ในหลักสูตรภาษาอังกฤษกรุบกริบ ดิฉันกำหนดให้วันสุดท้ายเป็นการบรรยายเรื่อง “Intercultural Communication” โดยรองศาสตราจารย์ลิขิต กาญจนาภรณ์
มูลเหตุคือการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อให้สามารถสื่อสารได้ในระดับ international และการที่เราเป็นสัตว์สังคม มีวัฒนธรรมทั้งขององค์กร ส่วนบุคคล ตั้งแต่ส่วนเล็กๆ ไปจนถึงภาพรวม ความเข้าใจระหว่างกันเพื่อให้เกิดการ communication การมี communication ที่ดี จะทำให้ลดช่องว่างๆ ลงได้
การมี communication ที่ดี นอกจากจะมีกฎ กติกาและมารยาทแล้ว สิ่งสำคัญที่ให้คนเข้าใจกันส่วนหนึ่งเป็นการเรียนรู้่ในลักษณะของ learning by doing การอ่านแบบรู้ไปโหม้ด ท่องทฤษฎีเป็นวรรคเป็นเวร แต่ขาดการปฏิบัติ ทำไม่ได้อย่างที่อ่าน จึงยังไม่ใช่คำตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตการทำงาน … คำศัพท์ที่ได้จากการฟังอาจารย์คือ mind the gab เพระา gap เพระา gap เป็นสื่งสำคัญ
คุณหนูเล็กโพสต์เรื่อง “ป้าย” สองบล๊อดติดต่อกัน ดิฉันมาคิดๆ ดู เหตุที่เรามีป้ายก็เพราะเราต้องการลด gap ให้เกิดความเข้าใจกัน แต่ป้ายก็คือป้าย จะไม่มีผลเลยหากไม่อ่าน หรือทำความเข้าใจ ทั้งสิ่งที่ต้องการสื่อตรงๆ หรือนัยยะแห่งการเกิดป้าย เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ต้อง doing ควบคู่ไปกับอะไรหลายๆ อย่าง
วิทยากรทั้งสองท่านมีสิ่งที่เหมือนกันคือสอนโดยใช้ประสบการณ์แล้วเล่าสู่กันฟัง ถ่ายทอดสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน สังคม วัฒนธรรม มองความ “ต่าง” เป็นเรื่องสนุกสนาน นำข้อดีของแต่ละฝั่งมาใช้
ในกรอบของ Intercultural Communication อาจารย์แบ่งออกเป็น 7 ประเด็นคือ
1. Individual or collectivist orientation
2. Emphasis on context (whether high or low)
3. Power structure :High/Low power distance
4. Masculinity- femininity
5. Tolerance for ambiguity : uncertainty Avoidance
6. Long – and short -term orientation
7. Indulgence and restraint
ในประเด็นแรกอาจารย์พูดเรื่อง individualistic กับ collectivist ไว้น่าสนใจ พอจะสรุปได้คือ
individualistic คือความเป็น ปัจเจก มีมุมมองว่า มนุษย์เราสามารถมีความแตกต่างกันได้ ให้ความสำคัญต่อการพึงพาตนเอง มีความสามารถในการพัฒนาตนเอง ทำเพื่อความสุขของตนเอง และยึดตัวเองเป็นสำคัญ
Collectivist รูปแบบวัฒนธรรมที่คนในสังคมนั้นให้ความสำคัญกับกลุ่ม และต้องการการยอมรับจากสังคมรอบข้าง พอใจกับการพึ่งพาระหว่างกันทั้งในทางจิตใจและวัตถุในระดับสูง ให้ความสำคัญมากกับการอยู่ร่วมกัน ต้องการให้ตนเองเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม
และทั้ง individualistic กับ collectivist มีอิทธิพลต่อความคิด การดำเนินชีวิต และการสื่อสาร ซึ่งในการบรรยายอาจารย์ได้ยกตัวอย่างของคนทั้ง 2 กลุ่มมาให้เราฟัง ฟังๆ แล้วสนุกดี พร้อมกับตั้งคำถามว่า แล้วเราเป็นคนกลุ่มไหน? ซึ่งยากที่จะให้คำตอบกับตัวเอง เพราะใจเราไม่นิ่ง หากฟังแล้วเป็นเรื่องดีก็มักเข้าข้างตัวเองว่า ตัวฉันเองแหละ อะไรแบบนี้ 😳
เรื่องราวของมิติทางสังคมศาสตร์เป็นเรื่องเข้าใจยาก และเข้าใจยากมากขึ้นหากนำไปเทียบเคียงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมทั้งหน่วยเล็กๆ และหน่วยใหญ่ๆฟังอาจารย์พูดแล้วชอบมาก พูดกับตัวเองว่าต้องหาโอกาสที่่เชิญอาจารย์มาแบบครั้งนี้อีก เพราะเปลี่ยนบรรยากาศเดิมๆ ให้รู้จักความยาก-ง่าย สนุกดีค่ะ
ชอบสไลด์รองสุดท้ายที่บอกว่า …..Be practicing and having good time with intercultural communication whenever you meet your new friends of difference from you.