รายงานจากสถาบันทักษิณคดี

หลังจากที่ไปรับประทานอาหารแถวๆ ถนนนางงาม ไปเดินซื้อขนมตั้งใจว่าจะซื้อขนมขี้มอดและขนมโบราณมาฝากใครๆ แต่เนื่องจากบางอย่างต้องอยู่ในความเย็นคิดว่าขากลับจะแวะมา แต่ก็ได้แค่คิด จึงอดกันทั่วหน้า ผ่านพิพิธภัณฑ์จังหวัดสงขลาที่เราชอบนักหนา เพราะเคยมากับครอบครัวสมัยยอดตองยังเด็กๆ ชอบเดินแถวในตลาด แต่ตลาดตอนนี้คึกคักมีร้านขนมเพิ่มขึ้นมากมาย มีหลายเรื่องถึงแต่ขอผ่านไปก่อนดีกว่า
สถาบันทักษิณคดี ค่าเข้าชมคนละ 50 บาท ราคาช่างถูกมากมาย  ยังคงความขลังของเนื้อหาและรูปแบบการจัดแสดง มีบางคนเพิ่งไปเป็นครั้งแรกจึงตื่นตาตื่นใจถ่ายรูปกลับไปอักโข โดยเฉพาะห้องเหล็กขูด หรือกระต่ายขูดมะพร้าว  เนื่องจากที่นี่เป็นเรื่องของท้องถิ่นล้วนๆ ดังนั้นระหว่างเดินก็จะมีการคุยเทียบเคียงกับศูนย์ข้อมูลภาคตะวันตกว่าตรงไหนที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้ มีการแสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนกันแบบสดๆ ว่าตรงนี้เราทำได้ ตรงนั้นทำแบบนี้แต่เราน่าจะเอาไปทำแบบนั้น ฝ่ายผู้ที่ทำหน้าที่รายงานของที่นี่ก็ต้องทั้งจด ทั้งจำและถ่ายรูป  เพื่อทำรายงานผลต่อไป
กว่าจะเิดินครบทุกอาคารซึ่งหมายถึงการขึ้นเขาหนึ่งลูกทำเอาเหนื่อยมาก และพอเดินไปเินมากลายเป็นเราเดินอยู่คนเดียวไม่รู้เพื่อนร่วมทีมไปไหนกันหมด โผล่มาอีกทีพบน้องอ้อจึงชักชวนไปที่ห้องสมุดกับพิพิธภัณฑ์ภาพกัน
มาแล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะที่นี่อยู่ในมุมที่ซุกอยู่ด้านในจึงเป็นที่ผ่าน แต่เราสองคนเป็นบรรณารักษ์จึงเข้าไปตลุย ด่านหน้าเป็นห้องสมุดที่เก็บหนังสือที่เกี่ยวกับภาคใต้เหมือนกับ ศต.บ้านเรา มองหาพิพิธภัณฑ์ภาพ แจ้งว่าอยู่ด้านในสุด อาจารย์ด้านในเห็นจึงออกมาต้อนรับและเล่าเรื่องราวให้เราฟังมากมาย
ที่นี่เป็นคลังภูมิปัญญาภาคใต้ ที่เก็บทั้งเสียงและภาพ ขณะนี้ทีมงานกำลังทำให้ทุกอย่างเป็นดิจิติลทั้งหมด อาจารย์เล่าว่าหากไม่ทำขึ้นมาให้บริการ หวงเก็บไว้ก็จะไม่มีใครใช้และได้ประโยชน์ คงเป็นประมาณว่าไม่อยากเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ที่นี่เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการห้องสมุดดิจิตัล ของ สสส. ตามที่เคยเขียนให้อ่านในเรื่อง LibCamp ที่ https://snc.lib.su.ac.th/snclibblog/?p=7049 โลก เรื่องราว ไอเดียในวงการช่างแคบๆ จริงๆ  ขอชื่อและที่อยู่อาจารย์ไว้เพระาคาดว่าคงจะได้ขอความรู้จากอาจารย์เพิ่มเติม งานทั้งหมดในระดับชาตินี้มีคนทำงานทั้งสิ้นสามคน จำนวนคนกับปริมาณงานทำเอามึนส์อีกแล้วคร๊าบท่าน ห้าโมงเย็นมีเสียงโทรตามเราสองคนว่าหายไปไหน จึงลากันก่อน สัญญาว่าถ้ามีโอกาสจะขอมาคุยกันอีกครั้ง
ออกจากสถาบันฯ พขร.คงคอยจนมึนส์ขับรถย้อนศรขึ้นไปท่านกลางเสียงนกหวีดนอกรถกับเสียงวี๊ดว๊ายของคนในรถ จนต้องหันหัวรถไปทางสะพาน “ติณ” ให้พวกเราชมวิวกันอีกครั้ง

Leave a Reply