น้อยใจ ใจน้อย และแรงเหวี่ยง

Front cover of
Image via Wikipedia

เรื่องนี้ตั้งใจเขียนตั้งแต่ไปสัมมนาที่อู่หลง แต่ก็ยังเขียนไม่จบสักที เมื่อวานเข้ามาเขียนเรื่องวิทยาการรหัสลับ จึงคิดว่าน่าจะตั้งอกตั้งใจเขียนซะให้จบ

เพราะมีคนบอกว่าคลาสสิค อันมีความหมายว่า แม้จะเก่าแก่อย่างไรก็ยังใช้ได้ในปัจจุบัน เช่น เพลงคลาสสิค วรรณกรรมคลาสสิค

อ๊ะๆ ฉับพลันไพล่ไปนึกถึงเรื่อง ชื่อเรื่องแบบฉบับ  อ๊ะเป็นไปได้ไงเนี่ย

ตัวเรานี้แปลก มักมีแต่คนมาให้คำถามให้ได้คิดอยู่เรื่อย ลองก้มมองสารรูปตัวเองว่าเป็นกระโถน หรือกูรู หรือกรูทำเป็นรู้  พอคุยๆ กัน ก็จะมีคำสั่งว่าเขียนฺ blog ด้วยนะเจ๊

แม๊มีสั่ง ….. แต่ไม่เคยคิดจะเขียน 555 ตัวเราเขียน จึงบอกได้เต็มปาก

เมื่อได้รับคำถาม ทำให้เราคิดมาก พอคิดไม่ออกเพราะหมดปัญญา ก็ต้องไปหาหนังสืออ่าน อ่านไม่รู้เรื่องก็ไปถามผู้รู้ให้มาช่วยกันปวดหัว วนเวียนแบบนี้ แถมยังต้องมีภารกิจเขียน จนงงตัวเองแล้วว่าปัจจุบันมีอาชีพเป็นบรรณารักษ์ หรืออาชีพอะไรกันเนี่ย

เอาน่ามีคนมาถาม ก็น่าจะมีความรู้พอให้คำตอบเขาได้ หรือมีคนมาขอให้พูดแทน ทั้งที่รู้แก่ใจว่าโดนหลอก ก็ยังดี (วะ)  ที่ได้พูด หุหุ

คำถามล่าสุดเป็นด้วยเรื่องของบรรดาหลานๆ เกิดอาการน้อยใจ จึงปรึกษาแม่ ข้างแม่ก็นำมาเป็นหัวข้อสนทนา นำเสนอให้ท่านป้าช่วยพิจารณา ความว่า….

เพื่อนในห้องทำเรื่องเดียวกัน แต่ทำไมได้รับการปฏิบัติจากครูต่างกัน

ทั้งที่เรื่องความต่าง เป็นเรื่องคู่โลก แต่กลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนักต่อความเข้าใจ ถ้าเป็นสมาชิกห้องสมุดจะบอกให้ไปอ่านเรื่อง Opposite Match the Opposite to Opposite Eating https://snc.lib.su.ac.th/snclibblog/?paged=2

บอกน้องๆ ไปว่า แล้วสิ่งที่ที่กระทำสมควรได้รับข้อตำหนิหรือไม่ ถ้าใช่ ลูกเจ้าก็จงน้อมรับ ส่วนคนอื่นๆ ก็ไม่ต้องไปสนใจ

ส่วนเรื่องของครูเอาไว้เรียนรู้ว่า เมื่อใดที่เราต้องทำหน้าที่แบบนั้น จงอย่าไปทำในสิ่งเดียวกัน ที่วันนี้เรามองแล้วไม่ถูกใจ

เข้าใจ๋บ่…  มวลหมู่แม่ตัวจริงและแม่ตัวปลอมรุมกันตอบว่า กะแล้วต้องพูดแบบนี้  (กะแล้ว ถามทำไมฟระ)

ตัวเองมีลูกบอกลูกไปแบบนี้เหมือนกัน เพราะป๊าป๋าสอนมาแบบนั้น  แต่ความที่เป็นเด็กจึงใจน้อย จากเท่ากำมือลดลงไปเท่าปลาซิว  เพราะมีความรู้สึกว่า…

อันตัวเขานั้น โดนครูสั่งสอนบ่อย คะแนนความประพฤติตัดไปหลายแล้ว ส่วนเพื่อนทำไมไม่เ้ค้ย ไม่เคย แม้สักปลายเล็บ สงสัยทำบุญมาดี พาลคิดไปถึงฐานะและชาติตระกูล เปรียบเทียบตัวเองเป็นนางเอกลูกเมียน้อย เมียหลวง หรือลูกกิ๊กไปโน่น

ช่างคิดแบบไต่ระดับกันซะจริง

ข้อสังเกตที่บอกแม่ๆ ไปคือ หากลูกหลานเราฝึกฝนตัวเองตั้งแต่เด็กๆ รู้จักทบทวน แก้ไข ลงมือทำ เรียนรู้  พวกเขาจะโตทั้งร่างกาย จิตใจและสมอง หน้าที่ของเราคือดูแล อย่าไปทำแทนซะทุกเรื่อง การบ้านลูก ลูกต้องทำ ความผิดของลูก ลูกต้องรับ อย่าไปโยนให้ใคร เราต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจ

