ดับสิ้นหนึ่งพันวันวาน

หนึ่งพัน
กฤษณมูรติ, จิททุ. (2545).   ดับสิ้นหนึ่งพันวันวาน : กฤษณมูรติบรรยายที่ประเทศศรีลังกา ปี ค.ศ.1957.  สงขลา : มูลนิธิอันวีกษณา.
เลขเรียก B5134.k75 ด63
แรงบันดาลใจที่ทำให้อยากอ่านหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนักศึกษาผู้หนึ่งมาขอแจ้งจบและขอจ่ายเงินชดใช้หนังสือที่ทำหายเพิ่อจะได้ไม่มีหนี้สินกับหอสมุดฯ อีกต่อไป  หนึ่งในสองของหนังสือเล่มนั้นคือเรื่อง  ดับสิ้นหนึ่งพันวันวาน คุยไปคุยมาดิฉันแจ้งว่าน่าเสียดายที่จะไม่มีหนังสือเล่มที่ทำหายไว้บริการผู้ใช้ หอสมุดฯ ได้เงินมาก็ต้องนำส่งงานคลังมหาวิทยาลัยฯ ไม่รู้ว่าจะหาซื้อเล่มที่หายได้หรือไม่ นักศึกษาแจ้งว่าตนเองซื้อมาแล้วเพื่อจะชดใช้แต่เห็นว่าหนังสือนี้ดีมากอ่านแล้วประทับใจจนอยากเก็บไว้เอง แต่ต่อมาก็เปลี่ยนใจชดใช้ตัวเล่มให้หอสมุดฯ และจะไปซื้อไว้อ่านเองใหม่ นักศึกษาเล่าคร่าว ๆ ว่าหนังสือเล่มนี้ดีอย่างไรจนดิฉันคิดว่าจะต้องอ่านให้ได้
หนังสือเรื่อง ดับสิ้นหนึ่งพันวันวาน = Dying to a thousand yesterdays ซึ่งกฤษณมูรติบรรยายที่ประเทศศรีลังกา ปี ค.ศ.1957 ถอดความโดย หิ่งห้อย ณ ภูเขา จากบทนำได้กล่าวถึง ดร.อดิการาม นักเขียน นักการศึกษาและเป็นบัณฑิตทางภาษาบาลีซึ่งเป็นเพื่อนผู้ใกล้ชิดของกฤษณมูรติมานานปีได้เขียนหนังสือและบทความเปรียบเทียบคำสอนของกฤษณมูรติว่า ฟังการพูดของกฤษณมูรติ ไม่ต่างอะไรกับเดินทางไปเมืองพาราณสีเพื่อฟังพระพุทธองค์แสดงธรรมเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน ทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าชัดเจนขึ้น
ผู้อ่านต้องใช้สติปัญญาของตนเองพิจารณาหาความจริงของสิ่งทั้งหลายที่เป็นอยู่จริง ให้ถามตัวเองว่าจิตของเรารู้สึกอย่างไรบ้างในขณะที่อ่าน สิ่งสำคัญคือ ไม่ตัดสิน ไม่ประณาม ไม่หลบหนี มองให้เห็นความจริง ตระหนักรู้และเข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่จริงที่ปรากฏอยู่ในสังคมรอบตัวและสภาพจิตของตนเอง
หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 5 ตอนของการบรรยาย คือ
การบรรยายครั้งที่ 1 กฤษณมูรติ กล่าวว่าเราต่างมีปัญหามากมายทั่วทุกมุมโลก เมื่อแก้ปัญหาหนึ่งได้ ปัญหาอื่น ๆ ก็จะเกิดตามมาไม่จบสิ้นและดูเหมือนไม่มีทางออก (น. 3) ดังนั้นเราต้องเรียนรู้จากปัญหาแต่คนเรามักตัดสินด้วยจิตที่ถูกหล่อหลอมไว้ก่อนแล้วให้เป็นฮินดู พุทธ คริสต์ คอมมิวนิสต์ นักสังคมนิยมหรืออะไรตามแต่จะเรียก อิทธิพลเหล่านี้จำกัดการสัมผัสรู้ของเรา การเป็นผู้มีจิตแห่งศาสนาต้องเป็นผู้มีน้ำใจ ใจกว้าง ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้าย ไม่เข่นฆ่ากัน มีความรัก การที่จะรัก จะการุณย์ ไม่จำเป็นต้องสังกัดศาสนาใด ศาสนาที่จัดตั้งเป็นสถาบันแห่งความเชื่อ ไม่มีสัจจะอยู่ในวัด ในโบสถ์ ในมัสยิด ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และสิ่งใดที่มนุษย์สร้างขึ้น สิ่งนั้นมนุษย์รื้อถอนได้ เราต่างมีความทุกข์ สภาพภายในเราถูกทรมานด้วยความขมขื่น ความเดียวดาย ความทุกข์โศก สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาของมนุษย์ ไม่ใช่ปัญหาของชาวพุทธ คริสต์ หรือฮินดู (น.17)
