การไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยยอนเซ และหอสมุดแห่งชาติ ประเทศเกาหลีใต้ ได้อะไรมาบ้าง ในมุมมองของบุญตา (1)

 การศึกษาดูงาน หอสมุด มหาวิทยาลัยยอนเซ และหอสมุดแห่งชาติ ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้    ระหว่างวันจันทร์ที่  18 – 22 มีนาคม  2556  ดังนี้
    วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2556
คณะศึกษาดูงานจากสำนักหอสมุดกลาง   หอสมุดพระราชวังสนามจันทร์  ออกเดินทางโดยรถตู้ มหาวิทยาลัยศิลปากร เวลา 18.00 น.  ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 21.00 น.  หัวหน้าไกด์ไทยที่จะพาคณะไปศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลีมาแนะนำตัว จัดการเรื่องเอกสาร และอำนวยความสะดวกให้คณะจนเรียบร้อย ตรวจเช็คสัมภาระ และตรวจคนเข้าเมือง หลังจากนั้นรอขึ้นเครื่อง โดยสายการบิน Business Air เที่ยวบินที่ 8B 868 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง
 

 
    
    
 
(ลงภาพหลายภาพ เมื่อ public หายไปหมด)
   
   
วันอังคารที่ 19 มีนาคม 2556  ถึงสนามบินฮินชอน เวลาประมาณ 07.05 น.  อุณหภูมิประมาณ -4 องศา  จะมีไกด์เกาหลี ชื่อ นาตงมิน เป็นหัวหน้าไกด์ หรือเรียก Mr. คิม, ลี, นา หรือ Mr.นา หรือคุณนา ที่คณะของเราเรียกกัน คุณนา มีชื่อเรียกภาษาไทยว่า คุณนที มาต้อนรับ และได้แนะนำตัวเอง  พร้อมผู้ช่วยไกด์ และคนขับรถ ให้คณะของเราทราบ ก่อนที่จะเดินทางต่อ  ผู้ช่วยไกด์ ชื่อ แอร์โรด์ จะช่วยยกกระเป๋า ซื้อของ เสริฟอาหารให้คณะของเราทุกมื้อ และเป็นช่างภาพด้วย  และคนขับรถชื่อ ลีซัมคิม หรือเรียกว่า Mr. ลี
     
   

 
    
   
   
 
คณะของเราจะเริ่มต้นเดินทางเข้าสู่เกาะนามิ เป็นที่แรกก่อน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองชุนชอน จังหวัดคังวอน เป็นเกาะที่มีความเงียบสงบ มีทิวทัศน์สวยงาม ท่ามกลางแมกไม้ ต้นสนที่สูงเสียดฟ้า มีความสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู เป็นดินแดนแห่งรักโรแมนติก คณะของเราจะข้ามเรือสู่เกาะนามิ ก่อนที่จะข้ามเรือไปเกาะนามิ  คณะจะรับประทานอาหารกลางวันก่อนที่ร้านอาหารบริเวณท่าเรือ ด้วยเมนูกิมจิซิเก้ (KIMCHI SHEGYE) กิมจิเชเก (KImchi SHegye) ชี-เก หรือแกงกิมจิ เหมือนแกงส้มบ้านเรา แต่รสชาติจะจืดกว่า แต่กินกับข้าวร้อน ๆ อร่อยมาก พร้อมด้วยเครืองเคียง หลักก็คือ กิมจิ ผักสด หลังจากนั้นคณะก็ข้ามเรือไปยังเกาะนามิ    เมื่อถึงเกาะนามิ คณะทุกคนก็ถ่ายรูปร่วมกัน และแยกย้ายกันเที่ยวชมทิวทัศน์ตามอัธยาศัย
อาหารมื้อแรก
    
     
     
       
หลังจากรับประทานอาหารมื้อกลางวันเสร็จแล้ว คณะฯ ก็ออกเดินทางเพื่อมารอขึ้นเรือที่ท่าเรือ เพื่อข้ามไปยังเกาะนามิ
 
     
 
