เล่าเรื่อง Web 2.0

Web 2.0 มีแนวความคิดมาจาก Business 2.0 ซึ่งเป็นแนวความคิดของ Chris Anderson ในเรื่องของเศรษฐกิจที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้เกิด Good service แนวความคิดในโลกของ 2.0 จะทำให้ผู้ใช้เกิดความเปลี่ยนแปลงเรื่องต่าง ๆ เช่น Cell phones, Messaging, High transparency, Online photo sharing เป็นต้น ในส่วนของห้องสมุดก็เช่นกัน ที่ผลจากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า ผู้ใช้บริการมักไม่ค่อยใช้งาน Online Catalog หรือผู้ใช้บริการมักค้นหาข้อมูลผ่าน Search engine มากกว่าเว็บไซต์ของห้องสมุด ซึ่ง Web 2.0 จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในส่วนของ Cataloging เพื่อให้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการใช้งาน Search Engine เช่น มี Relevancy rating, Spelling check, Full-text searching, Similar searching เป็นต้น
Web 2.0 เป็น เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ความสามารถในการใช้ข้อมูลร่วมกันเป็นสังคมออนไลน์ ผู้ใช้บริการจะเป็นผู้ร่วมสร้างเนื้อหาและประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการจัดการและการให้บริการสารนิเทศ นอกจากนี้แนวความคิด 2.0 จะทำให้บทบาทของบรรณารักษ์และผู้ใช้บริการห้องสมุดเปลี่ยนแปลงไป การที่เป็น Library 2.0 ก็คือ การบริหารห้องสมุด รวมกับเทคโนโลยี Web 2.0 โดยเอาข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งมารวมกันโดยใช้เทคโนโลยีเว็บที่ใช้ง่าย เป็นการขยายลักษณะของการ pick & choose มา ใช้กับโปรแกรมให้เป็นเรื่องราวมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้บริการของห้องสมุดมีความหลากหลาย มีลูกเล่นมากขึ้น โดยให้ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วมมากขึ้น
ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีดีอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งสำคัญจะอยู่ที่ Content ซึ่งบรรณารักษ์เป็นผู้มีความรอบรู้ว่าควรจะทำอย่างไรที่จะดึงเอา Content มาผนวกเข้ากับเทคโนโลยี โดยให้ผู้ใช้บริการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ได้ สิ่งเหล่านี้มีอยู่บนอินเตอร์เน็ต ที่เรียกกันว่า Social Networking ซึ่งเป็นสังคมประเภทหนึ่งที่ออนไลน์อยู่บนอินเตอร์เน็ต การจะมี Social Network ได้ต้องมีทั้งการให้และการรับ ต้องมีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนกัน อีกส่วนหนึ่งคือ Mass participation ซึ่งแบ่งเป็น Taxonomy คือ การที่เจ้าของเนื้อหาเป็นคนกำหนดคำศัพท์ ซึ่งเป็นคนที่รู้เรื่องดีที่สุด เกิดเป็นช่องทางให้ชุมชนอินเตอร์เน็ตมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาของตนเอง อีกส่วนหนึ่งคือ Folksonomy คือ การที่เจ้าของเนื้อหาไม่รู้ความสัมพันธ์กับองค์ความรู้โดยรวม คำสำคัญที่ใช้ก็เป็นคำที่ไม่เป็นทางการ อาจจะแตกต่างจากคำที่ใช้กันในทางวิชาการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นความท้าทายสำหรับบรรณารักษ์ ซึ่งเป็นผู้รู้ หรือมีความรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้ โครงสร้าง และความสัมพันธ์ขององค์ความรู้ ที่จะทำให้ทั้ง Taxonomy และ Folksonomy หรืออีกนัยหนึ่งคือ ทำให้ทั้งความเป็นวิชาการและไม่เป็นวิชาการไปด้วยกันได้ เช่น ในส่วนของ Control vocabularies อาจเป็นคำที่ผู้ใช้บริการไม่รู้จัก บรรณารักษ์คงต้องเพิ่มเติมในส่วนของคำที่ผู้ใช้รู้จักหรือนิยมใช้ (Tagging / Folksonomies) บรรณารักษ์ต้องใช้ระบบ Web 2.0 ท่องเว็บไซต์ ใส่ Tag และ Folksonomy ที่มีอยู่แล้ว ผลักดันให้ตัวเองออกไปสู่สังคมออนไลน์ ใช้เวลาในการท่องเที่ยวบนอินเตอร์เน็ตบ้าง

Leave a Reply