เหตุแห่งคติ

ปีนี้ มีคนที่รักและเคารพ   และเพื่อนๆ     ได้ตายจากไปหลายคน รู้สึกเศร้าใจ และวันหนึ่ง ตนเองก็ต้องตาย บางคนก็ไม่ได้ไปเผาศพเพราะลางานบ่อยมาก  และต้องเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด น่าเสียดายที่ไม่ได้ไปเผาศพ    การไปงานศพได้กุศล คือได้ฟังธรรม  ได้ข้อคิดจากการไปงานศพ  ธรรมมะ ที่ได้ฟังอยู่เสมอๆ จากการไปงานศพ และฟังธรรม  จากวิทยุ  และได้อ่านพบในหนังสือ และวารสาร  ทำให้เรารู้เวลาใกล้ตาย มีอารมณ์ต่างๆ  มาปรากฏ  ดิฉันเห็นว่ามี ประโยชน์ ในการศึกษาธรรมมะของพระพุทธองค์ จึงยกเรื่องนี้ มา เล่าสู่กันฟัง  ตามความสมควรแก่นิสัย  เหตุแห่งคติ เมื่อคติ คือไปปฏิสนธิของนามรูป ที่พระพุทธองค์ตรัสว่ามีอยู่สอง  คือ  สุคติ  และทุคติ  เช่นนี้ ปัญหาก็เกิดขึ้นว่า อะไรเล่าที่เป็นเหตุให้ถึงซึ่งคติเหล่านี้  และเราจะทราบได้อย่างไร
การที่เราอยากรู้ว่าคติที่ไปเป็นอย่างไร. ตายแล้วไปเกิดที่ไหน
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า   “เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่อง  ไม่มีกิเลส เครื่่องยียวน ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อนโยน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว ย่อมสามารถน้อมไปเพื่อญาณ
คือจตูปปตญาณ อันเป็นเครื่องรู้จุติ และปฏิสนธิของสัตว์ได้ สามารถมองเห็นหมู่สัตว์ที่ดำลังจุติ กำลังปฏิสนธิ เลวหรือประณีตมีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีหรือตกยาก ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์
ทั้งทราบชัดหมู่สัตว์เป็นผู้ไปตามกรรมได้ว่า สัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่อย่างนี้ ประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เชื่อมั่น ต่อการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต (แดนที่ตกลงไปพินาศย่อยยับ) นรก
ส่วนสัตว์ผู้กำลังเป็นอยู่เหล่านี้ ประกอบแล้วด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะ เป็นสัมมาทิฏฐิ เชื่อมั่นการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไปจึงได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
“เธอย่อมมองเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ ปฏิสนธิเลวและประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี หรือตกยาก ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ย่อมทราบชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมเช่นนี้”
พระพุทธองค์ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นประธาน ฉะนั้นคติของผู้ตายเป็นอย่างไร จึงอยู่ที่ใจเป็นสำคัญโดยเฉพาะจิตเมื่อตอนใกล้จะดับ  พระพุทธองค์ตรัสว่า
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา แปลว่า เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ย่อมมีทุคติเป็นที่หวัง
จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ  สุคติ  ปาฏิกงฺขา  แปลว่า  เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว ย่อมมีสุคติเป็นที่หวัง