ภาพบรรยากาศบนเรือ
     
        
(มีภาพไปชมเกาะนามิ  ต่อในตอนที่ 2)  และภาพการศึกษาดูงาน และสถานที่อื่น ๆ ต่อในภาค 2) ตามลำดับ
กลับมาจากเกาะนามิแล้ว คณะของเราเข้าพักที่โรงแรม  DEL PINO ที่โซรัคซาน   1 คืน
  เช้าวันพุธที่ 20 มีนาคม 2556
ก่อนเดินทางออกจากโรงแรม  ตอนเช้ามีหิมะตก ทุกคนดีใจและตื่นเต้นมาก ที่มาทริปนี้ได้เห็นหิมะตก นึกว่าจะไม่ได้เห็นหิมะเสียแล้ว  ทุกคนรีบออกมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ก่อนที่จะเดินทางไปเมืองยงอินต่อ เพื่อไปเที่ยวสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ซึ่งตั้งอยู่หุบเขาในเมืองยงอิน (Yongin)   ระหว่างทางไปสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ จะผ่านพระราชวังชางด๊อกกุง ในกรุงโซล  และจะไปแวะทำกิมจิกันก่อน และรับประทานอาหารกลางวัน หมูย่างเกาหลี  หรือ คาลบิ (Galbi) ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองเกาหลีที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดีทั่วโลก มีรสชาติอร่อยมาก มีน้ำซุปสาหร่าย พร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยอีกเช่นเคย
หลังจากนั้นไปเที่ยวสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นดิสนีย์แลนด์เกาหลี  เป็นสวนสนุกกลางแจ้งใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีบริษัทซัมซุงเป็นเจ้าของ คณะฯ จะต้องนั่งกระเช้าลิฟท์ เพื่อลงไปสู่เครื่องเล่นต่าง ๆ นานาชนิด มีบัตร 1 ใบ สามารถเข้าชมได้ทุกแบบ เลือกเล่นได้ตามชอบใจ
นอกจากนี้ยังมีสวนดอกไม้ ที่จัดตกแต่งสวนด้วยไม้ดอกนานาชนิด สวยงามมาก
และสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจก็คือ ได้เข้าไปดูไลเกอร์ (Liger) ซึ่งเป็นสัตว์ลูกผสมระหว่างสิงโตกับเสือ ที่หาดูได้ยากมาก และดูหมี ดูเสืออย่างใกล้ชิด ซึ่งนักท่องเที่ยวจะอยู่ภายในรถที่หน้าต่างกระจกกั้นอีกทีหนึ่ง
หลังจากที่ได้เที่ยวภายในบริเวณสวนสนุกเอเวอร์แลนด์แล้ว เมื่อถึงเวลานัดพบ ก็เดินทางขึ้นรถของทางสวนสนุกที่จัดไว้ให้ เพื่อไปขึ้นรถทัวร์ของคณะ
หลังจากนั้นก็เดินทางไปโรงเรียนกิมจิ เพื่อเรียนทำกิมจิ และพิเศษสุดก็คือ ได้ใส่ชุดฮันบก ซึ่งเป็นชุดประจำชาติเกาหลี เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ทุกคนสวยงามกันทุกคน
เมื่อเรียนทำกิมจิแล้ว เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน เป็นเมนูหมูย่างเกาหลี หรือเรียกว่า คาลบิ (Galbi) เป็นอาหารพื้นเมืองเกาหลีที่เลื่องชื่อและรู้จักกันดีทั่วโลก มีรสชาติอร่อยมาก เสริ์ฟกับข้าวสวยร้อน ๆ พร้อมน้ำซุปสาหร่าย
หลังจากที่คณะได้รับประทานอาหารกลางวันแล้ว ได้เดินทางไปที่หอคอยแอนทาวน์เวอร์ ที่เป็นหอคอยเมืองที่สูงที่สุดในโลก สูงถึง 480 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ณ เขานัมซาน อยู่ใจกลางเมืองหลวง ชมทัศนียภาพกรุงโซลและชานเมืองแบบรอบทิศ เพื่อขึ้นลิฟท์ชมวิว 360 องศา และล๊อคกุญแจใจN Seoulที่นั่น อากาศหนาวเย็นมาก เนื่องจากช่วงนั้นเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว อากาศยิ่งหนาวเย็นมากที่สุด ทุกคนรีบชม และถ่ายรูป เพื่อจะได้ลงมายังข้างล่างเร็ว ๆ เพื่อขึ้นรถบัส
เมื่อออกจากหอคอย N  แล้ว  ไปรับประทานอาหารเย็น เมนู พุโกกิ (เนื้อหมู) ใส่ปลาหมึกกล้วย ผัดเข้าด้วยกัน มีน้ำจิ้มใส่ลงไปในกระทะผัดรวมกัน มีน้ำซุป พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ และเครื่องเคียงที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ กิมจิ และผักสด
เมื่อรับประทานอาหารเย็นอิ่มอร่อยแล้ว คณะไปเที่ยวตลาดยามราตรี ย่านทงแดมุน DONGDAEMUN หรือเปรียบเทียบได้กับประตูน้ำบ้านเนา  มีสินค้าหลากหลาย เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอื่น ๆ แต่ซื้อไม่ลงเลย ราคาแพงมาก มีคณะทัวร์จำนวนมากมาแวะเข้าออกไม่ขาดสาย
วันนี้เป็นวันที่อากาศหนาวเย็น มากที่สุด ทุกคนเมื่อออกมายืนรอรถบัสที่หน้าตลาดทงแดมุน  หนาวมาก ยืนกันแถบไม่ไหว  บ้างก็ยืนกอดกันเป็น 2 คน 3 คนบ้าง  มีลมพัดเย็นด้วย หนาวกว่าวันก่อน ๆ
