกระทำไม่ว่าอีกสักกี่ปีก็คงจะเหมือนเดิมซึ่งพวกเราบอกว่ายอมไม่ได้
ในฐานะที่มีส่วนอยู่บ้างในการผลักดันให้เกิด social networking ในศิลปากรโดยใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งกลาง การมี social dialogue แบบนี้ขึ้นมาโดยผู้บริหารระดับสูงนับว่าถูกใจมากมาย ลองเข้าไปคุยกับผู้จัดทำได้ที่ sawanasilpakorn@gmail.com ก็แล้วกันนะคะ
3 thoughts on “เสวนาศิลปากร”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ปอง
หนูเป็นคนคิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับท่านอธิการบดี เออ ป้าว่านะ เมื่อคิด ๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่ไม่มีใครสานต่อ หรือมีใครแต่ไม่มากนัก(สิ่งที่คิดมากกว่า) หรือมีใครแต่กึ๋น ตามสิ่งที่คิดไม่ทัน หรือมีใครมีกึ๋นแต่ไม่ต้องการแสดงออก เพราะ… ใครๆก็ชอบเป็นโคนันทวิศาล ชอบการยกย่อง ชมเชย ให้เกียรติซึ่งกนและกัน
ชาวหอสมุดทุกคน(ทุกระดับ) กล้าแสดงออก มีอะไรช่วยกันคิดช่วยกันทำ ไม่กลัวป้าแมว หรือไม่กลัวหัวหน้าฝ่ายแม้แต่คนเดียว ทำไมเป็นอย่างนี้ คิดดูเถอะ ป้าแมวภูมิใจมากที่หอสมุดของเราเป็นที่ชื่นชมจากทุกสารทิศ สอบถามนักศึกษาดูก็ได้ ก็ความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน
อ่านเรื่องนี้แล้ว คิดว่าคนฝั่งหม่อมหลวงปิ่นเชยมากๆ เลย ได้ยินแต่ชื่อวารสารเล่มนี้ แต่ยังไม่เคยได้อ่าน ยังไม่มีโอกาสได้อ่านเสวนาศิลปากรเลย มันวางอยู่แถวไหนล่ะ ขอยืมมาอ่านบ้าง ขอบคุณค่ะที่บอกเล่าเรื่องนี้สู่กันฟัง หากวางอยู่บริเวณที่เซ็นชื่อ ต้องขออภัยด้วยที่ไม่เคยเห็น เพราะต้องรีบมาทำงานเนื่องจากตึกปิดเร็ว กลัวงานจะค้างมาก
สอบถามอีกข้อนะคะ เพราะตอนที่มาตอบกระทู้นี้ที่บ้าน รู้สึกว่าฟอนต์ตัวเล็กมากๆ เลย ทำอย่างไรจะทำให้ตัวมันโตขึ้นกว่านี้ หรืออยากตอบในกะทู้ให้ตัวใหญ่กว่านี้ ทำได้ไหม ช่วยชี้แนะด้วย
ต้องบอกว่า โคตะระเชย ล้าสมัย ก็ฉบับที่ ๑ หอสมุดไม่ได้รับเลยสักฉบับ ( เร่งให้อาทิตาติดตามหามาให้ครบด้วยแล้ว)หลังได้รับฉบับที่ ๒ สำหรับฉบับที่ ๒ ได้มาจากสำนักเลขาเพียง ๒ ฉบับ ส่งให้งานพัฒนาฯ นำออกบริการผู้ใช้ ๑ วางอ่านที่โต๊ะเซ็นชื่อตอนเช้า ๑ ก็เห็นหลายคนนั่งอ่านหยิบอ่าน ฉบับล่าสุดฉบับที่ ๓ ได้มาเมื่อวาน (๓๐ ธันวาคม) ๕ ฉบับ ให้งานพัฒนาฯ ไป ๒ (สำหรับออกบริการ ๑ อ่านในฝ่าย ๑) ให้ฝ่ายโสตฯ ๑ (แบ่งปันชั้น ๓ ๒ ๑ อาคารหม่อมหลวงปิ่นด้วยเน้อ) ให้ฝ่ายบริการกับ IT ๑ ฉบับ อีกฉบับหนึ่งป้าแมว และธุรการ และคนอื่นๆอ่าน ซึ่งจะได้เก็บไว้ที่โต๊ะเซ็นชื่อต่อไป