สรุปว่า  ถ้าจิตของผู้ตายนั้นเศร้าหมอง  ก็มีหวังไปเกิดในทุคติ  ถ้าจิตของผู้ตายผ่องใสก็ไปสู่สุขคติ  ฉะนั้น  จิตเมื่อตอนใกล้จะตายนี้จึงสำคัญมาก
สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไปเพราะมรณุปปัตติ ๔ ประการ
และในขณะที่สัตว์กำลังจะตายนั้น อารมณ์ ๓ อย่าง ย่อมปรากฏแก่สัตว์ในทวารใด ทวารหนึ่งใน ๖ ทวารนั้นได้ โดยอำนาจของกรรมตามสมควร คือ
กรรมอารมณ์
กรรมนิมิตอารมณ์
คตินิมิตอารมณ์
คำว่า “กรรมอารมณ์” ได้แก่ กุศลกรรม และอกุศลกรรม ที่เคยกระทำมาแต่อดีต มาปรากฏขึ้นภายในจิตของผู้ใกล้จะตาย
ที่ว่ามาปรากฏในจิต หมายความว่า จิตของผู้ตายนึกถึงกรรมที่ตนเองกระทำมานั้นเอง และที่ทำให้นึกถึงนั้นก็เป็นเพราะอำนาจของกรรม ถ้าผู้ตายเคยทำอกุศลมามาก คือเคยสร้างบาปกรรมมามากแล้ว อำนาจของบาปนั้นจะมาดลบันดาลให้จิตคิดถึงการกระทำบาปนั้น ตามธรรมดาของจิตนั้น เมื่อไปนึกถึงการกระทำที่ไม่ดีก็ย่อมจะเศร้าหมอง และที่เศร้าหมองนั้นแหละเป็นผลของการทำกรรมชั่ว
ตัวอย่าง เช่น ถ้าคราวใดเราไปทำบาป หรือทำความผิดมา พอจิตไปคิดถึงการกระทำของตนเอง จิตก็จะเศร้าหมอง
เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ใกล้จะตายได้นึกถึงอกุศลที่ตนเองเคยกระทำมา จิตย่อมจะเศร้าหมอง และเมื่อจุติ คือตาย เขาผู้นั้นก็ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน
ส่วนบุคคลที่เคยประกอบแต่กรรมดีมาโดยตลอด  เมื่อจิตใกล้จะดับ ย่อมจะนึกถึงกรรมนั้นเป็นอารมณ์แล้วก็ย่อมจะผ่องใส เพราะผลของกรรมดีนั้น  เมื่อเขาเหล่านั้นตายไปย่อมจะมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
คำว่า “กรรมนิมิตอารมณ์” คือ นิมิตของกรรมที่ตนเองเคยกระทำมาเป็นอาจิณ  มาปรากฏเป็นนิมิตให้เห็น  คำว่าให้เห็นในทีนี้  เฉพาะผู้ตายเห็นเท่านั้น
กรรมนิมิตมี ๒ ประเภท คือ
๑.  อุปลัทธกัมมนิมิตอารมณ์ คืออารมณ์ที่เมื่ออยู่กับกรรมโดยตรง เช่นถ้าเป็นกุศลกรรมนิมิต กุศลกรรมนิมิตนั้นก็ปรากฏให้เห็นโดยตรง
ตัวอย่าง เช่น  ถ้าบุคคลนั้นเคยใส่บาตรอยู่เป็นนิตย์ ครั้นเมื่อจิตขึ้นสู่มรณาสันนวิถีก็จะเห็นเป็นว่าตัวเรากำลังตักบาตร   หรือผู้นั้น  ได้สร้างพระพุทธรูป สร้างโบสถ์ สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สร้างถนน สร้างสะพาน  และอื่นๆๆๆ รูปเหล่านี้ก็จะมาปรากฏให้เห็นโดยตรงเลย เมื่อได้เห็นกรรมนิมิตอย่างนี้  ผู้ที่ใกล้ตายย่อมเกิดปิติโสมนัส จิตในขณะนั้นย่อมผ่องใส  เมื่อตายลงย่อมมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ส่วน อุปลัทธกัมมนิมิตอารมณ์ที่เป็นอกุศลนั้น ก็ตรงกันข้ามกับกุศล คือ ถ้าผู้ตายนั้นได้ประกอบกรรมที่เป็นอกุศลอยู่เป็นประจำ เช่นฆ่าสัตว์เป็นประจำ ด้วยอาวุธอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สัตว์นั้นตายครั้นเมื่อผู้นั้นใกล้จะตายภาพนิมิตของสัตว์ที่ฆ่านั้น ก็จะมาปรากฏให้เห็นโดยตรงเสมอ ผู้ที่จะตายจิตก็ย่อมไม่สบายต้องเศร้าหมอง  เมื่อตายไปย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
๒.  อุปกรณกัมมนิมิตอารมณ์ คืออารมณ์เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นอุปกรณ์ ในการประกอบกรรมนั้นปรากฏให้เห็น
