ยุคแรกคนจีนซึ่งเคยทำเครื่องปั้นดินเผามาก่อนจากเมืองจีน ได้มาริเริ่มทำโอ่ง อ่าง ไห ขาย ชาวจีนรุ่นบุกเบิกได้รวบรวมทุนและ ตั้งโรงงานขึ้นที่ราชบุรี เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2476 เป็นโรงงานขนาดเล็ก เนื่องมาจากแหล่งดินสีแดงที่ราชบุรีค่อนข้างจะมีคุณภาพเหมือนที่เมืองจีน เมื่อทำเสร็จก็ห้ชาวมอญราชบุรีใส่เรือไปเร่ขาย การทำโอ่งได้ริเริ่มอย่างจริงจังก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินขาวที่ใช้แต่งลวดลายเดิมได้นำเข้ามาจากเมืองจีน ต่อมาได้หาทดแทน ซึ่งก็ได้จากดินที่ท่าใหม่จันทบุรี และสุราษฏร์ธานี เจ้าของโรงงาน ช่างปั้น และประชาชนส่วนใหญ่ของจังหวัดราชบุรี เมื่อครึ่งศตวรรษมาแล้วล้วนเป็นลูกหลานจีน ดังนั้นช่างปั้นจึงได้คิดคัดเลือกลวดลายที่เป็นมงคล และมีความหมายที่ดี เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อผู้ใช้ นอกเหนือจากความงามเพียงอย่างเดียว ที่สุดก็ได้เลือกสรรลวดลายมังกร ซึ่งแฝงและฝังไว้ด้วยความหมายตามความเชื่อคตินิยมในวัฒนธรรมจีนลวดลายมังกรดั้นเมฆ มังกรคาบแก้ว และมังกรสองตัวเกี่ยวพันกัน ล้วนเป็นสัตว์สำคัญในเทพนิยายของจีน เป็นเทพแห่งพลัง แห่งความดี และแห่งชีวิต ช่างปั้นเลือกเอามังกรที่มี 3 เล็บหรือ 4 เล็บ เป็นลวดลายตกแต่งโอ่ง ช่างผู้ชำนาญปาดเนื้อดินด้วยหัวแม่มือเป็นรูปมังกร โดยไม่ต้องร่างแบบ ขีดเป็นลายมังกรด้วยปลายซี่หวี เป็นหนวด นิ้วเล็บ ส่วนเกล็ดมังกรหยักด้วยแผ่นสังกะสีแล้วเน้นลูกตาให้เด่นออกมา ช่างเขียนลายจะใช้ดินสีนวลปาดด้วยมือเป็นเส้นเล็กๆ รอบตัวโอ่งแบ่งเป็นสามตอนหรือสามช่วง คือช่วงปากโอ่ง ลำตัว และส่วนเชิงล่างของโอ่ง ในแต่ละตอนแต่ละช่วงจะมีลวดลายที่ไม่เหมือนกัน
ช่วงปากโอ่ง นิยมเขียนลายดอกไม้ หรือลายเครือเถา ใช้วีที่เรียกว่าพิมพ์ลาย นำกระดาษฉลุลายวางทาบบนโอ่งแล้วปาดด้วยดินติดดอก ใบหนึ่งๆ จะมีประมาณ ๔ ช่วงตัวแบบ
ช่วงลำตัว นิยมเขียนรูปมังกรมีทั้งมังกรดั้นเมฆ มังกรคาบแก้ว และมังกรสองตัวเกี่ยวกัน ช่างเขียนลายจะเป็นผู้ที่ชำนาญมาก ปาดเนื้อดินด้วยหัวแม่มือเป็นรูปร่างมังกรอย่างคร่าวๆ โดยไม่ต้องมีแบบร่างก่อน จากนั้นจะใช้ปลายหวีขีดเป็นตัวมังกรใช้ซี่หวีตกแต่งเป็นส่วนหนวด นิ้วและเล็บสำหรับเกล็ดมังกรใช้สังกะสีที่ตัดปลายหยักไปมาบนตัวมังกร และเน้นส่วนลูกตาของมังกรให้มีความนูนเด่นออกมา