วันพุธที่ 21 มีนาคม 2556
คณะศึกษาดูงานจากสำนักหอสมุดกลาง และหอสมุดพระราชวังสนามจันทร์ ออกเดินทางจากโรงแรม  HeLios เวลาประมาณ 8.00 น. ไปถึงมหาวิทยาลัยยอนเซ เวลาประมาณ 9 โมงกว่า
มีเจ้าหน้าที่หอสมุด มหาวิทยาลัยยอนเซ มาต้อนรับ และนำชมภายในหอสมุดฯ โดยเริ่มดูตั้งแต่
ชั้น 1
จะมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ว่าUserServiceCenter   มีป้ายแผนที่เป็นดิจิตอลทั้งหมด  โดยแนะนำแผนผังของอาคารทั้งหมดในมหาวิทยาลัยยอนเซ ทันสมัยมาก  มีจุดที่เป็นตัวเลขให้เราจิ้มไปตรงเลขใด จะปรากฏรายการแจ้งให้ทราบว่า เป็นอาคารไหน
ห้องสมุดฯ มี 2 อาคาร  มีทางเชื่อมติดต่อกัน  ป้ายทั้งหมดเป็นดิจิตอลทั้งหมด  เช่น ป้ายอ่านหนังสือพิมพ์  ภาษาอังกฤษว่า Read News From All Online  The World  จะให้เลือกอ่านได้ทั่วโลก
มีประเทศไทยด้วย  (Sumsung)
มี Global PC Island  จัดเป็นโซน ๆ  ใช้ได้ถึง 6 ภาษา  เช่น ภาษาจีน เยอรมัน  อังกฤษ Russian เป็นต้น   มีป้าย Memborad
ชั้น 2- 3
จะเป็นที่นั่งอ่าน  มีเครื่อง Scanner  คิดค่าบริการ 1 จุด 5 บาท
มี Digital Library Search
ชั้น 4
มีห้องบริการกลุ่มย่อย  สามารถทำเป็นห้องประชุมย่อยได้
มีโต๊ะ IT Help Desk  จำนวนมาก
ชั้น 5
          เป็นห้องบริการที่มีผู้ออกทุนทำให้ สวยงาม
เมื่อดูงานที่หอสมุดยอนเซในช่วงเช้าจนถึงเวลา 10.45 น. แล้ว   ได้เดินไปดูศูนย์โสม (Ginseang Center)  ของรัฐบาล เพื่อชมวงจรชีวิตของโสม พร้อมเลือกซื้อโสมคุณภาพดีซึ่งรัฐบาลรับรอง  ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดในเกาหลี  โสม จัดเป็นสมุนไพรที่คนนิยมใช้กันมากที่สุด เพราะเชื่อว่าโสมสามารถรักษาโรคได้สารพัดโรค  วงจรการเก็บเกี่ยวโสมใช้เวลาตั้งแต่ 1-6 ปี  โสมอายุ 6 ปี ถือได้ว่าเป็นโสมที่มีคุณภาพดีที่สุด  โสมเกาหลีจึงจัดว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐานสากล ซึ่งรัฐบาลรับรอง  จะไม่มีการโปรโมท หรือโฆษณาทางทีวี สื่ออื่น ๆ  ศูนย์โสม จะมีให้ลูกค้าชิมว่าชนิดไหนดี ก็เลือกซื้อได้   มีบริษัท Sumsung ประกันภัยให้ด้วย  ถ้ารับประทานโสมแล้วมีผลข้างเคียง สามารถฟ้องร้องบริษัท sumsung ได้เลย
โสมอายุไม่ถึง 6 ปี  ถ้าเป็นคนไทยไม่เหมาะสมที่จะกิน เพราะบ้านเราร้อน  ควรจะทานโสมที่มีอายุ 6 ปี จะดีกว่า
โสม มี 4 ประเทศที่ปลูกกัน  คือ
–          ประเทศเกาหลี  เรียกว่า อินซัม  จะมีลักษณะเป็นรูปคน
–          ประเทศอเมริกา  ทางยุโรปจะมีประเทศเดียวที่ปลูก  มีศูนย์วิจัยโสม
ลักษณะเหมือนขาโสม
–          ประเทศจีน  มีลักษณะเหมือนแง่งขิง
–          ประเทศญี่ปุ่น  มีลักษณะเหมือนรูปกิ่งไม้  ที่ประเทศญี่ปุ่นจะปลูก
บริเวณรอบภูเขา รดน้ำ พรวนดิน รูปร่างจะสวยงาม
โสมป่าธรรมชาติ  จะปลูกบนภูเขา  ไม่มีการรดน้ำ พรวนดิน ตัวต้น แห้ง เล็ก แกน  แต่
สารอารได้มากกว่า 19 ชนิด  เมื่อครบ 6 ปีแล้วจะมีการเปลี่ยนสีผิวด้านในสีของตัวเอง สีแดงน้ำตาล ช้ำ ๆ ต้นออกสีขาว เรียกว่า “หยินหยาง”  ไม่ว่าจะร้อน หนาว จะรับประทานได้ตลอด  ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ก็รับประทานได้
โสมแดง  – รับประทานแล้ว จะร้อน  จะเหมาะกับอากาศหนาว
ในประเทศเกาหลี  8 เดือน จะหนาว อีก 4 เดือน จะร้อน (ถึง 20 องศา)
โสมป่า – ไม่จัดส่งจำหน่ายไปทั่วโลก  จะขายให้กับนักท่องเที่ยว คณะทัวร์ลงเท่านั้น
อายุการเจริญเติบโตของโสม ดังนี้
1 ปี  – จะออก 1 กิ่ง
2 ปี  – 2 กิ่ง
3 ปี – 3 กิ่ง
4 ปี  – 4 กิ่ง จะมีเมล็ดพันธ์สีแดง ๆ ให้เห็น
5 ปี – 5 กิ่ง
6 ปี – 6 กิ่ง
โสมแปรรูป  ได้แก่
โสมอบน้ำผึ้ง ทานได้เลย มีสรรพคุณแก้ปวดหัว ไมเกรน ทานอาหารไม่ย่อย  ระบบขับถ่ายไม่ดี  DHA มีมาก บำรังสมองได้ดีมาก  เวลารับประทานให้หั่น ไสบาง ๆ ทั้งต้น แล้วใส่กล่องเก็บในตู้เย็นได้ถึง 5 ปี รับประทานระหว่างวันได้
– โสมผง  นำโสมตากแห้งมาบดให้ละเอียด  เวลารับประทาน ใช้โรยในอาหารได้เลย
