เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา (30 เม.ย.52) หนูไปหาแม่ที่กทม. ตลอดระยะเวลาการเดินทางใจก็จดจ่ออยู่แต่การมาของแม่เลยไม่ได้คิดอะไร งานเลิกได้เวลา 16.30 น.ก็รีบไปกะจะไปให้ทันรถบัสมหาวิทยาลัย เพราะพี่เอแนะนำว่า รถมหาวิทยาลัยจะวิ่งผ่านเส้นบางแค ก็เลยขับรถไปจอดไว้ที่หน้าป้อมยาม มองเห็นท้ายรถของมหาวิทยาลัยอยู่หลัดๆ เลยรีบวิ่งไปโบกรถ แต่เค้าก็ไม่จอดคงคิดว่าเป็นคนนอกมั้ง เพราะหนูรอขึ้นหน้ามหาวิทยาลัย แถมใส่ชุดที่ดูเหมือนจะแปลกๆซักหน่อย พอดีว่าวันนั้นเป็นวันเปิดค่ายห้องสมุดสุดหรรษา เลยใส่เสื้อยืดสีไม่คุ้นตาสีฟ้าสวยเชียว………. จากนั้นเลยได้แต่ยืนคอตกรอรถเมย์สายอื่นแทนค่ะ
รถสาย ราชบุรี – กทม. มาไม่รีรอช้า รีบขึ้นรถทันทีโดยไม่ตัดสินใจต่อ และมีจุดหมายปลายทางที่มุ่งหน้าจะไป ด้วยความที่เป็นคนที่ไม่รู้จัก และไม่จำเส้นทางรถโดยสาร เพื่อนแสนดีของหนูจึงซื้อแผนที่ทางเดินรถให้ 1 ฉบับ ซึ่งเราก็คิดว่าดีนะช่วยเราได้เยอะทีเดียว นั่งบนรถไปก็เปิดแผนที่ไปนึกในใจว่าฉันไม่อายใครแล้วหล่ะ ก็เราไม่รู้เส้นทางจริงๆนี่ พร้อมกับกางแผนที่ออกเล็กๆ เพื่อมองหาเส้นทางที่เป็นจุดหมายต่อไป จุดแรกไปถึง จากการศึกษาแผนที่แล้วพบว่าไม่มีรถสายใด ไปถึงที่หมาย ตรงป้ายที่เราลงรถเลย จึงใช้แผน 2 โทรถาม 184 แต่ด้วยความที่ใจหนะอยากเจอแม่ เลยไม่ตัดสินใจไปต่อรถตามที่เจ้าหน้าที่ 184 บอก ตัดสินใจใช้แผน 3 เรียก แท็กซี่ (กะจะไปทางลัดให้เร็วขึ้น ที่ไหนได้ไกลกว่าเดิมอีก) ท่าทางคนขับรถแท็กซี่จะเมาหน่อยๆ เพราะกลิ่นเหล้าติดรถ เลยไม่กล้าที่จะพูดมากกับเค้าเดี๋ยวเค้าโกรธแล้วคิดทำอะไรไม่ดี ตัวหนูก็คิดตลอดทางนะ เพราะกลัวทุกสิ่ง (ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ก็งี้แหละค่ะ) พี่สาวผิดสังเกตเลยโทรถามว่าอยู่ไหนแล้ว(โชคดีที่มีพี่นะเนี๊ยะ) เลยทำให้หยั่งเล่เหลี่ยมแท็กซี่ได้บ้างไม่ให้พาเราไปวนไกลกว่านี้
1 ทุ่มกว่า มืดพอดีถึงจุดหมาย เห็นหน้าแม่เหมือนถูกรางวัล ดีใจบอกไม่ถูก ทักทายกันพอสมควรก็ชวนกันออกไปกินข้าว วิโรจน์ จิ้มจุ่ม เป็นจุดหมายแห่งการเดินทางต่อไปและส้มตำก็เป็นเมนูจานแรกที่ถูกเรียกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ เมื่อเรียบร้อยในเรื่องปากท้อง ก็เดินทางกลับ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เปิดประตูลงจากรถ มองเห็นหมาตัวนึง เดินมาหน้าเศร้าๆ ยังคิดอยู่ในใจเลยว่ามันน่ารักจังนอนเฝ้าหน้าบ้านให้พี่ทุกวันเลย พอตาประสานสายตาด้วยความชื่นชม แต่เค้าคงคิดว่าเรามองเค้าไม่ดี