ช่วงเชิงล่างของโอ่ง ใช้วิธีการติดลายคล้ายกับส่วนปาก จากนั้นใช้น้ำลูบที่ลายทั้งหมด เพื่อให้ลายมีผิวเรียบเสมอกันและลื่น เป็นการเตรียมสู่ขั้นตอนการเคลือบและเผาต่อไปโอ่งแต่ละใบช่างผู้ชำนาญจะใช้เวลาการเขียนลายประมาณ ๑๐ นาที
วันหนึ่งๆ มีโอ่งมังกรนับหมื่นใบถูกลำเลียงออกไปขายทั่งประเทศ จากเส้นทางสัญจรทางน้ำมาเป็นทางหลวงแผ่นดิน โอ่งมังกรก็สามารถไปไกลทั่วทุกภาคของประเทศ และบางครั้งไปถึงต่างประเทศในเอเชีย เป็นการนำมาซึ่งรายได้มหาศาลแก่ประเทศชาติ
ซึ่งปัจจุบันโรงงานที่ผลิตโ่อ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น หากมีเวลาลองไปเที่ยวชมร้านขายหรือโรงงานประเภทนี้แล้วคุณจะรู้สึกตื่ินตาตื่นใจ
ข้อมูลจาก : www.ratchaburi.go.th/data/cultye/jar.htm
http://kingpromcharoen.blogspot.com/2008/01/3000.html
ส่วนรูปภาพได้มาจากลูกสาวที่ไปทัศนศึกษาที่โรงงานผลิต ที่จ.ราชบุรีเมื่อปลายปีที่แล้ว
5 thoughts on “ทำไมโ่อ่งราชบุรีต้องเขียนลายมังกร”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ขยันจริงๆ นะบรรณารักษ์ ศต.คนใหม่ เคยทำสถิติไว้หรือเปล่าว่าแค่เดือนนี้ทำข้อมูล ศต.ไปแล้วกี่ชิ้น แล้วจะเอาไปรวบรวมเป็นเล่มหรือเป็นโฟลเดอร์ยังไง ที่จะช่วยให้บรรณารักษ์คนอื่นๆ ช่วยตอบแหล่งข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง เอ้อ รูู้็สึกด้วยว่า แม้แต่ลูกไปทำอะไรมาที่เกี่ยวกับ ศต. ก็ไม้เว้นนะ ไม่เว้นที่จะเอามาทำประโยชน์ให้หน่วยงาน ห้องสมุดโชคดีจังนะ
ทุกอย่างจะอยุ่ในโครงการ…เรียกว่าอะไรนะ พันห้าร้อยล้าน แล้วกัน ว่าจะแซวเรื่องช่วยกันทำมาหากิน พี่หน่อยแซวไปซะแล้ว
น้องอ้อเขียนลงบล็อกมากมายจนตามอ่านไม่ค่อยทัน แต่ละเรื่องดีๆ ภาพก็สวย ขยันจริงๆเลย
โอ่งราชบุรีเดี๋ยวนี้มีรูปแบบใหม่ๆ รูปร่าง รูปทรงก็พัฒนาไปมาก แบบย้อนยุคก็มี แต่ราคาก็เอาเรื่อง ที่บ้านผมก็ยังใช่ตุ่มใส่น้ำกินอยู่นะ ซื้อมาจากราชบุรีเหมือนกัน กว่าจะหาแบบถูกใจ เข้าออกซะหลายโรงงาน สุดท้ายไปได้ของดีราคาถูก เป็นของส่งออกแต่คนไทยไม่ชอบ ไม่ใช้ ทิ้งอยู่ข้างโรงงาน5-6ใบ เจอแล้วไม่รอช้า ขอต่อราคาตามมารยาท เขาบอก 400 ต่อได้ 300 รีบจ่ายตังค์แบกขึ้นรถกลับบ้านทันที……………
พี่นก… ตอนนี้กำลังเข้าเทศกาลเขียนกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ เปิดรับสมัครทั่วไปค่ะ ยังมีอีกนะแบบบรรทัดเดียวที่ Twitter ลองไปสมัครได้ค่ะ