สรรพคุณ เน้นโรคทางเดินหายใจ  ไซนัช  เด็กเล็กตั้งแต่ 8 เดือน รับประทานได้อย่างปลอดภัย  สร้างภูมิต้านทานได้ดีมาก บำรุงสมอง สายตา  เวลารับประทาน 2-3 ช้อนชา ผสมอาหาร จะดีมาก
ถ้าเป็นพวกเครื่องดื่ม เหล้า ชา กาแฟ น้ำอัดลม  ห้ามผสม  จะไม่มีคุณประโยชน์เลย
โสมสกัด  มาจากโสมธรรมชาติ สด ๆ ผังไม่มีการตากแห้ง  ไม่เหมาะกับเด็ก  สรรพคุณ  รักษาโรคความดัน โรคหัวใจ หลอดเลือด มะเร็ง ปรับสมดุลให้ร่างกายได้ดีมาก  พักผ่อนน้อย  ไม่แนะนำให้ผสมใสอาหาร เนื่องจากเข้มข้น เพราะจะขมมากเกินไป
การเก็บรักษา  เมื่อเปิดฝาแล้ว ให้เก็บในตู้เย็นไม่เกิน 2 ปี
โสมเม็ด แคปซูล  จะมี 2 ชนิด
– เม็ดสีขาว
– เม็ดสีแดง จะได้เนื้อโสมถึง 100 % เน้นแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
โรคเกาท์  ให้รับประทานก่อนอาการ เพราะจะดูดซึมได้ดีมาก
ข้อแนะนำการรับประทานโสม สำหรับผู้ที่ชอบกินกาแฟในตอนเช้า  ให้รับประทานก่อนกินกาแฟ 20 นาที กินขณะท้องว่าง
ประเทศเกาหลี ไม่นิยมเอาโสมมาผสมกาแฟ เช่น ทำเป็นกาแฟโสม  เพราะจะทำให้คุณค่าโสมดูจะด้อยลงไป
หลังจากดูศูนย์โสมเสร็จแล้ว คณะออกเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร  ไก่ตุ๋นโสม หรือ ซัมเคทัง  (Samgyetang) เป็นอาหารตำหรับชาววังบำรุงสุขภาพ แต่บางคน กินไม่ได้ เมื่อเห็นไก่เป็นตัว ๆ
เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เวลาประมาณ 13.00 น. คณะออกเดินทางไปหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อศึกษาดูงาน  ไปถึงหอจดหมายเหตุฯ เวลาประมาณ 14.00 น.
มีเจ้าหน้าที่มาต้อนรับคณะฯ เข้าไปข้างในหอจดหมายเหตุฯ  ในหอจดหมายเหตุฯ ไม่ให้ใช้เสียงดัง และห้ามถ่ายรูป
เมื่อเข้าภายในหอจดหมายเหตุฯ เจ้าหน้าที่ เล่าถึงประวัติหอจดหมายเหตุฯ ว่า ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1960  ต่อมาก่อสร้างใหญ่อีกครั้งเมื่อ ค.ศ. 2008  ในกรุงโซล นับว่าที่นี่ใหญ่ที่สุด
จะมีประชาชนมาอ่านหนังสือกันมาก ให้บริการทั้งหมด หนังสือมีมากถึง 200,000 ล้านเล่ม  มีของเก่าแก่ มรดกเก่า ๆ ที่นำมาไว้ที่หอจดหมายเหตุฯนี้  ภายในมีถึง 7 ห้องด้วยกัน (ห้ามถ่ายรูป)
โดยเริ่มดูที่ชั้น 4 ก่อน  ในชั้นนี้มีประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ถึง 41 ประเทศ จะมีประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ  โดยเฉพาะประเทศจีน และประเทศอเมริกา จะมีเยอะมาก  ข้างในห้องนี้ห้ามถ่ายรูป
ห้องแรก
จะจัดเป็น GLOBAL COLLECTION  มี
–          หนังสือพิมพ์รายเดือน
–          แมกกาซีน
–          มีหนังสือของประเทศไทย เป็นหนังสือที่มีโฆษณาเกาหลี
–          ของประเทศติมอร์  มีของที่ให้เป็นที่ระลึก
–          หนังสือหายาก
–          จดหมายเหตุ (หนังสือที่ผลิตในกรุงโซล) ต้องส่งมาที่หอสมุดแห่งชาติเพื่อทำเป็นจดหมายเหตุฯ
–          มีห้องนายกเทศมนตรี
–          City Hall
–          ข้าราชการที่ทำงานต้องมีเอกสารประกอบ
–          มีของที่ระลึกต่าง ๆ
–          กรุงโซล มีย่านทั้งหมด 25 ย่าน ซึ่งความเป็นมาโดยเริ่มตั้งแต่มีย่าน
เล็กๆ ไม่กี่ย่าน เริ่มตั้งแต่ปี  ค.ศ. 1914  ขยายขึ้นเรื่อย ๆ ปี 1944  ปี 1949  ปี1973  ปี1955 ตามลำดับ จนถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 25 ย่าน มีแม่น้ำฮั่นคั่นกลาง  มีเอกสารประกอบ แต่ละย่าน จะทำเป็นป่ายดิจิตอล สามารถจิ้มไปที่ป้ายย่านนั้น ๆ จะปรากฏข้อความพูดถึงประวัติความเป็นมา  ความเป็นอยู่ของประชากร และอาชีพ และอื่นๆ ที่อยู่ในย่านนั้น ๆ
–          มีเครื่องตอกตราพระราชวัง  ตราพระราชวังกรุงโซล
–          รูปเสือ เป็นสัญญลักษณ์เกาหลี
–          รูปตัวนกฟรีนิกส์ เป็นนกที่ไม่มีวันตาย เป็นสัญญลักษณ์ขประเทศ
เกาหลี
–          มีเอกสารเกี่ยวงานศพ  ซึ่งงานศพของกษัตริย์  ที่รวบรวมเอกสารทำ
เป็นรูปแบบดิจิตอล จะนำเก็บรวบรวมไว้ที่นี่ สามารถกดจิ้มดูข้อมูลได้
–          แผนที่ บ้านพี่เมืองน้อง ประเทศที่มาร่วมรบสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2