การบรรยายครั้งที่ 2 ความรู้สึกเร่งด่วนมีอยู่ในยามที่โลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต  วิกฤตการณ์เรียกร้องบทบาทที่ตรงไปตรงมาจากปัจเจกชนแต่ละคนโดยทันทีไม่รีรอ เราเผชิญอยู่กับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่อาจคิดอยู่ในกรอบแบบคนเอเชีย ยุโรป อเมริกัน ได้อีกต่อไปเราต้องคิดกันเสียใหม่ด้วยจิตที่ไม่ถูกอิทธิพลกำหนด ไม่ถูกครอบงำด้วยด้วยภูมิหลังหรือจารีต ปัญหาคือจิตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่หมดอย่างสิ้นเชิงได้อย่างไร เราพยายามที่จะมีชีวิตทางศาสนา ปฏิบัติตามอิทธิพลของศาสนามานานแสนนาน อิทธิพลเป็นสิ่งสลับซับซ้อน ไม่เพียงอิทธิพลของสังคม ของรัฐบาลเท่านั้น ยังมีอิทธิพลของจารีต หนังสือ นักบวช โบสถ์ วัด นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลด้านประสบการณ์ของตนเองที่ตั้งอยู่บนฐานของอดีต หมายความว่าคุณได้ถูกสอนให้คิดในทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะไว้แล้ว (น.38-39) คำถามว่า ชีวิตแห่งศาสนาคืออะไร ประการแรกเราลองค้นว่าชีวิตประจำวันคืออะไรและทำความเข้าใจมัน เราอาจค้นพบว่าความจริงคืออะไร จิตเปรียบเทียบตัวมันเองกับคนอื่นอยู่เสมอ จิตเช่นนั้นริษยา และนั่นแหละคือชีวิตของเรา มันเป็นการมีชีวิตอยู่ของเราแต่ละวัน (น.45) คำถาม ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความกลัวตาย จะพ้นจากความกลัวนี้ได้อย่างไร กฤษณมูรติ กล่าวว่า ความตายคือความจริงอย่างชัดแจ้ง แม้เทคนิคทางการแพทย์บางอย่างอาจทำให้มีอายุได้นานถึง 300 ปี ถึงกระนั้นความตายก็ยังรอคอยอยู่ในที่สุด (น.49) ให้รู้จักความตายในขณะที่ยังเป็น ๆ อยู่ ไม่ใช่ความตายมาคุกคามเมื่อยามแก่เฒ่า ยามเจ็บป่วยหรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ การรู้จักความตายเสียในขณะนี้คือการประสบพบความรู้สึกที่ไม่สืบต่อความจำได้แก่ เพื่อน ครอบครัว การงาน สถานะทางสังคม ความดี ความเชื่อในพระเจ้า ทรัพย์สมบัติ
การบรรยายครั้งที่ 3 แม้คุณจะทำสมาธิ อ่านคัมภีร์ คิดถึงพระเจ้า ทั้งหมดนี้ยังอยู่เพียงระดับผิวตื้น ๆ ดังนั้นจะต้องมีการรู้จักตนเอง ด้วยการเฝ้าสังเกตตนเองในแต่ละวัน แต่ละขณะ ต้องรู้ถึงความซับซ้อนของจิตใต้สำนึกมองให้เห็นความนัยและสิ่งบอกใบ้ที่จิตไร้สำนึกสื่อความถึงจิตสำนึก การฝึกฝนตามกรรมวิธีจะทำให้จิตยอมปรับตามแบบแผนของการคิดซึ่งคือการบังคับให้จิตทำงานอยู่ในร่องรอยของความเคยชินเฉพาะทาง จิตที่ทำงานตามความเคยชินหาใช่จิตไม่ มันเป็นเพียงกลไกที่ทำกิจซ้ำซากเหมือนเดิมวันแล้ววันเล่า ดังนั้น กรรมวิธีเป็นเครื่องมือที่จับมัดจิตเอาไว้ภายในแบบแผนของความคิด จิตที่คิดอยู่ภายในแบบแผน ภายใต้ความเคยชินไม่เคยเป็นอิสระได้เลย เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมไม่สามารถที่จะสืบสวนว่าสัจจะคืออะไร
