

จากประสบการณ์รักษาตัวด้วยโรคติดเชื้อฯ มาเป็นระยะเวลาหลายปีจนหายขาด ในระหว่างการรักษาต้องรับยาฆ่าเชื้อมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดมีปฏิกิริยาต่อร่างกายแตกต่างกัน มีทั้งแพ้ยาและไม่แพ้ยา บางชนิดแพ้มาก และบางชนิดแพ้น้อย ซึ่งอาการแพ้น้อยคือ ถ่ายผิดปกติ มีผื่นขึ้น ปวดข้อกระดูก ส่วนอาการแพ้มาก คือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่งผลให้นอนไม่หลับ มีอาการผวาตลอดเวลา คุณหมอจึงได้มีการเปลี่ยนยาจนเราไม่แพ้หรือแพ้น้อยที่สุด และคุณหมอได้แนะนำให้ไปทำบัตรแพ้ยา เพื่อที่จะเป็นข้อมูลสำหรับแพทย์ในการรักษาต่อไป คุณหมอได้อธิบายว่า การทำใบแพ้ยาควรจะเลือกทำเฉพาะยาที่มีการแพ้มากๆ ส่วนแพ้น้อย ๆ ยังไม่ควรระบุ คือ การแพ้น้อย บางครั้งหากเราระบุไว้หลายตัว หากเรามีอาการที่จำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่มนั้น ๆ เพื่อการรักษาให้มีประสิทธิภาพ คุณหมอเห็นว่ามีการระบุการแพ้ยา ก็อาจจะทำให้เราพลาดการรักษาด้วยยาชนิดนั้นไป ต้องเลี่ยงไปใช้ตัวอื่น ๆ ซึ่งประสิทธิภาพในการรักษาอาจไม่ดีพอเท่ากับตัวยาในกลุ่มที่เราแพ้ คุณหมอจึงได้ช่วยแนะนำให้ดิฉันระบุการแพ้ยาเพียง 1 ตัวก่อน โดยระบุเฉพาะตัวยาที่แพ้มาก ๆ ส่งผลกระทบกับร่างกายมาก ๆ คือ levofloxacin และได้แนะนำให้ไปติดต่อทำบัตรแพ้ยาที่หน่วยแพ้ยา งานเภสัชกรรม โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งอยู่ที่ ตึก O.P.D (จำชั้นไม่ได้)
เมื่อเดินทางมาถึงหน่วยแพ้ยา ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีพร้อมให้แนะนำจากเภสัชกรมากมาย ซึ่งมีข้อมูลบางอย่างที่คุณหมออาจจะยังไม่ได้ให้ข้อมูล และได้สอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมในคำถามที่สงสัยอยู่ว่า ระหว่างที่ดิฉันรับประทานยาฆ่าเชื้อมาเป็นระยะเวลา 1 ปี ดิฉันมีอาการปวดข้อตามนิ้วมาก โดยเฉพาะเวลาที่เจอสภาพอากาศเย็นๆ ได้เคยสอบถามคุณหมอแล้ว คุณหมอแจ้งว่าไม่น่าจะเกี่ยวกัน คุณหมอสงสัยจะเป็น sle /ภูมิแพ้/เส้นเลือดปลายประสาทนิ้วตีบ และได้ให้ทำการตรวจเลือดก็ไม่ได้เป็น sle หรือภูมิแพ้ คุณหมอจึงสรุปความเห็นว่าอาจจะเป็นเส้นเลือดปลายประสาทตีบ ให้ปรับพฤติกรรมหลีกเลี่ยงอากาศเย็นและใส่ถุงมือ หลังจากอธิบายเสร็จเภสัชกรได้ให้คำตอบว่า เป็นไปได้ ตัวยากลุ่มนี้จะไปรบกวนระดับยูริคในร่างกาย อาจทำให้ยูริคสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบตามข้อที่ปวดนั่นเอง แล้วเภสัชกรสอบถามกลับว่า ตอนนี้เลิกรับประทานยานี้มานานเท่าไรแล้ว ดิฉันแจ้งว่าหยุดรับประทานมานานกว่า 6 เดือนแล้ว เภสัชกรสอบถามว่า แล้วตอนนี้ยังปวดหรือไม่ ดิฉันแจ้งว่ายังปวดอยุู่ แต่อาการปวดค่อยๆ ลดน้อยลง เภสัชกรแสดงท่าทีตกใจ พร้อมกับพูดว่า อืมม ไม่คิดว่าผลกระทบจะตกค้างนานขนาดนี้ เป็นความรุู้ใหม่ ว่าแล้วเภสัชกรก็สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากดิฉันต่อไป
ท้ายที่สุด หลังจากการสนทนาอยู่เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ก็จบด้วยการทำบัตรแพ้ยา จำนวน 1 ชนิด เภสัชกรแนะนำให้พกติดตัวตลอดเวลา หรือจดจำชื่อยาให้ได้ หรืออาจถ่ายไว้ในโทรศัพท์ส่วนตัว เพื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากโรงพยาบาลศิริราชจะมีการบันทึกข้อมูลลงในประวัติการรักษาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่จำเป็น หากเราไปรับการรักษาตรงหน่วยใดเวลาที่แพทย์คีย์ข้อมูลประวัติการรักษา ก็จะแสดงตัวยานี้ทันทีว่าเราแพ้ยาตัวใด (แพ้แล้ว…จะได้ไม่ต้องแพ้อีก)