ตั้งแต่ให้ความสนใจเรื่อง web 2.0 มักจะได้อ่านเรื่องการประยุกต์แนวคิดของ long tail กับบรรณารักษ์ พี่พัชก็เคยเล่าให้ฟังถึงทฤษฎีนี้อยู่เหมือนกันใน ITupdate ตอนกลับจากสัมมนาเรื่อง web 2.0 ส่วนตัวเองได้หาอ่านบ้างช่วงนั้นยังไม่คอยมีภาษาไทย ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษและยังเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ด้วยอ่านปวดขมอง รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็คิดว่าคงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ไว้ก็ต้องเพียรหาอ่าน
อาทิตย์ที่แล้วไปร้านหนังสือพบหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้แถมเนื้อหายังกล่าวยังมีพาดพิงถึงห้องสมุดว่า ในห้องสมุดที่วางหนังสือผิดชั้น แต่แหมแพงจัง เลยเก็บเอาไว้ก่อนมาดูว่าห้องสมุดมีหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะซิวมาให้หนูเล็กดำเนินการ แต่มีแล้วหนึ่งเล่ม ตรวจออกเมื่อ 3 ก.ค.51 มีคนยืมไปอ่านแล้วหนึ่งคน แต่สงสัยตัวเองว่าตอนนั้นทำไมจึงค้นไม่เจอทั้งที่ค้นตั้งหลายครั้ง ท่าจะเอ๋อ รู้สึกว่าตัวเองเสียโอกาสในการอ่านอย่างไรก็ไม่รู้
อ่านในบทนำเขาบอกว่า long tail เกิดขึ้นมาเพื่อหักร้างกฎ 80/20 ก็เลยต้องไปหาเรื่องนี้อ่านเพิ่มอีก พบข้อมูลมากมาย แต่ชอบของท่านนี้เพราะอ่านแล้วเข้าใจ เลยคัดลอกมาให้อ่านกัน
กฎ 80/20 หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกกันว่า Pareto”s Principle เป็นกฎที่เกิดขึ้นมาจากความบังเอิญก็เกือบจะว่าได้ เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากในปี 1906 Vitfredo Pareto นักเศรษฐศาสตร์ ชาวอิตาลีได้สร้างสมการตัวเลขเกี่ยวกับความร่ำรวยของคนภายในประเทศของเขา โดยจากการสังเกตการณ์ได้ค้นพบว่า 20% ของคนในประเทศเป็นเจ้าของความมั่งคั่ง ถึง 80% การสังเกตการณ์ของ Pareto ในครั้งนั้นดูเหมือนว่าผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่า ในงานที่ตนเองทำอยู่แต่ละอย่างจะมีปรากฏการณ์ของกฎ 80/20 อยู่เป็นประจำ จนราวๆ ปี 1940 Dr.Joseph M. Juran จึงสรุปแนวคิด เรื่อง 80/20 ไว้ว่า สิ่งสำคัญจำนวนไม่ต้องมากกลับสามารถสร้างผลกระทบได้เยอะแต่สิ่งไม่สำคัญ จำนวนเยอะๆ กลับสร้างผลกระทบได้ไม่มาก (vital few and trivial many) แล้ว Dr.Joseph จึงค่อยมาพบภายหลังว่า สิ่งที่เขาสรุปเป็นอะไรที่ Pareto ค้นพบมาก่อนหน้านี้ จึงใช้ชื่อทฤษฎีนี้ว่า Pareto”s Principle หรือที่เราเรียกกันอย่างง่ายๆ ว่า กฎ 80/20
กฎ 80/20 หมายถึงอะไรก็ตามที่ส่วนน้อย (ประมาณ 20%) เป็นสาระสำคัญของเรื่องนั้นๆ และอะไรก็ตามที่ส่วนมาก (ประมาณ 80%) ไม่ค่อยมีสาระสำคัญ อย่างในกรณีของ Pareto ที่ว่า 20% ของประชากรเป็นเจ้าของความมั่งคั่ง 80% ในประเทศ กรณีของ Dr.Joseph เขาพบว่า 20% ของปัญหาก่อให้เกิดความเสียหายถึง 80% ดังนั้น คำถามต่อไปจึงเกิดขึ้นว่า แล้วกฎ 80/20 นี้สามารถใช้อธิบาย ปรากฏการณ์อื่นๆ ได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคนหรือไม่ ?
