ชวนอ่านหนังสือ : ความทรงจำของเคโกะ คารายุคิซัง

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ได้รับ email จากนักศึกษาป.เอก จากอเมริกา ชื่อคุณ Suzy ขอความช่วยเหลือในการตามหาเอกสารชิ้นหนึ่ง บอกว่าเป็น manuscript handwriting  ของ Mali Kamchandra  ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง The memoir of Keiko karayuki_san in Siam  แปลมาจาก ความทรงจำของ เคโกะ คารายุคิซัง เป็นนวนิยาย แต่งโดย อาจารย์ประทีป ชุมพล และแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Chiradej Diskaprakai  คุณ Suzy ต้องการติดต่อกับอาจารย์ประทีป ผู้เขียน ด้วยความหวังว่าจะได้ manuscript handwriting  ของ Mali Kamchandra
หลังจากนั้น..การสืบหาก็เกิดขึ้น เริ่มจาก หาตัวอาจารย์ประทีป ชุมพล ก่อน ไม่ว่าจะเป็น email เบอร์โทร ที่อยู่ สรุปว่า อาจารย์เกษียณไปหลายปีแล้ว  จากนั้น จึงลองหาว่า Mali Kamchandra เป็นใคร ลองแปลชื่อแล้วค้นหา จนที่สุดได้ชื่อไทยว่า มะลิ คำจันทร์ และเป็นแม่ชีด้วย และไม่ได้ข้อมูลอะไรมากไปกว่านั้น .. คิดไปคิดมา เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หนังสือเรื่องนี้ฉบับภาษาไทยห้องสมุดเราก็มี ทำไมถึงไม่ไปหยิบมาอ่านดู  จากการอ่านต้นเล่ม ท้ายเล่ม ก็ได้ความกระจ่างขึ้นมาเยอะเลย  เลยตั้งใจจะเก็บความไปฝากคุณ Suzy ก่อน แล้วจะย้อนกลับมาอ่านทั้งเล่มอีกครั้งหนึ่ง..
อ่านแล้ว อดเอามาเล่าให้เพื่อนๆ อ่านด้วยไม่ได้ ถามว่า เรื่องตืนเต้นมั๊ย?  ไม่หรอก  ถามว่า โศกเศร้า น้ำหูน้ำตาไหลมั๊ย? ไม่ไหลหรอก ซาบซึ้งกินใจมั๊ย? มีมั่งแต่ไม่ได้อยู่นาน เหมือนเป็นเหตุการณ์ในชีวิตจริงๆ มากกว่า  เกร็ดประวัติศาสตร์และกลวิธีการเขียนนิยายของอาจารย์ประทีปต่างหากที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่าน น่าสนใจอย่างมาก..หนังสือเล่มไม่ใหญ่มาก แต่รู้สึกได้เลยว่า กว่าอาจารย์จะเขียนจบ จะต้องผ่านการค้นคว้า อ่านเอกสารประวัติศาสตร์ ของไทย ญี่ปุ่น อย่างพินิจ พิเคราะห์ ไปอย่างมากมาย ทำให้รู้สึกว่าเป็นนิยายที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามอาจารย์ได้สอดแทรกความคิดเห็น ความรู้สึกต่อประเทศชาติ (ที่เข้าข้างตัวเองอยู่บ้าง) เข้าไปด้วย เช่นการนับถือศาสนาในประเทศไทย ได้แทรกความคิดไปกับความคิดของบาทหลวงที่บอกกับเดโกะว่า “สยามเป็นประเทศร้อนชื้น ฝนตกชุกทั้งปี แผ่นดินชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยยุง แต่อย่างไรก็ตาม ที่นั่นสงบร่มเย็นไม่มีใครรังเกียจคนต่างด้าว ไม่มีการต่อต้านศาสนารุนแรง เช่นญี่ปุ่น..”(หน้า 70)
จะเล่าล่ะนะ ..จาก สภาพของประเทศญี่ปุ่นในสมัยเมจิ  ประเทศญึ่ปุ่นประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  ประชาชนมีการนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน และผู้นับถือศาสนาคริสต์จะเป็นผู้ที่รัฐบาลไม่ชอบ  ดังนั้นเมื่อสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ญี่ปุ่นจึงเนรเทศผู้คนที่ไม่ต้องการออกนอกประเทศ  (ในช่วงปี พ.ศ. 2426- 2436) เพื่อระบายผู้คน และจะได้หาเงินส่งกลับประเทศญี่ปุ่น คนที่ต้องถูกเนรเทศ ได้แก่  ผู้ที่การศึกษาน้อย ยากจน  ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์  (ในขณะนั้นในประเทศญี่ปุ่นนับถือชินโต) จุดมุ่งหมายของการเนรเทศ อยู่ที่ฟิลิปปินส์ ดินแดนในฝัน  เกาะไต้หวันเป็นดินแดนแห่งยุทธศาสตร์ และสยามคือดินแดนแห่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ (หน้า 65)
