เมื่อคืน 22 กรกฎาคม ตอนเกือบสี่ทุ่ม พี่พัชโทรศัพท์ไปหาบอกว่าให้เปิดอีเมลดู เพราะมีหวยออนไลน์ แม้เป็นหวยที่รัฐบาลยังไม่มีแต่ที่นี่มีซะแล้ว แถมยังไม่ออกตามเวลา แต่จะออกตามอารมณ์ เป็นรางวัลที่เท่าไรก็ไม่มีคนอยากรับไว้ เล่าเรื่องราวรายละเอียด เพราะเป็นห่วงว่าเช้าไปทำงานแล้วจะตกใจ ส่วนข่าวนี้ก้อได้มาจากพี่เกสุดที่ร้ากกก..มาอีกทอดหนึ่ง ความ “ห่วง” กลัวว่า “น้อง” ถึงแม้จะหัวโขนบอกว่าเป็น “หัวหน้า” แต่พี่ๆ ก็ยังเอ็นดูในฐานะี “่พี่” ต้องคอยดูแล ฟูมฟักและเอาใจใส่ “น้อง” ถือเป็นความสุขที่สัมผัสได้ในทุกเวลาที่มาทำงาน
เราอยู่กันอย่างไรต้องกลับไปอ่านเรื่องของน้องชัยที่ https://snc.lib.su.ac.th/snclibblog/?p=1954 ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็มีเขียนแบบเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาไปบ้างในเรื่อง ไม่รู้ และ ทบทวน
ทุกครั้งที่ได้รับเรื่องราวแบบนี้ มีสองสิ่งที่คิดคือจะดูแลความรู้สึกอย่างไรดี เท่าๆ กับจะพูดอย่างไรให้เข้าใจ ยอมรับ และนำไปทบทวนตนเอง
ส่วนตัวแล้วสิ่งแรกนั้นได้ดูแลและ็ทำอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มีโอกาสและแม้กระทั่งหาโอกาสที่ต้องทำ จนมักเป็นที่กล่าวขานว่า พูดถึงใครดีทั้งนั้น หรือบอกว่าเป็นแม่ไก่ หรือใครอย่าแตะ แต่ก็เฉยๆ นะ เพราะถือว่าตัวเองซื่อสัตย์และชัดเจนความรู้สึกของตน
ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องยากที่จะพูด เพราะต่างคนต่างมีตัวตน ที่ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวของเราเอง ที่หากใครมาพูดเรื่องแบบนี้ก็จะไม่ชอบ ไม่อยากฟัง พร้อมๆ กับตีกรอบ ดังนั้นทุกครั้งที่ต้องพูดเรื่องแบบนี้ ก็คงได้แค่่พูดกว้างๆ ว่า เราต้องกลับไปทบทวนว่าเรามีข้อบกพร่องตรงไหน อย่างไม่เข้าข้างตนเอง ก็ไปเรียนรู้จุดนั้น ใช้เวลากับประสบการณ์ของทั้งตัวเองและของพี่น้องเป็นแบบฝึกหัด ต้องอ่านหนังสือมากๆ ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา การกล่าวโทษคนอื่นว่าไม่สอน ไม่บอก ไม่ทำ หากลดได้ให้ลด หากละได้ให้ละ เราต้องดูแลตนเอง อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการปิดหรือสร้างกำแพงไว้ปกป้องตัวเอง เพราะคุณจะไม่ได้อะไร
