อาการติดโทรศัพท์มือถือเราเข้าข่ายไหมนะ?

             สังคมในยุคปัจจุบันการติดต่อสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์มือถือนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่บางกลุ่มมีพฤติกรรมติดอยู่กับการเล่นโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา พฤติกรรมเหล่านี้ จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นอาการโนโมโฟเบีย (nomophobia) หรือติดโทรศัพท์มือถือ
             โนโมโฟเบีย (nomophobia) มาจากคำว่า “no mobile phone phobia” เป็นศัพท์ที่หน่วยงานวิจัยทางการตลาดขนาดใหญ่ของสหราชอาณาจักร บัญญัติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2553 เพื่อใช้เรียกอาการที่เกิดจากความหวาดกลัว วิตกกังวลเมื่อขาดโทรศัพท์มือถือ และจัดเป็นโรคจิตเวชประเภทหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มวิตกกังวล  พบมากที่สุด กว่าร้อยละ 70 ในกลุ่มเยาวชน 18-24 ปี  รองลงมาคือกลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 25-34 ปี  และกลุ่มวัยใกล้เกษียณ 55 ปีขึ้นไป
             จากการสำรวจพบคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือ เฉลี่ย 50.61 นาทีต่อวัน รายงานข่าวจากสำนักงาน กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ค่าเฉลี่ย 50.61 นาทีต่อวัน กสทช. ได้มาจากการตอบแบบสอบถามทั่วประเทศ จำนวน 7,619 ราย ซึ่งมีบางคนใช้โทรศัพท์มือถือวันละหลายชั่วโมงต่อวัน การใช้โทรศัพท์มือถือวันละหลาย ๆ ชั่วโมง        มีความเสี่ยงต่ออาการติดโทรศัพท์มือถือ หรือ โนโมโฟเบีย ซึ่งมีผลต่อสุขภาพต่อตนเอง
พฤติกรรม อาการติดโทรศัพท์มือถือ เช่น
            – พกติดตัว ต้องวางไว้ใกล้ตัวเสมอ
            – รู้สึกกังวลเมื่อมือถือไม่ได้อยู่กับตัวหรือแบตเตอรี่หมด
            – คอยเช็กข้อความจากโซเชียลมีเดีย
            – หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อยแม้ไม่มีเรื่องด่วน
            – ตื่นนอนจะเช็กโทรศัพท์ก่อน
            – เล่นโทรศัพท์ก่อนนอน ติดเกม
            – แต่ละวันใช้เวลาพูดคุยกับผู้คนผ่านโทรศัพท์มากกว่าพูดคุยกับคนรอบข้าง
              ถ้าเราอยู่ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือจู่ ๆ แบตเตอรี่โทรศัพท์หมด แล้วเรารู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวาย แสดงว่าเข้าเค้าอาการโนโมโฟเบีย
อาการติดโทรศัพท์มือถือกับสุขภาพ
       อาการติดโทรศัพท์มือถือจะส่งผลต่อการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างและสังคม โดยเฉพาะด้านสุขภาพร่างกาย เช่น 
      1.  นิ้วล็อก เกิดจากการใช้นิ้วกด จิ้ม สไลด์ หน้าจอเป็นระยะเวลานาน
      2. อาการทางสายตา เช่น ตาล้า ตาพร่า ตาแห้ง เกิดจากเพ่งสายตาจ้องหน้าจอเล็ก ๆ ที่มีแสงจ้านานเกินไป อาจส่งผลให้วุ้นตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม
     3. ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ จากการก้มหน้า ค้อมตัวลง ส่งผลเลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากเล่นนาน ๆ อาจมีอาการปวดศีรษะตามมา
     4. หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร การใช้โทรศัพท์ในท่าทางที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะก้มหน้าบ่อย ๆ นาน ๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ
     5. โรคอ้วน แม้พฤติกรรมจะไม่ส่งผลโดยตรง แต่การนั่งทั้งวันโดยไม่ลุกเดินไปไหน เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ได้ เนื่องจากร่างกายไม่ได้มีการเผาผลาญใด ๆ เลย
     6. ขาดสังคม การที่เราหมกมุ่นอยู่แต่กับโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตอย่างงอมแงมอยู่แต่ในโลกออนไลน์ โดยที่ไม่สนใจคนรอบข้างเลย ทำให้เราเป็นคนขาดสังคม หลีกหนีสังคม ไม่มั่นใจในตัวเอง และอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้
แนวทางในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนด้วยตนเอง มีหลายวิธี เช่น
        – กำหนดช่วงเวลาใช้โซเชียลมีเดียในแต่ละวัน หรือใช้เท่าที่จำเป็น
        – ให้ห้องนอนเป็นห้องปลอดโทรศัพท์มือถือ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องคอยกังวล หรือเผลอหยิบมาเล่น
        – กำหนดสถานการณ์ที่จะไม่เล่นสมาร์ทโฟน เช่น ขณะเดิน กิน ก่อนนอน ตื่นนอนใหม่ ๆ ขับรถ อยู่บนรถโดยสาร เรียน ทำงาน หรือแม้แต่อยู่ในห้องน้ำ ควรหางานอดิเรกอื่น ๆ เช่นการอ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ รวมถึงการเล่นกีฬา มากกว่าการใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด
        รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองกันตั้งแต่วันนี้ อย่าให้การติดโทรศัพท์มือถือมาบั่นทอนสุขภาพกายใจของเรา
 
ข้อมูล
กองบรรณาธิการ. “โนโมโฟเบีย อาการติดโทรศัพท์มือถือ.” หมอชาวบ้าน. 40, 469 (พฤษภาคม 2561) : 72-73
นายรักษ์ สุขภาพ. “โนโมโฟเบีย โรคสุดฮิตของคนใช้สมาร์ทโฟนในยุคดิจิทัล.” วารสาร อพวช. 172, 15 (ตุลาคม 2559) : 24-27 โนโมโฟเบีย โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ เราเข้าข่ายไหมนะ? เข้าถึงเมื่อ 16 กันยายน 2561 เข้าถึงได้จาก https://health.kapook.com/view87257.html

Leave a Reply