คำตอบคือ ทฤษฎีหรือแนวคิดใดๆในโลกนี้คงไม่สามารถใช้อธิบายสถานการณ์ทุกๆ สถานการณ์ได้ 100% โดยไม่มีข้อยกเว้นหรอก เพียงแต่ถ้าทฤษฎีหรือแนวคิดนั้นๆ อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้สัก 80-90% ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ใช้ได้แล้ว ซึ่งแนวคิดเรื่อง 80/20 ก็มีลักษณะคล้ายกับทฤษฎีความเชื่ออื่นๆ ทั่วไปเช่นกัน
เพราะฉะนั้น หากเราจะนำเอากฎ 80/20 มาอธิบายการบริหารจัดการให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยยกตัวอย่าง สัก 2-3 เรื่องก็น่าจะได้แก่ 20% (โดยประมาณ) ของคนในองค์กร ควบคุมอำนาจในการบริหารจัดการไว้ถึง 80% หรือเนื้องานเพียงประมาณ 20% ที่คุณทำ (เท่านั้น) ที่สร้างผลลัพธ์ได้ถึง 80% (หรืออีกนัยหนึ่ง งานที่คุณทำเกือบ 80% สร้าง impact ในเชิงบวกให้กับองค์กรเพียงแค่ 20% เพราะส่วนมากเป็นงาน routine หรือ paperwork ซึ่งมีคุณค่าน้อยต่อองค์กร) หรือคนสักประมาณ 20% ในองค์กร (เท่านั้น) ที่เป็น top performer, super talent หรือ future leaderในขณะที่คนอีก 80% ไม่ใช่ เป็นต้น ดังนั้น สาระสำคัญของกฎ 80/20 นี้ จึงเป็นเครื่องมือที่คอยย้ำเตือนคุณเสมอ ให้มุ่งเน้นไปที่ 20% ของส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เพราะฉะนั้นในการทำงานทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรืองานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ จงหาให้ได้ว่าใครหรืออะไรคือ 20% นั้นที่จะสร้างผลลัพธ์ ไห้ได้ถึง 80% แล้วจงใช้เวลา ทรัพยากร และความทุ่มเทของคุณ 80% ไปให้กับ 20% นั้น และจงถือว่า 20% นี้เป็นหัวใจของการทำงาน อย่าให้สิ่งอื่นใดมาทำให้คุณต้องพลาดหรือสูญเสีย 20% นี้ไปเป็นอันขาด เพราะมันจะทำให้ผลลัพธ์ของคุณสูญไปถึง 80% เลย… จงอย่าแค่ทำงานอย่างฉลาด (work smart) เพียงอย่างเดียว แต่จงทำงานอย่างฉลาดบนสิ่งที่สมควรต้องทำ (Work smart on the right things) ด้วยจึงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน จาก คอลัมน์ ถามมา-ตอบไป สไตล์คอลซัลต์ โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา จาก http://www.wiseknow.com/blog/2009/01/26/1756/
กฎ 80/20 ได้รับความนิยมใช้มาเรื่อยๆ จนถึงยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาท อินเทอร์เน็ตทำให้ต้นทุนในการประชาสัมพันธ์ การสื่อสาร และการบริหารลูกค้าต่ำ และไม่ได้แปรผันตามปริมาณการใช้อีกต่อไป การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอีก 80% จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป อินเทอร์เน็ตจึงเป็นจุดกำเนิดของกลยุทธ์หางยาว (Long Tail Strategy) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้า (demand side) หรือ สินค้า (supply side) อีก 80% ที่เป็นลูกค้าระดับรอง หรือสินค้าที่ขายยาก