ตัวอย่าง เช่น อาจจะเห็นขันที่ใส่บาตรก็ได้   ถ้าสร้างพระพุทธรูปก็เห็นอุปกรณ์ต่างๆ  ที่ใช้ในพิธีหล่อพระพุทธรูปนั้น ตลอดจนอุปกรณ์ในการสร้างกุศลอื่นๆ  อีกมาปรากฏให้เห็น  จิตของผู้ตายก็ถือเอาเป็นอารมณ์ที่เป็นกุศลยังปิติโสมนัสให้เกิดขึ้นได้  ก็ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ส่วน อุปกรณกัมมนิมิตที่เป็นอกุศล นั้นได้แก่ อุปกรณที่ใช้ในการประกอบอกุศลกรรมปรากฏเป็นอารมณ์  เช่น การที่จะไปฆ่าสัตว์นั้นก็ต้องอาศัยมีด อาศัยปืน  หรืออื่นๆเพื่อให้สัตว์นั้นตายลง ถ้าจับปลาก็ต้องอาศัย อวน  แห  สวิง เบ็ด เป็นต้น  ครั้นเมื่อผู้นั้น ใกล้จะตายลง  อุปกรณ์ก็มาปรากฏให้เห็น  และเมื่อเห็นอุปกรณ์ที่ตนเองใช้ประกอบกรรมแล้ว จิตของผู้ตายก็เศร้าหมองทันที เมื่อจิตเศร้าหมองก็ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
คำว่า   “คตินิมิตอารมณ์” ได้แก่  อารมณ์ที่จะได้รับ ได้เสวยในภพใหม่มาปรากฏให้เห็นเมื่อตอนใกล้จะตาย
คตินิมิตอารมณ์มี ๒ ประเภท คือ
๑.  อุปลภิตัพพคตินิมิตอารมณ์ คือ คตินิมิตอารมณ์จะเกิดโดยตรง เช่น จะเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งผู้ที่จะเกิดเป็นมนุษย์นั้น ก็ต้องอาศัยครรภ์ของมารดาเป็นที่เกิด คตินิมิตก็ปรากฏเป็นครรภ์ของมารดาให้เห็น  ถ้าเกิดเป็นเทวดา  ก็มักได้เห็นวิมานของเทพยดา  นางฟ้า
ถ้าจะไปเกิดในนรก ก็จักได้เห็นเปลวไฟในนรกมาปรากฎ
ถ้าเกิดเป็นเปรต  ก็จักได้เห็นหุบเขาอันมีสภาพมืดมน
ถ้าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็จักได้เห็นเชิงเขา   หาดทราย   น้ำ เป็นต้น
๒.  อุปโภคคตินิมิตอารมณ์ คือคตินิมิตอารมณ์อันได้แก่ เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่จะได้ประสบในภพใหม่ เช่นจะเกิดในมนุษย์ก็จะเห็นเครื่องใช้ภายในบ้าน  เป็นต้น
บุคคลผู้ใกล้จะตาย จะต้องมีอารมณ์ ทั้ง ๓ นี้ปรากฏภายในทวารทั้ง ๖ ทวารใดทวารหนึ่ง  ด้วยอำนาจของกรรม ฉะนั้น ด้วยอำนาจของอารมณ์ทั้ง ๓ นี้เอง ที่ทำให้จิตของผู้ใกล้จุติ เศร้าหมองและผ่องใส  ด้วยเหตุที่อารมณ์ ทั้ง ๓ คือ กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ คตินิมิตอารมณ์ จะต้องปรากฏภายในจิตอย่างนี้ เมื่อคนใดใกล้จะตาย  ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงจึงมักจะเตือนสติผู้ตายให้นึกถึงแต่สิ่งที่ดีงามเอาไว้เป็นอารมณ์อย่างมั่นคง ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันมิให้อกุศลกรรมอารมณ์  อกุศลกรรมนิมิตอารมณ์    อกุศลคตินิมิตอารมณ์ มาปรากฏแล้วจะทำให้จิตของผู้ตายเศร้าหมองนั่นเอง  และการที่ผู้ใกล้จะตายมีสติระลึกถึงกรรมดีเป็นอารมณ์  ย่อมทำให้จิตผ่องใสอยู่ตลอดเวลา
เมื่อชวนะจิตของผู้ใกล้ตายเสพอารมณ์ทั้ง ๓ นี้แล้ว ในที่สุดแห่งวิถีชีวิต หรือในกาลสิ้นไปแห่งภวังคจิต  จุติจิตย่อมบังเกิดขึ้น  อันเป็นที่สุดลงรอบแห่งภพปัจจุบัน  ด้วยสามารถแห่งจุติจิตแล้วจึงดับไป
จุติจิต  คือ จิตที่เคลื่อนย้ายจากภพปัจจุบันไป นี้แหละที่เราสมมุติกันว่า  ตาย
