บิดาแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ของไทย

วันนี้ขอนำพาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายไปวัดดัง!!และเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศสักสองวัด (มิได้พาไปไหว้พระ หาวัตถุมงคล ขอหวย ดูดวง ดอกนะคะอย่าเข้าใจผิดเป็นอันขาด) แต่..ไปวัดที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกและแห่งที่สองของไทยในปัจจุบันนี้ต่างหากล่ะ เรามาค้นหาความเป็นมาและความเป็นไปกันดีกว่า เริ่มด้วย
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร  อันเป็นที่ตั้งของ “มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย” ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของพระสงฆ์แห่งแรกของประเทศไทย ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย  จัดตั้งขึ้นโดยพระดำริของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระน้องยาเธอในรัชกาลที่ 5 เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) ใช้ชื่อว่า “มหามกุฏราชวิทยาลัย” โดยมีวิธีจัดการศึกษาแบบสมัยใหม่ ประยุกต์หลักพระพุทธศาสนาให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ แตกต่างจากการเล่าเรียนภาษาบาลีตามประเพณีแบบเดิม ขณะเดียวกันก็นำวิธีการวัดผลแบบข้อเขียนมาใช้เป็นแห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย  สถาปนาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2436  ขณะนี้มหามกุฏราชวิทยาลัยมีโครงการจะย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ปัจจุบันมีพระราชบัณฑิต (ธรณิศ ชาคโร) เป็นอธิการบดี   สำหรับศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงจากสำนักนี้เช่น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์, อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระเทพดิลก(ระแบบ ฐิตญาโณ), พระศรีญาณโสภณ(ปิยโสภณ) อาจารย์แสง จันท์งาม(ธรรมโฆษ), วศิน อินทสระ, ดร.สุนทร ณ รังสี, ดร.สิทธิ์ บุตรอินทร์, ไพวรินทร์ ขาวงาม  เป็นต้น
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เป็นที่ตั้งของ “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” อันเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งที่สองของประเทศไทย ฝ่ายมหานิกาย โดยหลังจากที่มีการจัดตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัยขึ้นแล้ว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงมีพระดำรัสให้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ช่วยปรับปรุงโรงเรียนสอนภาษาบาลีซึ่งตั้งอยู่ในวัดมหาธาตุ แต่เดิมใช้ชื่อว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” ที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2432 เมื่อปรับปรุงแล้วจึงสถาปนาและพระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เมื่อปีพ.ศ. 2439 ทั้งนี้เพื่อให้คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้มีสถาบันการศึกษาชั้นสูงในลักษณะเดียวกันควบคู่ไปกับ มหามกุฏราชวิทยาลัย ของฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีที่ตั้งส่วนกลางแห่งใหม่อีกที่หนึ่ง คือที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันนี้มีพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เป็นอธิการบดี  ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงของสำนักนี้เช่น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธ๊, พระมหาสมปอง ตาลฺปุตฺโต, อาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ, อาจารย์จำลอง สารพัดนึก, อาจารย์บรรจบ บรรณรุจิ, ดร.สมภาร พรมทา, ดร.สำเนียง เลื่อมใส เป็นต้น
ในครั้งแรกของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งก็ดำเนินกิจการไปได้ช่วงหนึ่ง ครั้นต่อมาก็ปิดตัวลงเนื่องด้วยประสบปัญหาหลากหลายประการด้วยกันเป็นเวลานานหลายสิบปี จนกระทั่ง อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้พยายามรื้อฟื้น “มหามกุฏราชวิทยาลัย” ขึ้นมาใหม่จนประสบผลสำเร็จในปี พ.ศ. 2488 โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ และคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศ ให้การอุปถัมภ์ แล้วจึงมารื้อฟื้น “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” จนสำเร็จอีกครั้งในปีพ.ศ. 2490 ท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ให้เหตุผลที่ต้องพลิกฟื้นให้มีมหาวิทยาลัยของสงฆ์อีกครั้งก็เพราะว่า คณะสงฆ์จำเป็นต้องผลิตบุคลากรที่รู้ทันวิชาการสมัยใหม่ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถสั่งสอนหรือแนะนำชาวบ้านได้ และเพื่อการสื่อสารที่เข้าใจกันเพราะชาวบ้านนั้นศึกษาทางโลก แต่พระสงฆ์ศึกษาในทางธรรม ท่านต้องต่อสู้และทุ่มเทด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งรื้อฟื้นมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งของสงฆ์ประสบผลสำเร็จ ปัจจุบันเปิดสอนทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก และมีวิทยาเขตการศึกษากระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทำให้คนรุ่นหลังกล่าวยกย่องอาจารย์สุชีพว่าเป็น “บิดาแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย”
อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เกิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2460 ที่จังหวัดนครปฐม ท่านเป็นนักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับทั้งจากคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง เป็นผู้บุกเบิกการทำพจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา เป็นนักเขียนที่มีผลงานทั้งนวนิยายอิงธรรมะและตำราเผยแผ่พระพุทธศาสนามากมาย ท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2543

One thought on “บิดาแห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์ของไทย

  1. ศูนย์ข้อมูลภาคตะวันตก สืบค้นและดำเนินการต่อยอดสำหรับปูชนียบุคคลด้านศาสนา ชาวนครปฐมคนนี้ดัวยนะ

Leave a Reply