เลยกระโจนงับมือเข้าให้ ฝากรอยแผลแทนใจมาให้จดจำ สวนตัวหนูตอนโดยกัดก็ไม่รู้สึกอะไรหรอกค่ะ รู้ตัวอีกทีก็ตอนดูฝ่ามือนั่นแหละว่าเลือดไหล เลยบอกแม่ว่า แม่ๆหมากัด ด้วยปฏิกิริยาที่สงบนิ่งมาก แม่และพี่สาวยังแปลกใจหมากัดยังไงไม่เห็นร้องโวยวาย (งงเพราะญาน่าจะร้อง) หนูก็บอกไปว่าเพิ่งรู้ตัวก็ตอนโดนกัดเลยไม่ทันร้อง สีหน้าของแม่ พี่สาว และหลานตกใจมาก คนข้างบ้านก็มายืนดู (หนูนึกในใจว่า นี่แหละคนไทยข่าวไวยิ่งกว่าโกหกอีก) กะว่ากินข้าวเสร็จแล้วจะรีบกลับมาดูหนัง ก็ดันได้ไปดูโรงหมอแทน เลยต้องขึ้นรถใหม่ไปหาหมอให้เค้าฉีดยา ทำแผล ครั้งแรกโดนไป 2 เข็ม ไหล่ซ้าย ขวา พระเจ้าช่วย หมอบอกว่ายังเหลืออีก 6 เข็ม ฉีดไม่ครบเดี๋ยวบ้า เราก็กลัวสิหมอเล่นขู่ซะขนาดนั้น ต้องทำตามทั้งๆที่กลัวเข็ม ต้องพยายามนึกในใจว่า ดีกว่ากลายเป็นหมาบ้านะ
เช้า ของวันที่ 31 มี.ค.52 มาทำงานปกติ ติดใจกับประโยคของแม่ที่โทรมาถามว่า เป็นไงบ้างไม่เป็นไรใช่มั๊ย หนูเลยตอบขำๆไปว่า ไม่เป็นไรยังไหวแม่ น้ำลายยังไม่ไหล ก็ไอคุณหมาที่กัดหน่ะมันเป็นหมาเมืองจรจัด เลยกลัวว่าเชื้อจะอันตราย ที่ลำบากและหนักใจต่อไปหลังจากเหตุการณ์นี้ก็คงหนีไม่พ้น ที่ต้องฉีดยาอีก 4 เข็มให้ครบภายใน 1 เดือน แผลห้ามโดนน้ำจนกว่าจะหาย(อดเล่นน้ำสงกรานต์เลย)และล้างแผลทุกวัน (ห้ามล้างเอง) เราเลยคิดว่าความยุ่งยากตามมาจากเหตการณ์นิดเดียวที่เราคิดว่ามันไม่น่าจะ เกิดขึ้นนะสิ
ที่นำมาเล่าให้ฟัง ก็เพื่อจะเป็นอุธาหรณ์ ว่าเราไม่ควรไว้ใจอะไรรอบตัวเกินไป หากเดินก็ควรระวังอย่าเดินอย่างเดียวให้มองรอบข้างบ้าง หรือ พบเจอสุนัขเห็นหน้าตาซื่อๆก็อย่าไว้ใจให้มันเลียมือเล่น โดยเฉพาะหมาจรจัดที่เราไม่รู้ภูมิหลังของมัน เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ ป้องกันดีกว่าแก้ไข คำนี้น่าจะใช้ได้กับหนูญาตั้งแต่วันนี้ไปค่ะท่องไว้ๆ
2 เดือน 2 ครั้ง กับอุบัติเหตุ เดือนหน้าไม่ขอเอาแล้วค่ะ ได้เล่าสู่กันฟังกับพี่ๆที่ทำงาน พี่กาญก็บอกว่าพี่ก็เคยโดนกัด พี่ใหญ่ก็เสริมว่าพี่ก็เคยโดนหมากัดเหมือนกันและส่วนใหญ่หมาที่กัดจะเป็นหมาที่ไม่มี เจ้าของ ทำให้เรากลับมาคิดว่า เออเนอะเรื่องหมากัดถึงจะเป็นเรื่องที่ไม่ใกล้ตัวนัก แต่ก็ไม่ไกลตัวเช่นกัน ยิ่งที่มศก. สุนัขมีหลากหลาย หลายตัวก็หลายใจ เราไม่สามารถที่จะเดาใจ หรือพยายามเข้าใจหมาได้ทุกตัว ดังนั้นจึงควรดูแลตัวเองด้วยความไม่ประมาท ไม่เดินเฉียดพื้นที่ของเค้า (โดยไม่จำเป็น)
จากประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า