ในแง่ของงานบริการเครื่องมือ ตัวช่วยต่างๆ เป็นเรื่องที่สามารถทั้งสอนและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ไม่ยาก หากทำตาม จด จำ และกล้าที่จะเข้าไปเรียนรู้ แต่การสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับผู้ใช้บริการเป็นเรื่องที่สอนหรือบอกให้ทำเหมือนกันนั้นยากมาก เพราะคนเราต่างกันทั้งน้ำเสียง ท่าที อุปนิสัย คำพูด และลีลาของอวัจนภาษา้ เราไม่ได้รับการฝึกฝนมาโดยตรงและให้เรื่องนี้เป็นหนึ่งใน competency ที่เข้มข้นก่อนที่จะรับบุคลากร หรือระหว่างการปฏิบัติงาน เหมือนกับหน่วยงานที่ให้บริการในเชิิงธุรกิจ หากพวกเราได้รับการสอน การเรียน และจบลงที่คำว่าจิตใจให้บริการ หรือ service mind จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ประสบการณ์เป็นแบบฝึกหัด และต้องสอบให้ได้ แถมการสอบยังมีทุกวัน
แต่เมื่อมีคนเข้ามาทักท้วง ดุ นินทา ด่า แม้เราคิดว่าคนอื่นกำลังใส่ไข่ หรือคำชม คำตอบสุดท้ายคือ อย่างไรก็ต้องกลับไปทบทวนตัวเอง และควรทำอย่างสม่ำเสมอจะได้มีสติ
มักมีคนถามตัวเองว่าทำไมจึงไม่ลืมและเช้าขึ้นมาก็ทำต่อๆๆๆไปได้เรื่อยๆๆๆ แล้วโต๊ะรกขนาดนี้ทำไมถึงจำได้ บอกว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว เคยเล่าให้พลพรรครักเอยฟังว่าก่อนนอนจะทบทวนตัวเองว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง พรุ่งนี้จะต้องทำอะไรต่อ หรือคุยกับใคร เป็นไดอะรี่ที่ไม่ต้องจด แค่นอนนิ่งๆ
เทคนิคอีกอย่างหนึ่งที่ค้นพบมาตั้งแต่พี่แมวมีนโยบายให้เขียนบันทึกปฏิบัติงานประจำวัน ถึงแม้จะเบื่อจนถูกใบเตือน เพราะต้องเขียนสองครั้ง ครั้งแรกเขียนในสมุดบันทึกส่วนตัวก่อน แล้วจึงเขียนในฟอร์ม ซึ่งระหว่างเขียนจะทำให้เรามีโอกาสทบทวนตัวเอง หากเขียนด้วยความหงุดหงิด มันจะบดบังไม่ให้คิดเชื่อมโยงเรื่องราว ถือเป็นการใช้เวลาที่ไม่คุ้มค่า ดังนั้นงานจึงไม่ค้าง ส่งผลให้มีเวลาไปคิด หรือทดลองอะไรต่างๆ ได้มากมาย
เมื่อสิบกว่าปีก่อนมาทำงานสายบ่อยมากแบบเฉียดฉิว พี่แมวมาพบตอนลงเซ็นชื่อ แล้วเตือน แต่ก็ยังเถียงกลับไปว่า ไม่ได้มาสายทุกวันแล้วคนอื่นล่ะทำไมพี่ไม่ว่า พอคล้อยหลังพี่แมวมา ก็คิดว่าเนอะเราพลาดอีกแล้ว นอกจากใช้วาจาไม่ดีกับหัวหน้าแล้วยังสร้างกำแพงเพื่อปกป้องตนเองด้วยการมองคนอื่น ทั้งที่ที่บ้านสอนมาแล้วว่าหากเห็นคนอื่นทำไม่ดี แล้วยังไปทำซ้ำรอยเดิมอีกถือว่าแย่มาก เมื่อคิดได้ในวันนั้น ทำให้เราต้องปรับตัวเองตั้งแต่ ตื่นเช้าขึ้น เตรียมกับข้าวไว้ตั้งแต่ตอนเย็น ออกจากบ้านต้องไม่เกินเจ็ดโมงเช้า เมื่อทำแบบนี้จนเป็นนิสัยทำให้ปัจจุบันลูกได้รับนิสัยนี้ ดังนั้นการต้องเวียนรถไปส่งลูกและพี่จึงไม่ใช่ข้อจำกัดเรื่องเวลา
