ใส่บาตรหนังสือ คำนี้เป็นคำที่ตรวจข่าวพบเช่นกัน เป็นโครงการดีๆ โครงการหนึ่งที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดขึ้น แม้ว่า โครงการจะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่แนวคิดในการจัดน่าสนใจดี ก็เลยนำมาให้ได้อ่านกัน เผื่อว่าทางศูนย์หนังสือจุฬาฯเค้าจะจัดครั้งต่อไปใครสนใจก็ลองทำบุญแบบนี้กันบ้าง แทนการถวายปัจจัยที่เป็นอาหาร หรือเครื่องอุปโภคบริโคอื่นๆ ที่บางครั้งก็มากจนพระท่านใช้ไม่หมด ทิ้งไว้จนหมดอายุ เป็นการทำบุญรูปแบบใหม่อีกวิธีหนึ่ง
http://campus.sanook.com/teen_zone/senior_05584.php
http://www.whitemedia.org/wma/content/view/3335/7/
http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2007/photo-gallery/event01/index.html
5 thoughts on “ใส่บาตรหนังสือ”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
เห็นพี่อ้อเขียนเรื่องการใส่บาตร พอดีได้รับเมลมาฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการใส่บาตร เห็นขำๆ ดี เลยนำมาฝาก
ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร
1. นิมนต์พระ
หลังจากที่เราเตรียมสำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว เราก็ยืนรอพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านมา การยืนรอพระในขั้นตอนนี้ ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่า เส้นทางนี้มีพระเดินผ่านหรือไม่ ไม่ใช่ว่าไปรอบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีพระเดินผ่าน คงไม่ได้ใส่กันพอดี รอซักพัก พอมีพระเดินมาก็นิมนต์ท่าน
การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า “นิมนต์ครับ/ค่ะท่าน” แค่นี้พระท่านก็ทราบแล้ว ตอนเป็นพระเคยเดินบิณฑบาตที่ตลาดเขมร โยมนิมนต์ด้วยถ้อยคำอันรื่นหูว่า “ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ นิมนต์เจ้าค่ะ” (ใช้คำไฮโซมาก)
มีอีกทีนึงโยมใช้คำว่า “นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์” (เอ่อ โยม อาตมาเพิ่งบวชอาทิตย์เดียว)
การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวมและใช้เสียงดังพอประมาณ โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง “นิ โมนน!!” (แง้ ทำไมต้องตะคอกด้วย – -“)
การนิมนต์ควรสังเกตอายุของพระด้วย ถ้าอายุน้อยกว่าเราหรือว่าเยอะกว่าไม่มากก็เรียกว่าหลวงพี่ ถ้ามีอายุหน่อยก็เรียกหลวงน้า ถ้าแก่พรรษามากก็เรียกหลวงตา หรือนอกจากนี้ก็อาจจะเรียกหลวงอา หลวงลุง หลวงปู่ฯลฯ แล้วแต่จะลำดับญาติ
อย่างฉันปีนี้อายุ ๒๓ ปี หน้าตาค่อนข้างเด็ก แต่เคยมีโยมใช้คำว่า “นิมนต์ค่ะ หลวงลุง” ทำเอาเสีย self จนอยากสึกออกไปทำ baby face โยมบางคนคงเขินอายพระ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บาตรเท่าไร เวลาพระเดินมาก็ยื่นมือออกมาทำท่ากวักๆ ทำเหมือนพระเป็นรถเมล์
หลังจากนิมนต์พระ ก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ
2. จบ
อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจบแล้วนะ
การจบ หมายถึง การเอามาทูนไว้ที่หัวแล้วอธิษฐาน
การจบ ควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ต้องอธิษฐานนานจนเกินไป
เคยมีโยมนิมนต์ไปรับบาตร ไอเราก็เดินไปเปิดฝาบาตรรอรับ โยมก็จบอยู่ ขอบอกว่านานมากกกกกกก นานจนรู้สึกได้ นานจนอดคิดไม่ได้ว่า “โยมขออะไรเราน้า?”
3. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า
จริงๆแล้ว จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือเป็นการให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่าน เพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตจะเดินเท้าเปล่า แต่มีญาติโยมบางคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการถอดรองเท้าซึ่งมีหลายประเภทเหมือนกัน เช่น
บางคนถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยแต่ยืนบนรองเท้า – -” (สูงกว่าเดิมอีก)
บางคนถอดรองเท้าและยืนบนพื้นจริง แต่ว่าตัวเองยืนบนฟุตบาท พระยืนบนพื้นถนนซะงั้น (หนักกว่าเก่า)
เคยมีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนนึงยืนใส่บาตรพระ พระเห็นว่าโยมใส่รองเท้าเลยแนะนำโยมไปว่า
พระ : “โยม อาตมาว่าโยมควรถอดรองเท้าใส่บาตรนะ”
โยมมีสีหน้าตกกะใจ ตอบพระไปว่า
โยม : เอ่อ จะดีเหรอคะ
พระ : ไม่เป็นไรหรอกโยม
โยมก็จัดแจงถอดรองเท้า ยกขึ้นมาพร้อมกับถามพระว่า
โยม : จะให้ใส่ข้างเดียวหรือว่าสองข้างเลยคะ
อิบ้า!! ท่านหมายถึงถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร ไม่ใช่ถอดรองเท้าเอามาใส่ในบาตร
อันนี้เป็นเรื่องที่หลวงน้าท่านนึงเล่าให้ฟังระหว่างฉันเพล (เรื่องขำขันขณะฉันเพล)
พอถอดรองเท้าเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สี่
4. ใส่บาตร
อันนี้ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของการใส่บาตร
สิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามก็คือควรดูว่าของที่นำมาใส่บาตรนั้น เสียรึเปล่า
บางคนมีเจตนาอยากทำบุญดี แต่ดันไปซื้อของเสียมาใส่บาตร
พระฉันไป เข้าห้องน้ำไป
พวกร้านค้าก็จริงๆ บางครั้งเอาของค้างคืนมาขายเอากำไร ไม่สนใจพระเจ้า เห็นแก่ตัว หากินกับพระ ก็ฝากด้วยนะครับ เดี๋ยวทำบุญจะได้บาปเปล่าๆ
นอกจากนี้ ของที่นำมาใส่ ถ้าเพิ่งปรุงสุกเสร็จ ควรดูด้วยว่ามันร้อนมากรึเปล่า เคยมีโยมใส่แกง ร้อนมากๆๆ บาตรเกือบหล่น ทั้งนี้เพราะบาตรทำจากโลหะ นำความร้อนได้ดี
ปริมาณไม่ควรมากจนเกินไป เคยมีโยมใส่บาตรด้วย “กล้วย 3 หวี” กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ อาตมาไม่ว่า แต่นี่ใส่ “กล้วยหอม” (อันนี้เกิดกับตัวเองจริงๆ)
คิดดู “กล้วยหอม 3 หวี” อยู่ในบาตร หนักมากกกก จนอยากบอกโยมว่า “โยม อาตมาไม่ใช่ช้าง”
การใส่ก็ควรวางในบาตรด้วยอาการสำรวม โยมผู้หญิงบางคนกลัวโดนพระจัด พอถุงกับข้าวถึงแค่ปากบาตร ก็ปล่อยลงมา ตุ๊บ!! นึกว่ากาลิเลโอกลับชาติมาทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก (วางดีๆก็ได้ 55)
ขั้นตอนต่อไปคือ
5. รับพร
หลังจากใส่บาตรเสร็จ พระสงฆ์ส่วนมากก็จะให้พร เราเป็นญาติโยม ก็ประนมมือรับพรกันตามระเบียบ โดยอาจยืนหรือนั่งยองๆ ก็ได้ ก้มหัวแต่พองาม
เคยมีโยมยืนประนมมือ แต่ก้มหน้ามาแทบชนพระ ห่างจากหน้าพระประมาณคืบเดียว (ไม่ต้องใกล้ชิดศาสนาขนาดนั้นก็ได้โยม (ตอนนั้นให้พรเบาๆ เพราะไม่มั่นใจเรื่องกลิ่นปาก))