เมื่อโตขึ้นพวกเขาจะก้าวผ่านเรื่องแบบนี้ไปได้ง่ายอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ที่สำคัญบรรดาพ่อๆ แม่ๆ อย่าได้ถือหาง (ทั้งที่ไม่มี… ) ฟูมฟายไปกับลูกน้อยกลอยใจ  เพราะไม่ว่าใครหน้าไหนก็ช่วยใครไม่ได้ตลอดชีวิต

ลูกเราก็ยังเด็ก ไม่รู้จะโตขึ้นไปเป็นคนประเภทไหน …. ภาวนาแต่ว่าสิ่งที่พร่ำสอนน่าจะติดตัวไปบ้าง จะได้ไม่เป็นภาระในเชิงการอยู่ร่วมกันกับใคร หวังไว้แค่นั้น…

เลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องง่าย และพอฟัดพอเหวี่ยงกับการทำงาน แต่การทำงานนั้นน่าฟัด และมีการเหวี่ยงมากกว่า เพราะมีตัวแปรที่ซับซ้อนทั้งในเรื่องของความรู้ ความคิดและประสบการณ์

แรง คือ สิ่งที่ก่อให้เดิดความเร่ง ดังนั้นจะเป็นแรงดึง แรงดัน แรงเหวี่ยง ทำให้น้อยใจได้ทั้งนั้น นึกถึงเซอร์ไอแซค นิวตัน ที่ได้อธิบายกฎสามข้อของแรงไว้ในหนังสืเรื่อง  The Philosophiae Naturalis Principia Mathematica กฎทั้งสามข้อมีอยู่ดังนี้

1. หากไม่มีแรงมากระทำต่อวัตถุหนึ่ง วัตถุนั้นจะคงสภาพอยู่นิ่ง ส่วนวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่จะเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความเร็วคงที่ในแนวตรง จนกว่าจะมีแรงอื่นมากระทำต่อวัตถุนั้น สูตร ∑F=0

2. เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุหนึ่ง แรงนั้นจะเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมของวัตถุและทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปตามแนวแรง โดยความเร็วของวัตถุจะแปรผันตามแรงนั้น สูตร ∑F=ma

3. เมื่อวัตถุหนึ่งออกแรงกระทำต่อวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง วัตถุที่ถูกกระทำจะออกแรงกระทำกลับในขนาดที่เท่ากัน

แรงเหวี่ยงมีคุณประโยชน์และโทษมหันต์  อย่างเวลาเราจะไปซื้อรถเซลล์แมมนยังมาอธิิบายมากมายเลยว่าสิ่งนี้ สิ่งนั้น เป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อลดแรงเหวี่ยง

เมื่อเรารู้ว่าเวลาทำงานในบางเวลาหรือมาพร้อมๆ กันทั้งแรงเหวี่ยง แรงดึง แรงดัน ฯลฯ  มดงานอย่างเราก็ต้องหาอุปกรณ์เสริมกันไว้บ้าง

ไม่ต้องซื้อหาแค่เปิดใจเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้…

จบลงจนได้แฮะ

Enhanced by Zemanta

2 thoughts on “น้อยใจ ใจน้อย และแรงเหวี่ยง

  1. เมื่อโดนแรงเหวี่ยง แรงดึง และแรงดัน เอาเข้าจริงๆ หัวใจดวงน้อยๆ มันก็เกิดอาการน้อยใจ เสียใจ จนหล่นไปกองกับพื้นได้เหมือนกัน เพราะสภาวะการณ์ตรงหน้า บางครั้งมันเหวี่ยงมาแรงจนหน้าหงาย หายใจไม่ออก แน่นอนว่ามันต้องทรุดลงไปนั่งกับพื้น ก่อนที่จะลุกขึึ้นมายืน แล้วก็ตั้งสติ ถ้ามีสติ ก็ยืนได้อย่างมั่นคง แต่หากสติยังคงขาดผึงอยู่ ก็ต้องเซไปเซมาซักพัก แล้วก็จะยืนไ้ด้ตรง…ชิมิ ชิมิ

  2. เรื่องนี้อิช้านผู้เป็นแม่ของลูกสาว 2 คนที่มีความแตกต่างกันสุดขั้วเข้าใจดีกว่าผู้อื่น เคยคุยกับสามีว่าเราผู้เป็นพ่อแม่เข้าใจถึงความแตกต่างของลูกทั้งสองดี พยายามสอนลูกว่าคนเราไม่เหมือน คนเรามีความต่าง มีความชอบไม่เหมือนกัน จะไปให้คนนั้นคนนี้มาคิดมาทำเหมือนเราไปหมดทุกอย่างไม่ได้ แต่ก็มีคนที่คอยมาทำลายสิ่งที่เราพร่ำสอนลูกไป ว่าลูกอีกคนของเราไม่เหมือนอีกคน ทั้งที่เขาแตกต่างกัน พอไม่ได้อย่างใจก็เปรียบเปรย ว่ากล่าว เป็น cas study ในห้อง ตอกย้ำเด็ก ในขณะที่ผู้ปกครองเช่นเราต้องมาคอยดูแลใจที่เกิดอาการน้อยใจของลูก เคยอ่านข้อเขียนของท่าน ว.วชิรเวที ท่านว่า เด็กทุกคนเกิดมาฉลาด เขาฉลาดและรู้ในสิ่งเขาชอบและสนใจ สิ่งที่เขาไม่สนเขาอาจรู้น้อยกว่าคนอื่นไม่ได้แปลว่าเค้าโง่ แต่ผู้ที่ตัดสินว่าเด็กโง่คือผู้ใหญ่เช่นเรา

Leave a Reply