7

–          มีหนังสือพิมพ์เก่าแก่เยอะมาก ซึ่งได้รวบรวมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1926
–          ห้องนายกรัฐมนตรี (ห้องจำลอง)
ห้องที่สอง
จัดเป็นห้องหนังสือธรรมดา  (ห้ามถ่ายรูป)
–          หนังสือสามารถยืมได้  มีหนังสือทั้งหมดประมาณ 70,000 เล่ม  ยืมได้
คนละ 3 เล่ม  กำหนดคืน 14 วัน  สามารถยืมต่อได้อีก 3 อาทิตย์
– DVD ยืมออกได้  ส่งเกินกำหนด เสียค่าปรับไหม (ไม่เสีย)  คืนช้า 1-2 ครั้งไม่มี  แต่ถ้าไม่คืน  จะไม่อนุญาตให้เข้าใช้  (หนังสือก็หายเลย)
– มีการ Update ข้อมูล 1 อาทิตย์ Update 1 ครั้ง
– มีชั้นหนังสือสูง ๆ มาก ส่วนหนึ่ง จะนำจัดเรียกฝากไว้เลย จะยืมไม่ได้ (จะโชว์เฉย ๆ)  แต่ละรายชื่อและตัวเล่มจะแบ่งไว้บริการข้างล่างด้วยส่วนหนึ่ง ถ้ามีผู้ใช้ต้องการจะยืม
– มีเครื่องค้นข้อมูล  สามารถกดสลิปข้อมูลออกมาให้บอกรายการหนังสือของร้านอะไร ใครแต่ง จะบอกสถานภาพของหนังสือเล่มนั้นๆ
– มีเครื่องยืม – คืนหนังสืออัตโนมัติ  (AUTOMATIC CIRCULATION / RETURN)  สามารถยืม และคืนหนังสือได้ที่เครื่องยืม-คืนอัตโนมัติได้เลย
ห้องที่สาม
จัดเป็นห้องนิทรรศการ (Exhibition Room)
– จะมีการเปลี่ยนนิทรรศการทุก 1 เดือน
–  Disability CollectionS  เช่น จัดเป็นย่าน แต่ละย่านว่ามีการทำอาชีพอะไรบ้าง เช่น ย่าน……………ทำเกี่ยวกับการพิมพ์    ย่าน………………….ทำเกี่ยวกับรองเท้า
เป็นต้น
–          นิทรรศการที่จัดส่วนมากจะแสดงให้ถึงอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
แล้วในอนาคตเกาหลีก็ต้องพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบเทียบให้เห็นว่าเกาหลีจะมีต้องมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
ห้องที่สี่
จัดเป็นห้องโสตฯ  (BISABILITY COLLECTIONS) มีบริการโสตฯ
–          การฟัง
–          การดู
–          เครื่องสำหรับคนพิการ อักษรเบล
จัดเป็นโซนSEOULMETROPOTION LIBRARY
เมื่อคณะฯ ดูงานที่หอจดหมายเหตุฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนเย็นรับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร แบบบุฟเฟ่ต์ พร้อมขาปูยักษ์อลาสก้า (King Crab) และอาหารทะเลสด ๆ มากมาย
เมื่อรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ออกเดินทางไปดูการแสดง NANTA SHOW  หรือที่เรียกว่า “ครัวกระจุย เคาะ ตี หั่น สับ”  ซึ่งเป็นการแสดงกึ่งละคร กึ่งดนตรี  สนุกสนานมาก  กลับเข้าที่พักเวลาประมาณ 21.45 น.
วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2556
คณะฯ ออกจากโรงแรม HeLios เวลาประมาณ 8.00 น.  อุณหภูมิในวันนี้ 5 องศา  เดินทางไปยังศูนย์ฮ็อกเกตนามู   ฮ็อกเกตนามู คืออะไร  เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตในป่าลึกบนภูเขาที่ปราศจากมลภาวะและระดับสูงเหนือน้ำทะเลถึง 50-800 เมตร  เมล็ดของพันธุ์ของฮ็อตเกตนามูนี้ ชาวเกาหลีนิยมนำมารับประทาน เพื่อช่วยดูแลตับให้สะอาดแข็งแรง  ป้องกันโรคตับแข็ง  ฮ๊อตเกตนามูนี้จะมีสมุนไพรที่ชื่อว่า โบคับยอง จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ล้างสารพิษ  ดักจับไขมัน  เป็นตัวดีท็อก ขับล้าง  ไม่ถูกทำลายจากการดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ บุหรี่ สารตกค้างจากอาหารเหล่านี้ จะทำให้ล้างสารพิษได้ดี
บรรดาสมุนไพรทั้งหมดในเกาหลี  จะมีสมุนไพร 2 ตัว ที่จัดเป็นสมุนไพรที่คนนิยมใช้กินกันมากที่สุดก็คือ โสม  และฮ็อตเกตนามู  สำหรับฮ็อกเก็ตนามูที่ผลิตมี 2 ตัว คือ
ตัวแรก จะเป็นกล่องสีแดง  – บำรุงตับ ได้ดี  พวกที่นอนไม่หลับ และยังช่วยดักไขมันที่อุดตัน ช่วยลดความดันโลหิตสูง   ให้ทานก่อนนอน 1 เม็ด
ตัวที่สอง เป็นตัวใหม่ กล่องสีเขียว – จะเกี่ยวกับเลือด  ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี
ผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤต์ อัมพาต  สามารถละลายไขมันดีด้วย  พวกที่เป็นโรครูมาตอย  และยังช่วยในการขจัดล้างสารพิษได้ดี   ให้ทานหลังอาหารเช้า
หลังจากที่ออกมาจากฮ็อตเกตนามูแล้ว ไปแวะชมโรงงานเจียระไนพลอยอเมทีน (Amethyst) เป็นพลอยที่มีสัญลักษณ์สิ่งหนึ่งของแดนโสม  เชื่อกันว่าเป็นอัญมณีของคู่รัก หมายถึง ความรักที่บริสุทธิ์  และความซื่อสัตย์ นำโชคดีมาให้ มีตั้งแต่สีม่วงอ่อนไปจนถึงสีม่วงเข้ม
เป็นหินที่มีพลังในการบำบัดสูงมาก ทั้งยังปกป้องคุ้มครองกับผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดี เชื่อกันว่า คุณสมบัติที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในจิตใจ เพิ่มพูนการรับรู้ทางประสาทสัมผัส ชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ ก่อให้เกิดสมาธิและช่วยขจัดความเครียด และเชื่อว่ายังช่วยรักษาโรคนอนไม่หลับ ช่วยบำบัดโรคความดัน ไมเกรน ทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี
หลังจากนั้นไปดูTRICKEYEMUSEUM เป็นภาพวาดในลักษณะ 3 มิติ เหมือนภาพวาดมีชีวิตและหลุดออกมาจากแผ่นเฟรมภาพ เป็นแนวคิดรูปแบบใหม่ เป็นความคิดสร้างสรรและจินตนาการของการสร้างภาพโดยใช้เทคนิคพิเศษจากภาพสามมิติที่รวมทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และการซ้อนภาพโดยกระตุ้นความเคลื่อนไหวของภาพให้มีมิติเหมือนจริง ๆ โดยให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมถ่ายภาพ เมื่อผ่านเข้าไปในภาพนั้น ๆ