เรื่องต่อไปคือ ใบเตือนเรื่องข้อบกพร่องของการเปิดและปิดเครื่องปรับอากาศในห้อง server ที่เมื่ออยู่เวรครั้งใดก็ต้องดูแล้วก็ดู มีลูกเวรที่รักถามว่าพี่โดนใบเตือนด้วยหรือ บอกว่าใช่ เมื่อโดนทำให้พี่ต้องรอบคอบมากขึ้น และหรือมีเรื่องราวของคนอื่นที่ถูกหวยในทุกกรณี บทบาทสมมุติจึงสวมมาที่ตนเองว่าถ้าเป็นเราล่ะ เราจะทำอย่างไร แก้ไขอย่างไร ยิ่งหากได้สนทนาจากพี่น้องด้วยแล้วก็จะเกิดทางเลือกขึ้นมามากมาย
เรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ เราจึงต้องพร้อมรับมือ ความรู้ในตัวเราหากไม่มีการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน เรียนรู้สะสม ขยายต่อ เป็น “ออมไลบรารี่” (เลียนแบบออมสคูลของน้องอ้อ) มันก็จะหายไปพร้อมกับตัวเราเอง และเราคงได้แต่ดูแลตัวเอง ไม่มีโอกาสได้ดูแลพี่น้อง
วันนี้เรามีการเขียนจดหมายโต้ตอบกันยาวมาก ตัวเองได้เล่าเรื่องด้านที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไรให้ปลายทางอ่าน เจ้าตัวอ่านแล้วตอบมาว่า พอเวลาผ่านไป ก็คิดว่าจะมีใครซักกี่คนที่ได้รับโอกาสเช่นเราแบบนี้
ใช่ โอกาสในการทบทวนตัวเอง อดทนและเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ชีวิตยังอีกยาวไกลนัก สู้สู้ เราคิดแบบนี้แหละ
2 thoughts on “ดูแลพี่น้อง และ้ดูแลตัวเอง”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
การบอกกล่าว จะว่าเป็นการเตือนก็ได้ หากไม่มีความเกี่ยวพันกัน ไม่ว่าจะสถานะใด (หัวหน้า เพื่อน ญาติ) ขอบอก ป้าแมวไม่แตะต้องค่ะ ในฐานะหัวหน้า ถ้าไม่ทำให้งานเสียหาย มีผลทำให้คนอื่นเอาอย่าง จะไม่ยุ่งเกี่ยวเลย ผู้ที่ขยันทำงานด้วยแล้ว ยิ่งไม่เคยว่า ไม่เคยบน ชมทั้งต่อหน้าและลับหลัง ป้าแมวไม่เคยเอาเปรียบ ไม่เคยเอาผลงานของน้องๆมาเป็นผลงานของตน (มีแต่บอกคนอื่นว่า ผลงานของน้องๆทั้งนั้น ตนเองไม่ได้คิด น้องๆคิดทั้งนั้น ตนเอง เก็บเกี่ยว เพิ่มเติมกรณีขาดแหว่ง ส่วนใหญ่ดีอยู่แล้ว จึง OK. ตลอด งานก็ออกมาดี เรียบร้อยทุกอย่าง อยากให้ทุกคนคิดเชิงบวก อย่างที่ปองคิด และแนะนำ คิดว่าต่อไปหลายคนที่ยังมีคววามคิดในรู วงแค คงปรับเปลี่ยน เพื่ออาชีพของตนเอง และองค์กรนะ
คำพูดแบบปองที่ว่าให้ทบทวนตนเองนั้น ทำให้คิดถึงคนคนหนึ่ง คนนั้นคืออาจารย์ที่ปรึกษาสมัยเรียน ป.ตรี ที่ประสานมิตร อาจารย์พูดว่าหากมีอะไรผิดกับคนอื่น อาจารย์จะไม่โทษเขาเลย แต่จะกลับมาคิดทบทวนดูว่าตัวเราทำอะไรลงไป ดีหรือไม่ดี ทำไมเขาจึงโกรธเรา ไม่ชอบเรา คำพูดนี้เตือนสติจำได้ขึ้นใจ ทุกวันนี้ภาวนาว่าขอเราให้คิดดีทำดี คิดสิ่งที่ถูกต้องด้วยเถิด