1. แผนที่การเดินทางช่วยเราแก้ปัญหาได้ค่ะ ทำให้เราหลงทางในเมืองหลวงน้อยลง
2. นั่งแท็กซี่ ต้องระวังเลือกคันที่คนขับรถมีสติสัมปชัญญะ เต็มร้อยนะคะ
3. อย่าไว้ใจสุนัขจรจัด เพราะมันมีอันตรายมากกว่าที่เราคิด
@”””””””””””เหมือนเล่านิทานเลย อิอิ“”””””””””@
5 thoughts on “ประสบการณ์สอนใจ”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
เมื่อเช้าอ่าน blog ของน้องยาเห็นด้วยกับประสบการณ์การใช้แผนที่ เพราะ นิสัยคนไทยไม่ชอบพกพาแผนที่เวลาเดินทาง ไม่เหมือนกับคนต่างชาติที่เค้าจะมีแผนที่ติดตัวตลอดถ้าเราสังเกตุนักท่องเที่ยวต่างชาติ การใช้แผนที่ต้องใช้องค์ความรู้และประสบการณ์หลากหลาย เช่น เรื่องทิศ สัญญลักษณ์ต่างๆ บนแผนที่และป้าย การวัดระยะทาง สายตาต้องไว มองไกล เป็นต้น เมื่อเทอมก่อนขับรถไปรับอาจารย์ชาวจีนที่ราชภัฏนครปฐม มาช่วยอ่านหนังสือภาษาจีนให้กับหอสมุดฯ อาจารย์ถามว่า จะหาซื้อแผนที่จังหวัดนครปฐมได้ที่ไหน (หาซื้อไม่ได้ แบบว่ามีแต่แผนที่ประเทศไทย หรือแผนที่แบ่งเป็นภาคต่างๆ) คนไทยไม่ใช้แผนที่กันหรือ เวลาเดินทางไปถูกได้อย่างไร เลยตอบอาจารย์ไปว่า คนไทยใช้ถามทาง และประสบการณ์สดๆร้อนๆ เมื่อวันพฤหัส (26 มีนา) ไปสัมภาษณ์ท่านนายกเทศมนตรีต. หนองโพ ขับรถไปกับพี่สมปอง พี่ใหญ่ น้องพิชิต ปรากฎว่า ไปสำนักงานเทศบาลไม่ถูก เลยถามคนข้างทางซึ่งคิดว่า น่าจะรู้จัก ให้ทายค่ะว่า คนที่บอกทางเราได้ถูกต้องเป็นคนที่เท่าไร (เฉลยค่ะ คนที่ 4) เป็นความผิดของดิฉันเองด้วยที่ไม่เตรียมตัวหรือศึกษาเส้นทางก่อน เพราะคิดว่า แค่นี้เองไม่ไกลมาก เฮ้อ!!ต้องจำไว้เป็นบทเรียน
ใช่ค่ะเมื่อวานที่ญาได้ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ญาก็กะจะไปหาซื้อแผนที่จ.นครปฐม เช่นกันเลยชวยพี่ก้อเดินไปเป็นเพื่อนเพื่อหาซื้อ แต่ปรากฏว่าไม่มีเลย พอถามคนขายประจำบูทเค้าก็บอกว่าไม่มีแบบจ.นครปฐมเดี่ยวๆ มีแต่แบ่งเป็นภาคกลาง เลยเกิดคำถามขึ้นในใจว่าทำไมจ.นครปฐมเค้าถึงไม่ทำแผนที่บ้างทั้งที่จ.นครปฐม มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโบราณสถานและที่เที่ยวที่สำคัญๆตั้งหลายแห่ง เช่น วัดไร่ขิง วัดพระงาม พระปฐมเจดีย์ สวนสามพราน ฯลฯ ต่างกับบางจังหวัดที่มีที่เที่ยวเป็นทะเลที่เดียวแต่ยังมีแผนที่การเดินทางออกมาจำหน่ายเลย…พูดแล้วก็เกิดอาการ(เซ็งเป็ด)ขึ้นมาทันที
