เมื่อประมาณปีที่แล้ว ดิฉันได้มีโอกาสในการเข้ารับการอบรมเพื่อสอบเป็นตัวแทนขายประกันชีวิต กับบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ที่ตนเองชื่นชอบและตัดสินใจทำตั้งแต่อายุ 23 ปี ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำความรู้ที่ได้มาดูแลตนเองและคนในครอบครัวเพื่อมิให้เสียประโยชน์จากตัวแทนคนอื่นๆ ที่เคยเข้ามาในชีวิต และเพื่อประหยัดค่านายหน้าที่ตัวแทนอื่นจะได้จากคนในครอบครัว ซึ่งในการอบรมได้รับความรู้มากมาย ยอมรับว่าทฤษฎีเยอะแยะมากมายไม่อาจจดจำได้หมด แต่ก็ได้รับความรู้ที่เป็นหลักๆ และมักประสบอยู่เป็นประจำเพื่อนำมาปรับใช้ให้เรารู้เท่าทันในการทำประกันฯ วันนี้ ดิฉันจึงมีข้อแนะนำสำหรับใครก็ตามที่กำลังตัดสินใจจะทำประกันฯ มาฝาก ดังนี้
- ควรซื้อประกันชีวิตกับตัวแทนหรือนายหน้าที่มีใบอนุญาตเท่านั้น เนื่องจากได้ คปภ. ได้ให้การรับรองแล้ว (ควรขอดูใบอนุญาตตัวแทน ไม่ต้องเกรงใจ)
- ก่อนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเอกสารเสนอขายว่ามีผลประโยชน์และความคุ้มครองตรงความต้องการหรือไม่ (ตัวแทนมักจะเสนอขายแบบประกันที่เขาต้องการ ไม่ใช่เราต้องการ เพราะเขาจะรู้ว่าแบบใดเขาจะได้ค่านายหน้าสูงกว่า)
- เราควรกรอกใบคำขอทำประกันฯ ด้วยตนเองตามความเป็นจริง หากตัวแทนเป็นผู้กรอกข้อมูลให้เราจะต้องอ่านและทำความเข้าใจให้ตรงกับข้อมูลของเราจึงจะลงลายมือชื่อ (เพราะตัวแทนส่วนใหญ่อยากให้เราผ่านการอนุมัติกรมธรรม์ หากตัวแทนขาดจรรยาบรรณเราก็จะลำบากในภายหลัง)
- ทันทีที่เราชำระเบี้ยประกันฯแล้ว จะต้องได้รับใบเสร็จชั่วคราวของบริษัทจากตัวแทนประกันชีวิตและตรวจสอบข้อมูลในใบเสร็จฯ ให้ถูกต้อง หลังจากนั้น เราจะต้องได้รับใบเสร็จฯตัวจริงงวดแรก พร้อมกับกรมธรรม์ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ลงในใบเสร็จรับเงินชั่วคราว (ต้องเรียกใบเสร็จชั่วคราวทันที เพื่อให้ค่าเบี้ยฯ เดินทางถึงบริษัทฯ อย่างปลอดภัย)
- การเซ็นต์เอกสารและการกรอกข้อมูลต่างๆ ควรจะระมัดระวัง หากบริษัทตรวจพบภายหลังว่าข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอาจเข้าข่ายแถลงเท็จหรือเจตนาปกปิดความเป็นจริง อาจมีผลทำให้บริษัทไม่จ่ายเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ (เรามักจะพบปัญหาบ่อยครั้ง คือ การฟ้องร้องเรียกค่าชดเชย/ผลประโยชน์ เพราะความที่เราเข้าใจผิดเอง ตัวแทนฯ สื่อสารคลาดเคลื่อน หรือเจตนาอธิบายให้เราเข้าใจคลาดเคลื่อน อาจเป็นเพราะความตั้งใจปกปิดหรือไม่ตั้งใจปกปิดก็ตาม แต่สุดท้าย คนเสียผลประโยชน์ก็คือผู้เอาประกันเอง)
- หลังจากตกลงทำประกันฯ ภายหลังเปลี่ยนใจขอยกเลิกกรมธรรม์สามารถทำได้ ดังนี้
- กรณีทำประกันฯ กับตัวแทนเปลี่ยนใจขอยกเลิกในภายหลัง ผู้เอาประกันสามารถยกเลิกและขอรับเบี้ยประกันคืนได้หลังหักค่าใช้จ่ายฯ กรมธรรม์ละ 500 บาทและค่าตรวจสุขภาพ (หากมี) แต่จะต้องทำการยกเลิกภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ กรณียกเลิกภายหลัง 15 วัน จะต้องพิจารณากรมธรรม์ว่าประกันฯ มีเงินค่าเวนคืนหรือยัง ถ้ายังไม่มีจะไม่ได้รับเงินคืนเลย แต่ถ้ามีเงินค่าเวนคืนเกิดขึ้นแล้ว ผู้เอาประกันจะได้รับเงินค่าเวนคืน ซึ่งจะน้อยกว่าเบี้ยประกันฯ ที่ส่งไป
- กรณี ขอยกเลิกกรมธรรม์ที่ซื้อผ่านทางโทรศัพท์ สามารถแจ้งบริษัทประกันฯ เป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมแนบกรมธรรม์ฯ และส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงบริษัทที่รับประกันฯ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้กรมธรรม์ฯ โดยท่านจะได้รับเบี้ยประกันภัยทั้งหมดคืน กรณีขอยกเลิกภายหลัง 30 วัน จะต้องพิจารณากรมธรรม์ว่าประกันฯ มีเงินค่าเวนคืนหรือยัง ถ้ายังไม่มีจะไม่ได้รับเงินคืนเลย แต่ถ้ามีเงินค่าเวนคืนเกิดขึ้นแล้ว ผู้เอาประกันจะได้รับเงินค่าเวนคืน ซึ่งจะน้อยกว่าเบี้ยประกันฯ ที่ส่งไป
(แต่มักจะไม่มีตัวแทนคนไหนบอกเรา เพราะการที่ลูกค้ายกเลิกกรมธรรม์จะส่งผลเสียกับตัวแทน)
- การส่งเบี้ยประกันในแต่ละรอบ จะมีระยะเวลาผ่อนผันภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระ
ทั้งนี้ ในการทำประกันฯ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีเป็นหลักประกันให้คนในครอบครัวหรือตัวผู้เอาประกันเอง ลดหย่อนภาษี เป็นเงินออมในยามเกษียณ ฯลฯ ส่วนข้อเสีย หากเราไม่สามารถส่งเบี้ยประกันได้ตามระยะเวลากำหนดส่ง จนกระทั่งมีผลให้กรมธรรม์สิ้นผลบังคับ เราจะไม่ได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุขึ้นหรือสูญเสียเบี้ยประกันฯจำนวนที่ได้ชำระไปแล้ว ฉะนั้น จึงควรตัดสินใจให้รอบคอบและควรจะมีการวางแผนการใช้เงินอย่างจริงจังหากเราตัดสินใจทำประกันไปแล้ว เพราะการทำประกันฯ ก็เป็นวิธีการวางแผนการใช้เงินที่ดีอย่างหนึ่งเช่นกัน