การบรรยายครั้งที่ 4 สำหรับผมแล้ว ศาสนาดูเหมือนเป็นสภาวะจิตที่ยุ่งเหยิงที่สุด ศาสนาไม่ใช่อะไรบางอย่างที่จะให้ความสบายใจ ให้สิ่งปลอบประโลมใจและคำอธิบายง่าย ๆ ถึงความเศร้าโศก ความตรากตรำและเคราะห์กรรมของชีวิต แต่ศาสนาต้องการจิตที่ตื่นตัว ศาสนาคือการแสวงหาความจริงของเราแต่ละคนและไม่ใช่เพียงยอมรับสิ่งที่คนอื่นพูดไว้ก่อนแล้ว เมื่อจิตเป็นอิสระจากพื้นเพเดิมที่กำหนดอยู่จึงจะมีการคิดที่ถูกต้อง การตอบสนองที่ถูกต้องและบทบาทที่ถูกต้อง ความเข้าใจจะเกิดขึ้นได้เมื่อรู้จักตนเอง คุณจะเฝ้ามองมันคล้ายกับคุณเฝ้ามองเด็กที่คุณรัก คุณจะไม่ประณามหรือตัดสินเด็ก ไม่เปรียบเทียบเขากับใครอื่น คุณเฝ้าดูที่จะเข้าใจ ทำนองเดียวกันคุณต้องรู้ตัวถึงการทำงานของจิตคุณเอง เห็นความลุ่มลึก ความล้ำลึกพิเศษของจิต จากนั้นคิดตามต่อไปอีกจะพบว่าจิตคุณจะเงียบอย่างน่าพิศวง เงียบสงัด และจิตที่นิ่งจะมีสมรรถนะที่จะรับสิ่งนั้นคือสัจจะ (น.101)
การบรรยายครั้งที่ 5 ความคิด ความขัดแย้งและความอยาก คือส่วนหนึ่งของคุณ ประเด็นคำถามที่ว่า ศาสนาที่แท้จริงคืออะไร ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าพฤติกรรมคืออะไร พฤติกรรมคือความถูกต้อง ตรงไปตรงมา ความชอบธรรม บุคคลที่สืบค้นว่าศาสนาที่แท้จริงคืออะไรจะต้องวางรากฐานของความถูกต้องโดยมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความริษยา ไร้ความทะเยอทะยาน ปราศจากความโลภอยากได้อำนาจ คำถาม การทำสมาธิภาวนาที่ถูกต้องจะช่วยเราในชีวิตประจำวันได้ไหม กฤษณมูรติ กล่าวว่าการทำสมาธิเป็นปัญหาซับซ้อนและต้องมีความจริงจัง ปราศจากสมาธิชีวิตจะเป็นเพียงเรื่องที่ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ แรงกดดัน และอิทธิพลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นชีวิตมีสาระเพียงน้อยนิด การสวดอ้อนวอน การสวดมนต์ การนั่งหน้ารูปภาพ บังคับความคิดไม่ใช่สมาธิ เมื่อรู้จักตนเอง จิตนั้นจะเงียบโดยไม่ถูกบังคับหรือใช้วินัยทำให้เงียบ จะพบว่าจิตจะเงียบเต็มที่ทั้งจิตใต้สำนึกและจิตสำนึก ดังนั้น การทำสมาธิคือการชำระจิตออกจากบทบาทที่มีอัตตาเป็นศูนย์กลาง และหากเราได้มาถึงตรงนี้ในสมาธิจะพบว่าความเงียบ ความว่างแท้มีอยู่ จิตไม่ถูกกระทำให้เปรอะเปื้อนด้วยสังคม ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใด ไม่มีความกดดันจากความปรารถนาใด ๆ มันเป็นลำพังอย่างเต็มที่ ไม่ถูกกระทำ เป็นไปได้ที่สิ่งซึ่งไร้กาละ ความเป็นนิรันดร์จะปรากฏขึ้น กระบวนการทั้งหมดนี้คือสมาธิ
หนังสือเล่มนี้แม้มีเพียง 150 หน้า โดยที่หน้าด้านซ้ายมือเป็นภาษาอังกฤษเทียบเคียงอยู่ด้วย แต่การอ่านต้องทำความเข้าใจและทบทวนซ้ำไปซ้ำมาเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องดังกล่าวให้ถ่องแท้จึงอาจต้องใช้เวลามากสักหน่อย หรืออาจแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะทำความเข้าใจได้ยากง่ายเพียงใด
ประวัติโดยย่อ กฤษณมูรติถือกำเนิดในครอบครัวพราหมณ์ที่เมืองมัทนพาลี รัฐอันตรประเทศ อินเดียใต้ เมื่ออายุ 14 ปี ผู้นำสมาคมเทวญาณวิทยาพบเห็นเขาเล่นสนุกอยู่กับเพื่อน ๆ บนชายหาดอัธยาร์ เมืองมัทราส ดร.แอนนี่ บีเซ็นและลีดปีเตอร์ ซึ่งเป็นผู้นำสมาคมเทวญาณวิทยาในเวลานั้นเชื่อว่า เด็กคนนี้จะเป็นผู้ค้นพบสัจธรรมและจะประกาศคำสอนใหม่ เพื่อความสงบสุขของมวลมนุษยชาติและนำสันติภาพมาสู่โลกในอนาคต บุคคลทั้งสองนี้เห็นพ้องกันและรับกฤษณมูรติมาเป็นบุตรบุญธรรม (น.139)
 
 

Leave a Reply