ถ้าเป็นโยมผู้หญิงก็นั่งให้เรียบร้อย เหมาะสม ระหว่างนี้ก็อุทิศส่วนกุศลให้คนที่รัก เจ้ากรรมนายเวรและอื่นๆ ก็ว่ากันไป
การใส่บาตรที่อยากแนะนำก็มีประมาณเท่านี้ ขั้นตอนการทำบุญง่ายๆ
บาปปปปป…แน่นอน คิคิ
พี่มีเหตุต้องโทรศัพท์ไปหาพระ อุตส่าห์ซักซ้อมกับพี่จิตราว่าควรจะเริ่มบทสนทนากันอย่างไร ได้รับคำแนะนำว่าต้องเริ่มจาก … นมัสการ……. ตอนแรกนึกว่าต้องพูดว่า เจริญพร เลยถูก “เจริญพร” จากคนข้างๆ จะเกี่ยงให้คนโน้นคนนี้โทรก็ไม่สำเร็จ ผลคือโทรไปสามตื้ดปลายสายบอกว่า ฮาาลโหลลลล….. ขำแทบตาย แต่ตั้งตัวทัน เลยเริ่มไปตามที่เรียนมาคือ นมัสการค่ะท่าน…เมื่อจบการสนทนาท่านจึงพูดว่า “เจริญพร” ดีนะที่ไม่ตอบกลับไปว่า “เจริญพร”
หนูเบญ พี่แมวอ่านจนน้ำหูน้ำตาไหล แหมมันช่างสรรหามาเขียนได้ กำลังรมณ์บ่จอยจากการประชุม บรรณารักษ์มันเป็นอย่างไร “เก่งนักทำไมไม่ไปเป็นอาจารย์ซะ เป็นบรรณารักษ์มันจะสอนได้หรือ ” ฮ่าๆๆๆๆ อยากตอบว่า ก็โอนจากโรงเรียนก็เคยสอนมา ก่อนมาทำงานที่หอสมุด มันติดที่ ไม่อยากไปทำงานที่อื่น ทั้งๆที่ชอบทั้งสอน และทำงานไปด้วย เรื่องสอนหรือ ชิลๆๆๆๆๆๆ สอนที่ยากให้ง่ายจนอาจไม่เป็นวิชาการ สบายมาก แต่สอนง่ายให้เป็นยาก ทำไม่ได้ เดี๋ยวนักศึกษานินทา (ไม่ใช่อาจารย์ เลยสอนไม่รู้เรื่อง แต่อาจารย์ที่สอนไม่รู้เรื่อง อย่างไรเด็กคงไม่ว่าหรอก ก็เพราะความเป็นอาจารย์ของเขาหรือเธอนั่นเอง)
ยอมได้เฉพาะที่ว่า สอนเร็วมาก
พี่แมวไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวแก่เร็ว อิอิ
อาชีพครูประกอบด้วยคน 2 ประเภท คือผู้ที่รักอาชีพครู และต้องการเป็นครูจริงๆ และผู้ที่ต้องเป็นครูด้วยความจำใจ
สำหรับความคิดของหนู คนที่สอนหนังสือได้ต้องมีจิตวิทยาการเป็นครูนะ พ่อแม่ก็เป็นครูคนแรกของลูก พ่อแม่ก็อยากให้ลูกได้ดีทุกคน แต่ต้องมีวิธีการสอนให้ลูกเข้าใจ การสื่อสารก็สำคัญ
แล้วการที่เด็กจะเรียนรู้จากสิ่งที่เราสอนได้หรือไม่นั้น มีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งจากความรู้ของผู้สอน พฤติกรรมของเด็ก ความแตกต่างของเด็กในด้านทางด้านสติปัญญา บุคลิกภาพ อารมณ์ และสังคม
การเป็นครูที่ดีและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ครูทุกคนปรารถนา แต่มักจะคิดกันว่ายากที่จะทำได้ บางคนคิดว่าการเป็นครูที่ดีมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีพรสวรรค์ หรือเกิดมาด้วยความเป็นครูอยู่ในตัว
ที่จริงแล้วถ้าหากครูมีความรักอาชีพครู รักนักเรียน และอยากจะช่วยเหลือนักเรียน การเป็นครูที่ดีและมีประสิทธิภาพย่อมเป็นไปได้สำหรับทุกคน
รายละเอียดเพิ่มเติม………
http://www.lanna.mbu.ac.th/artilces/Psycho3.asp
http://socialscience.igetweb.com/index.php?mo=3&art=91165
น้องเบญ ครูต้องมี3ข้อ 1ต้นยอ 2กอไผ่ 3สระนำ หมายความว่าต้องชมเชย ทำผิดก็ไม้เรียว สมัยนี้ก็คงแค่ดุเอา และสุดท้ายต้องใจเย็นนะครับท่าน