วันนี้ไม่ค่อยรู้ทางอยู่ไปสักระยะนึงก็จะเริ่มรู้จักเส้นทางมากขึ้นเองนะ ญา หมากัดก็นึกซะว่าฟาดเคราะห์แล้วกัด หรือว่าจะเป็นเคราะห์ฟาดก็ไม่รู้เนอะ ไม่เป็นไรหรอกชีวิตมีเรื่องตื่นเ้ต้นอีกเยอะไม่ใช่แค่นี้หรอก แต่สำคัญต้องอย่าประมาท หากคราวหลังขึ้นแท๊กซี่ ถ้าเห็นท่าทางไม่น่าไว้ใจก็ขอลงก่อนแต่ต้องดูในที่มีคนพลุกพล่านนะ ไม่ต้องไปเสียดายค่ารถหรอก เงินหาใหม่ได้แต่ชีวิตมีแค่ชีวิตเดียวนะจ๊ะ เ็ซ็งเป็ด ฟังๆ ดูก็เพราะดีเนอะ (^_^)
ชีวิต คือการเีรียนรู้
การเรียนรู้ชีวิต คือการทำให้ชีวิตอยู่รอด
การทำให้ชีวิตอยู่รอด คือจุดเริ่มต้นของการมี ชีวิต
หนูน้อยโดนหมาน้อยกัดซะแล้ว คิดในแง่ดีนก็ได้ประสบการณ์การฉีดยากันพิษสุนัขบ้า เรื่องหมานี่ต้องระวัง… คุยได้แต่อย่าไปถูกตัวเขา ครั้งที่ไปเชียงใหม่เมื่ออาทิตย์ก่อนไปนอนบ้านพี่อู๊ด (พี่สาวพี่ดวง) พี่อู๊ดโทรบอกว่า “ปองไขประตูเข้าไปนะอย่างไปจับน้ำชานะ” ใจก็คิดไปว่าพี่คงไหว้เจ้าแล้วมีถ้วยน้ำชาวางอยู่ ฟังพี่เขาพูดต่อว่า “เดี๋ยวมันกัดเอา” ก็งงถามไปว่า “น้ำชาคืออะไรคะ” พี่บอกว่า “เป็นหมาที่เลี้ยงไว้แต่ไม่ชอบให้ใครถูกตัว” พอไปถึงจริงน้ำชาน่ารักมากเป็นคุณนายพุดเดิ้ลหน้าตาสะสวย นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนมีหวังได้แผลก่อนน้องญาแน่นอน
ส่วนเรื่องแท็กซี่นี่นั่งแต่ละครั้งประสบการณ์จะไม่เหมือนกันเลย และไม่เข้าใจว่าจะหลอก…จะลวงกันทำไม คนไทยด้วยกันแท้ เคยนั่งไปจุฬาฯ ก็ขับวนซะ บางคันก็มิเตอร์ขึ้นเร็ว แต่ด้วยความที่วัยมากขึ้น จึงกล้าที่จะถามว่าทำไมมาทางนี้ ทำไมขึ้นเร็วจริง ในที่สุดก็จะหันมาถามว่าพี่เคยนั้่งเท่าไร เราก็บอกราคาไปแล้วก้ให้ตามนั้น ที่ขำขำสุดคือนั่งแท็กซี่กับน้องที่ม.วลัยลักษณ์ จากศูนย์ประสานงานมหาวิทยาลัยสุรนารีจะ้ไปสายใต้ คนขับขับเลยจากแยก ถ.ศรีอยุธยา เลยขึ้นมาเรื่อยๆ สงสัยว่าทำไมไม่เลี้ยวเลยถามว่าน้องจะไปทางไหน คนขับหันมาบอกว่าผมจะไปทางอนุสาวรีย์ ก็งงถามว่าจะไปทางนั้นทำไมเป็นเส้นทางใหม่เหรอ คนขับก็งง บอกว่าไม่อ้อมครับก็ตรงไปเดี๋ยวก็ถึงสายเหนือ (หมอชิต) แล้ว เรากับน้องก้ร้องเฮ้ยพร้อมกันพวกพี่จะไปสายใต้กัน คนขับบอกว่าอ้าว งั้นพี่ลงแล้วกันเพราะไปไม่ถูก ผมเพิ่งมาขับรถแท็กซี่เมื่อวาน)
สำหรับการเดินทางทางครอบครัวสอนว่าไม่ไปไม่รู้ แล้วก็ไปแล้วรู้เอง… และที่สำคัญคือต้องดูแลตัวเองและทรัพย์สิน
ส่วนเรื่องแผนที่งานเข้าคุณเอกอนงค์ค่ะ เพราะจริงๆ อย่างว่าหาแผนที่ถูกใจไม่มีจริงๆ
ป้าแมว เพิ่งเข้ามาอ่านเรื่องของญา ช้าไปหน่อย ป้าแมวไม่กล้านั่งแท้กซี่คนเดียวมานาน จนปัจจุบันก็ยังไม่กล้า มันกล้วไปหมด วันหลังอย่านั่งอีก รถเมล์ดีท่สุด รถไฟฟ้า (ถ้าผ่าน) สำหรับเรื่องหมา ถือว่าฟาดเคราะห์ ระวังหมาหน้า รอบ หอสมุดล่ะ ฝากบอกพี่เกศินี พี่พัชรีด้วยเรื่องน้องหมา