หลังจากนั้นไปรับประทานอาหารกลางวัน ชื่อว่า จิมตัก (ไก่พะโล้) พร้อมเครื่องเคียง และเสริ์ฟด้วยข้าวสวยร้อน ๆ
เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว บ่าย ไปแวะละลายเงินวอนที่ SUPER MARKETเป็นแห่งสุดท้ายที่จะซื้อของ และแพ็คใส่กล่อง  เมื่อคณะได้จับจ่ายซื้อของตามอัธยาศัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว  คณะได้เดินทางไปสู่สนามบินอินชอน เพื่อรอตรวจกระเป๋า ตรวจคนเข้าเมืองสู่
กรุงเทพฯ  เวลา 17.00 น. เหินฟ้ากลับสู่กรุงเทพฯ  โดยสายการบิน BUSINESS AIR เที่ยวบินที่ 8B 867  ขากลับนั่งไม่สบาย เนื่องจากตั๋วที่ไกด์จองให้อยู่ด้านท้ายลำสุด  มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับความประทับใจในครั้งนี้
เมื่อมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ  รถของสำนักหอสมุดกลาง และรถตู้มหาวิทยาลัยศิลปากร มารอรับบุคลากรของสำนักฯ และหอสมุดทั้ง 2 แห่ง มาถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม เวลาประมาณ 23.30 น.
นอกจากได้รับความรู้จากการที่ได้ไปศึกษาดูงานแล้ว ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ของประเทศเกาหลีใต้  ดังเช่น
ภาษาเกาหลี  ที่เป็นชื่อสถานที่ท่องเที่ยว ศูนย์การค้า  อาหาร   เมือง  สถานศึกษา และย่านต่าง ๆ
ที่หัวหน้าไกด์ ได้เล่าให้ฟังและแนะนำกับคณะทัวร์  ได้แก่
อันยองฮาเซโย   –  กล่าวคำว่า สวัสดี
คัมซามิดา        – ขอบคุณ
ซารางเฮโย       – ฉันรักคุณ
อานิโอ            – ไม่ใช่ค่ะ
แน                – ใช่
ออลมา           – เท่าไหร่ (ต่อราคา)
บีซาดา           – แพง
จูดา               – ให้
เซอร์วิสซึ         – ของแถม
แฮนเดอร์พอน    – โทรศัพท์มือถือ
อาพาสฮือ        – อาพาร์ตเม้น (ในเมืองไทย)
ตงมีน             – เพื่อนกัน
กรุงโซล           – เมืองหลวงของเกาหลีใต้
ชังด๊อกกุง         – พระราชวัง
พุโกกี             – เนื้อหมู
ทัคคาลบิ         – ไก่ผัดเผ็ด
กิมจิชิเก้          – แกงส้ม
โอซัมพุลโกกิ      – ปลาหมึกและหมูสามชั้นผัด
ซัมเคทัง           – ไก่ตุ๋นโสม
จิมดัก             – ไก่ผัดวุ้นเส้นกับพริกและต้นหอม
อินชอน           – ชื่อท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน
ชุนชอน           – ชุมชนตั้งอยู่ในเกาะนามิ จังหวัดคังวอน
แทกแบค         – ชื่อภูเขา
วัดชินฮึงซา       – ชื่อวัดเก่าแก่ในนิกายเซน อยู่ในอุทยานแห่งชาติโซรัคซาน
สถานที่ท่องเที่ยว  ศูนย์การค้า  สถานศึกษา  ที่พัก
สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ – ตั้งอยู่ในหุบเขา เมืองยงอิน
ศูนย์รวมเครื่องสำอางค์ชื่อดังของเกาหลี เช่น ROJUKISS MISSHA
ย่านเมียงดง จะมีเครื่องสำอางค์ยี่ห้อดัง ๆ เช่น THE SSKIN FOOD< THE FACE SHOP, ETUDE HOUSE< MISSHA   และเสื้อผ้า แฟชั่น รองเท้า
ย่านทงแดมุน  จะมีเสื้อผ้า แฟชั่น ชั้นนำ มากมาย ในยามค่ำคืน
โรงแรม M HOTEL
มหาวิทยาลัยยอนเซ
หอสมุดแห่งชาติ
ภูเขานัมซาน – เป็นภูเขาเพียงลูกเดียวที่อยู่ใจกลางเมืองหลวง
หอคอย N – เป็น 1 ใน 17 หอคอยเมืองที่สูงที่สุดในโลก สูงถึง 480 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ณ เขานัมซาน
ล๊อคกุญแจใจN Seoul
TRICKEYEMUSEUM– เคล็ดลับงานศิลปะแห่งภาพ  เป็นภาพวาดในลักษณะ 3 มิติ
โรงเรียนกิมจิ  – เกิดขุ้นสมัยโชชอน
ชุดฮันบก – ชุดประจำชาติเกาหลี
NANTA SHOW – นันทา หรือแปลว่า “ครัวกระจุย เคาะ ตี หั่น สับ”
ฮ็อกเกตนามู – ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกในป่าลึกบนภูเขา ที่ปราศจากมลภาวะและ
ระดับสูงเหนือระดับน้ำทะเล 50-800 เมตร นิยมนำมารับประทานช่วยดูแลตับให้สะอาดแข็งแรง
โบคับยอง – เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ได้เป็นอย่างดี
เป็นสมุนไพรที่ล้างสารพิษ ดักจับไขมัน  เป็นตัวดีท็อกซ์ ขับล้างได้ดี
DUTY FREE – ปลอดภาษี  (สินค้าที่ปลอดภาษี)
พลอยอเมทีส (Amethyst) – เป็นพลอยที่มีสีม่วงแก่จนถึงม่วงอ่อน  เชื่อกันว่าปํนอัญมณีของคู่รัก หมายถึงความรักที่บริสุทธิ์ และความซื่อสัตย์ และยังนำโชคดีมาให้ ปกป้องคุ้มครอง
ให้แคล้วคลาดจากภยันอันตรายทั้งปวง
จิมจิบัง           – ซาวน์น่า (สถานที่อาบน้ำสาธารณะ ราคาถูก ประชาชนเกาหลี
นิยมมาอาบน้ำที่นี่  เนื่องจากคนเกาหลีไม่ค่อยอาบน้ำทุกวัน)
บาลี ๆ  – เร็ว ๆ หน่อย   (เป็นคำที่ได้ยินทุกวัน ที่คณะของเราแวะเที่ยวชม
สถานที่ต่าง ๆ  เนื่องจากหัวหน้าไกด์ และผู้ช่วยไกด์ จะต้องควบคุมเวลาการเที่ยวชมแต่ละที่ ให้อยู่ในเวลา เพื่อที่จะได้ไปชมสถานที่อื่น ๆ ได้ทันเวลา  จะใช้ภาษา คำว่า “บาลี ๆ” กับคณะของเรา จนทุกคนพูดได้จนคล่อง ว่า บาลี ๆ และยังเป็นสิ่งที่เตือนใจของคณะของเราด้วยว่า เราต้องเร็ว ๆ อย่าชักช้า
ทำอะไรให้เร็ว ๆ ไว ๆ
 ข้อสังเกตุ  สิ่งที่พบเห็น และได้รับฟังจากไกด์  ของประเทศเกาหลี