เมื่อจุติจิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่  แล้วก็ดับไป  เมื่อจุติจิตดับไปแล้ว  ปฏิสนธิจิตย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิในภพใหม่ทันที ซึ่งจะอาศัยวัตถุเกิด หรือไม่อาศัยวัตถุเกิดก็ตาม  เพราะจิตปรารภอารมณ์ทั้ง ๓ อย่างใด อย่างหนึ่งที่เคยยึดเอาไว้โดยอาการเช่นนั้นอันต่อเนื่องมาจากมรณาสันนชวนะวิถี  ซึ่งมีอวิชชาเป็นอนุสัยแวดล้อม มีตัณหานุสัยเป็นมูลราก   และมีสังขารปรุงแต่งให้เกิดขึ้น วิถีจิตของบุคคลเมื่อขึ้นสู่มรณาสันนชวนะวิถีนั้น มีดังนี้ คือ
วิถีจิตของคนที่จะตาย
ธรรมดาวิถีจิตนี้ย่อมมีอยู่ ๑๗ ขณะ อันเป็นอายุของรูปธรรมเพียง ๑ ขณะ คือ เมื่อรูปนามเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะแรกแล้ว นามธรรม คือจิตนี้จะดับถึง ๑๗ ครั้ง รูปธรรมที่เกิดพร้อมกันในขณะแรกจึงดับไปพร้อมกับจิตขณะที่ ๑๗ ทันที สภาวธรรมเหล่านี้
จำเป็นจะต้องศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วิถีจิตมีดังนี้
ขณะที่ ๑  เรียกว่า         ภวังคจิต  คือจิตที่องค์ของภพ
”           ๒       ”                ภวังคจิต         ”
”           ๓       ”                ภวังคจิต          ”
”           ๔       ”                ภวังคจิต         ”
”           ๕       ”                ภวังคจิต           ”
”           ๖       ”                 ภวังคจิต            ”
”           ๗      ”                  ภวังคจลนะ  คือภวังค์ไหว
”           ๘       ”                 ภวังคุปัจเฉทะ  คือ จิตที่ตัดกระแสภวังค์
”           ๙       ”                  มโนทวาราวัชชนะ  คือ จิตที่พิจารณาอารมณ์ ทางมโนทวาร
”           ๑๐      ”                ชวนะ                      คือจิตที่เสพอารมณ์
”            ๑๑    ”                 ชวนะ                                ”
”            ๑๒     ”                ชวนะ                                ”
”            ๑๓      ”               ชวนะ                                ”
ขณะที่ ๑๔      เรียกว่า   ชวนะ                         คือจิตที่เสพอารมณ์
”   ที่ ๑๕          ”             ตทาลัมพนะ              คือ จิตที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะ
”  ที่ ๑๖           ”              ตทาลัมพนะ                      ”
”  ที่ ๑๗         ”               จุติจิตก็เกิดขึ้น  อันเป็นที่สุดของการเกิดในภพ
เพราะจุติจิตนี้ทำหน้าที่ย้ายจากภพ  อาการที่จะย้ายไปอย่างนี้แหละ  เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า  ตาย   เพราะได้หายไปจากภพนี้แล้ว  นี้เป็นอาการของจิตที่เกิดขึ้นแก่คนตาย
สรุปว่า
บุคคลที่ใกล้จะตายมีอารมณ์ ๓ อย่างมาปรากฏ  คือ
๑.  กรรมอารมณ์
๒.  กรรมนิมิตอารมณ์
๓.  คตินิมิตอารมณ์
ส่วนของพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว เมื่อท่านดับขันธปรินิพพาน  อารมณ์เหล่านี้ย่อมไม่ปรากฏ จิตของพระอรหันต์จะมีนิพพานเป็นอารมณ์
เมื่อตายแล้วจะไปไหน.???????????? ไม้รู้
ที่มา : พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตฺติวุฑฺ  ภิกฺขุ).   ปริศนาธรรม.   นิตยสารช่อฟ้า.  ปีที่๕๒  ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๕๙) : หน้า ๓๗-๔๖.
 
 
 
 

Leave a Reply