คริสแอนเดอร์สัน หัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร Wired เป็นคนแรกที่ศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้และตั้งชื่อว่าปรากฏการณ์ลองเทล ต่อมาคำนี้ก็ฮิตติดชาร์ตทั้งในแวดวงุรกิจรวมถึงแวดวงห้องสมุด เพราะสามารถอธิบายทุกอย่างได้อย่างเห็นภาพ ก่อนจะไปถึงเรื่องลองเทลขอแนะนำนิตยสาร Wired ว่าหากคิดอะไรไม่ออกเกี่ยวกับ ITหรือจะตามโลกให้ทันต้องไปที่ http://www.wired.com/wired/ ส่วนตัวเขาเองได้สร้างเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ http://www.longtail.com/about.html
ถามว่าลองเทลอยู่ที่ไหน ตอบได้ว่าก็อยู่รอบๆ ตัวเรา โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว อินเทอร์เน็ต blog DVD iPod หรือ BitTorrent อย่างที่น้องเอ๋บอกก็ใช่ สรุปว่ารอบๆ ตัวเราน่ะใช้หมด
ครานี้เรามาดูว่าเราจะเกี่ยวข้องอย่างไรกับลองเทล ง่ายๆ คือ เปลี่ยนจากคำว่าลูกค้า หรือ พวกเขา เป็น ผู้ใช้บริการ และเปลี่ยนจาก ธุรกิจ เป็น ห้องสมุด โดยกฎของลองเทลบอกว่าเราจะสร้างสวรรค์แห่งทางเลือกให้กับลูกค้าอย่างไร 1. เสนอทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูกค้าเลือก 2. ช่วยพวกเขาหาสิ่งที่ต้องการให้พบ และเขายังมีกฎ 9 ข้อ ที่จำเป็นในการทำธุรกิจในโลกของลองเทลให้ประสบความสำเร็จ ทั้งหมดอยู่ในหนังสือเรื่อง กลยุทธ์ลองเทล โดย Chris Anderson แปลโดย ประวัติ เพียรเจริญ 419 หน้า กว่าจะอ่านหมดใช้เวลานานจนอ่อนใจ
สำหรับบรรณารักษ์กับลองเทล คุณรุจเรขา จากห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข มหาวิทยาลัยมหิดลเขียนไว้อย่างละเอียดแล้วที่ http://stang.sc.mahidol.ac.th/wiki/doku.php?id=long_tail อยากให้ตามไปอ่านค่ะ
สำหรับเรื่อง ในห้องสมุดที่วางหนังสือผิดชั้น ในฐานะที่ต้องดูแลชั้นหนังสือและเพื่อให้เป็นไปตามกฎของลองเทลทั้ง 2 ข้อ จึงตีความว่าเราต้องดึงหนังสือมาจากชั้นไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดทั้งตัวเล่ม หรือเฉพาะปก หรือ ฯลฯ บัดนี้ได้รับการสานต่อจากทั้งพี่พัช พี่เกและหนูยาหยี รับไปดำเนินการแล้ว ทั้งแบบจับต้องได้ ส่วนแบบออนไลน์ต้องค่อยเป็นค่อยไป ตอนนี้ตัวเองลองใน Shelfari ให้พวกเราไปก่อน หลังจากนี้จะไปทดลองใน LibraryThing ส่วนจะอยู่ตรงไหนค่อยว่ากันไป ส่วน msn Twitter hi5 กำลังทยอยออกมา ขณะนี้คนทำเริ่มหัวหมุน แต่ไม่นานรับรองว่าเมื่อยู่ตัวแล้ว สบม. ยห.
ยาวไปหน่อยแต่อยากให้รู้จักทั้งสองเรื่อง เอาตอบคำถามหากมีใครถามจะได้ตอบถูก