  1. จะไม่พบสุนัขสักตัว มาวิ่งเผ่นพ่านตามถนนหนทาง  เนื่องจากคนเกาหลี

จะนิยมบริโภคเนื้อสุนัขกัน
2.  ในบ้านเมืองของประเทศเกาหลี จะไม่เศษขยะทิ้งให้เห็นเลยในถนนหนทาง
ถ้าเป็นส่วนราชการ หรือสถานที่ท่องเที่ยว หรือตามถนน ก็จะมีคนกวาขยะตลอดเวลา บ้านเมืองสะอาดมาก

  1. อาชีพครู เป็นอาชีพที่คนเกาหลียกย่องมากที่สุด  (มีอาชีพครูประมาณ 60,00

คน ในประเทศเกาหลี)  ดังเช่น ที่มหาวิทยาลัยยอนเซ จะมีอาจารย์จำนวนมาก
4.  แม่น้ำฮั่น  จะไม่เรือวิ่งในแม่น้ำเลย  ทำไมประเทศเกาหลีจึงมีสะพานข้ามแม่น้ำเยอะมาก  ก็เพื่อความสะดวก รวดเร็วในการเดินทาง จะไม่มีเรือข้ามฝั่ง หรือวิ่งในแม่น้ำฮั่นเลย เนื่องจากรัฐบาลทำสะพานข้ามให้มากแล้ว  นอกจากเรือคูทเทวินส์ นั่งเรือชมวิวเท่านั้น
5. กีฬาที่คนเกาหลีชอบมากที่สุด ก็คือ เบสบอล  ดังเช่น มหาวิทยาลัยยอนเซ เล่นเบสบอลเก่งมาก ได้เป็นอันดับ 1 รองลงมา ฟุตบอล อันดับ 2 และอันดับก็คือ ก๊อลฟ์
6. คนไทยมาเที่ยวเกาหลี อยู่ได้ 90 วัน
7. ผลไม้ที่ประเทศเกาหลี จะไม่ฉีดยาเลย เช่น สตรอเบอรี่ มีมาก  อร่อย หวาน กรอบมาก  ส่วนผลไม้ที่นำเข้า ได้แก่ ส้ม มาจาก โกเจจู  กล้วย จะนำเข้า จะไม่มีปลูกในประเทศเกาหลี  ลูกพลับแห้งสีขาว มาจากจีน  เป็นต้น
8. ในโรงแรม จะไม่เปิดเครื่องปรับอากาศให้ เนื่องจากอากาศภายนอกเย็นมากอยู่แล้ว จะให้เปิดหน้าต่างได้ (หน้าต่างจะทำมุ้งลวดไว้ให้)  ถ้าต้องการอากาศเย็นกว่าอุณหภูมิในห้องให้เปิดหน้าต่างเล็กน้อย  อากาศเย็นสบาย เหมือนเปิดเครื่องปรับอากาศเลย
9. รถแท็กซี่ ในประเทศเกาหลี จะจำกัดคนนั่งได้แค่ 4 คน เท่านั้น จะเกินไม่ได้
10. ปัญหาอาชกรรมมีน้อยมาก  1 ปี มีไม่ถึง 10 ราย  ประชาชนเกาหลี จะมีแต่ฆ่าตัวตาย เนื่องเกิดจากความเครียด  แล้วกินเหล้า จะไม่มีปรากฏว่าฆ่ากันตาย
11.  คนเกาหลีนิยมกินกาแฟ และสูบบุหรี่มาก จากที่เห็นตามห้างสรรพสินค้า  สถานที่ต่าง ๆ ริมถนนหนทาง จะพบเห็นมาก โดยเฉพาะวัยรุ่น นิยมสูบบุหรี่ทั้งชายและหญิง และพบเห็นร้านกาแฟสด มีจำนวนมาก
12.  อาหารทุกมื้อของประเทศเกาหลี  จะมี กิมจิ เป็นเครื่องเคียงทุกมื้อ นอกนั้นจะพวก ปลาทอดตัวเล็ก สาหร่าย ถั่วดำ ถั่วงอกดอง หรือส่าหร่ายยำ ปลาย่าง  ผักสด  แต่ที่ขาดมิได้ก็คือ กิมจิ ต้องมีเป็นเครื่องเคียงส่วนประกอบอยู่ในอาหารมื้อนั้น ๆ ด้วยทุกครั้งไป  ถือเป็นว่าเป็นอาหาร
ประจำชาติของเกาหลีก็ว่าได้
13.  เวลาออกจากบ้าน จะไปทำงาน ไปกินอาหารนอกบ้าน หรือทำธุรกิจอื่น ๆ คนเกาหลีจะเชื่อเรื่องพยากรณ์ของเขา ถึง 90 % เป็นหลัก
14.  ย่านชางยอง  จะเป็นที่ตั้งของรัฐสภาเกาหลี  มีต้นซากูระ เยอะมาก มีศูนย์ออกกำลังกาย และมีตึกที่สูงที่สุดในเกาหลี จะอยู่ในย่านนี้
15. ย่านคังบก  จะเป็นที่ตั้งของพระราชวัง เมืองเก่า
16. ระบบไฟฟ้าในเกาหลีส่วนใหญ่ใช้ไฟ 110 โวลต์ แต่ในโรงแรมและเมืองท่องเที่ยวจะมีทั้ง 110 และ 220 โวลต์ เป็นปลั๊กกลม 2 หรือ 3 ขา (สีสายดิน)  เครื่องใช้ไฟฟ้า ควรจะมี Adapter ด้วย
17. ในโรงแรมจะเปิดฮีทเตอร์แทน หากต้องการอากาศเย็น เราสามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้ (ระบบแอร์ในเกาหลีเป็นแบบ Central ควบคุมจากศูนย์กลางแห่งเดียว)
18. เวลาที่เกาหลีเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง (การนัดหมายทุกครั้งจะยึดเวลาท้องถิ่นเป็นหลัก) คณะฯ ทุกคนต้องปรับนาฬิกาเพื่อความสะดวกในการนัดหมาย
19. บริการแท็กซี่มี 2 แบบ คือ แท็กซี่ป้ายสีฟ้า และสีขาว  สตาร์ทมิเตอร์ที่ 1,900 วอน ที่ 2 กิโลเมตรแรก (คนขับพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ หรือได้น้อยมาก)  ช่วงเวลา 24.00 – 04.00 น. เพิ่ม 20 % และแบบเดอลุกซ์ แท็กซี่ป้ายสีเหลือง สตาร์ทมิเตอร์ที่ 4,500 วอน ที่ 3 กิโลเมตรแรก  ไม่เรียกเก็บเพิ่มในช่วงกลางคืน (คนขับพูดภาษาอังกฤษได้)  เราควรมีนามบัตร หรือโบรชัวร์โรงแรมติดตัวไว้ด้วย  สำหรับรถไฟใต้ดินในกรุงโซล ราคา 1,000 วอน/คน ตลอดสาย
20. ตลาดช้อปปิ้งของเกาหลี  เช่น ทงแดมุน  เมียงดง  อิเทวอน  ใช้ได้เฉพาะเงินวอนเท่านั้น  และสามารถต่อรองราคาได้ 10 – 30 %  ส่วนร้านค้าปลอดภาษี  ห้างสรรพสินค้า และซุบเปอร์มาเก็ต ไม่สามารถต่อรองราคาได้   เราควรมีเครื่องคิดเลขเล็ก ๆ พกติดตัวไปด้วย
21.  การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ตลอดระยะเวลาที่คณะฯ อยู่ในเกาหลี  อาหาร 1 เซ็ท  สำหรับ 4 ท่าน  ทุกมื้ออาหารจะมีผักดอง (กิมจิ)  เป็นเครื่องเคียงกับอาหารหลัก  ส่วนมากอาหารที่จัดสำหรับทัวร์จะเป็นอาหารพื้นเมืองที่คนไทยรับประทานได้ เช่น หมูย่างเกาหลี  ไก๋ตุ๋นโสม  ชาบูชาบู (สุกี้)  เทปันยากิ (หมูผัดผัก)  ทักคาลบี้ (ไก่ผัดซอสพริก)  พุลโกกิ (หมูผัดในกระทะ) กับบิบิมบับ  (รายการอาหารทัวร์ จะไม่มีบริการเนื้อวัวโดยเด็ดขาด)
สิ่งที่ได้รับประโยชน์ในการไปศึกษาดูงาน
ในการไปศึกษาดูงานครั้งนี้นับว่ามีประโยชน์ และได้รับความรู้อย่างมาก  สามารถนำไปพัฒนางานที่ทำในองค์กรได้เป็นอย่างดียิ่ง ทั้งต่อหน่วยงานและต่อตนเอง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ  เราสามารถนำมาปรับใช้ทั้งในการปฏิบัติงานและในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี และยังสามารถนำไปใช้ในการเข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งเนื้อหาสาระที่ได้รับมีทั้งวิชาการและความบันเทิง  สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่ง ๆ ขึ้น
สำหรับการไปศึกษาดูงานและกิจกรรมอื่น ๆที่ได้รับ ยังสามารถผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี และยังให้แนวทางในการปฏิบัติตนในการทำงาน อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในองค์กรของเราเอง เราควรจะต้องทำตนอย่างไร เพื่อให้องค์กรของเรามีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป
นอกจากนี้ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ ในเรื่องของความเป็นอยู่ของประชาชน  ด้านการศึกษา  เศรษฐกิจ  การท่องเที่ยว และการปกครองของประเทศ  บ้างไม่มากก็น้อย

Leave a Reply