เคโกะ เป็นหญิงสาวชาวเมืองชิมาบารา  จังหวัดนางาซากิ เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ต้องการทุกข้อ ที่บ้านเคโกะทำนา แต่นาไม่ได้ผล และถูกเรียกเก็บภาษีมาก เคโกะจึงขอพ่อเข้าไปหางานทำในเมือง แต่เมื่อไปแล้ว โรงงานที่ตั้งใจว่าจะไปทำก็ปิดตัวลงเสียแล้ว เพื่อนที่ตามหาอยู่ก็ไปเป็นคารายุคิซังหรือหญิงบริการ เคโกะจึงต้องจำยอมเป็นคารายุคิซังดัวย.. ฉากการบรรยายถึงบรรยากาศในครอบครัวของเคโกะกับพ่อที่จะจากกัน (โดยไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้น เคโกะไม่ได้กลับบ้านและไม่เคยพบคนในครอบครัวอีกเลย ตลอดชีวิต) เป็นไปอย่างเห็นภาพว่า พ่อที่รู้สึกผิดกับการที่ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ กับลูกสาวที่รักและอยากจะช่วยพ่อ น้ำตาของพ่อและลูกสาวจะไหลหลากได้ซักเท่าใด..(น้ำตาคนอ่านจะไหลอยู่เหมือนกัน) (หน้า 54-57)  หลังจากนั้น เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการระบายคนออกนอกประเทศ เคโกะกับเพื่อนก็ต้องกอดคอกันนั่งเรือมาประเทศไทย ระหว่างที่อยู่ในเรือก็มีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น จนถึงประเทศไทย เคโกะกับเพื่อนก็ไปทำอาชีพเดิมอยู่กับไนท์คลับของคนญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ชื่อ ร้านมุราคามิ เคโกะทำงานอยู่ที่ร้านนี้เป็นเวลานานถึง 24 ปี  จนต่อมาได้ขอเจ้านายไปทำงานเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นให้กับศูนย์การเลียงไหมที่โคราช ด้วยหวังจะได้พบเพื่อนที่กอดคอมาด้วยกันจากญี่ปุ่น และแต่งงานไปกับนายช่างสร้างทางรถไฟ แต่เคโกะกลับพบว่า โอมืเนะ เพื่อนของเธอนั้น เป็นมาลาเรียตายเสียนานแล้ว แต่ชาวบ้านรักโอมิเนะ จึงสร้างศาลบูชาให้ และหลังจากนั้นไม่นาน เคโกะก็ต้องเร่ร่อนอีก เพราะศูนย์การเลี้ยงไหมปิดตัวลงเนื่องจาก พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ฯ สิ้นชีพิตักษัย และปีถัดมาพระพุทธเจ้าหลวงก็สวรรณคตอีก  อีกสองปีถัดมาจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นก็สวรรณคตเช่นกัน จึงเป็นการสิ้นสุดสมัยเมจิ เริ่มต้นสมัยไทโชะ ชาวญี่ปุ่นที่มาทำงานให้กับศูนย์ฯ ต่างจะพาเคโกะกลับญี่ปุ่น แต่เคโกะไม่กลับ บอกว่าคุ้นเคยกับประเทศไทยมากกว่าญี่ปุ่นแล้ว
ต่อมาเคโกะได้อยู่กินกับหมอชาวญี่ปุ่นที่เคยเป็นสามีของเพื่อนที่เคยทำงานที่มุราคามิและเสียชีวิตไปแล้ว เคโกะอยู่กับหมอมิทานิจนเกิดเหตุการณ์ไม่สงบระหว่่างคนจีนในสยามและคนญี่ปุ่นในสยาม เพราะญี่ปุ่นรุกรานจีน จึงเกิดการต่อต้าน จนวันหนึ่งหมอมิทานิหายออกไปจากบ้านพร้อมดาบซามูไร และขุดทหาร และไม่กลับมาอีกเลย หลังจากนั้นบ้านก็ถูกคนจีนเผาแต่เคโกะหนีออกมาก่อน และบอกกับรถลากว่าจะไปวัดเลียบเพราะที่นั่นมีหอเก็บกระดูกชาวญี่ปุ่น พอมาถึงวัดเลียบเดินหาหอเก็บกระดูกจนพบ และก็เป็นลมอยู่ข้างหน้านั่นเอง
แม่ชีมะลิ เป็นผู้ช่วยเหลือและดูแลเคโกะจนหายดี เคโกะจึงทำหน้าที่ดูแลหอเก็บกระดูกของชาวญี่ปุ่น ซาบซึ้งกับความดีของแม่ชีมะลิ จึงขอบวชเป็นแม่ชีบ้าง จนถึงสงครามโลก เคโกะรอดจากสงครามมาได้ แต่ก็ทุกข์ใจมากกับโศกนาฏกรรมของชาวญี่ปุ่น  จนที่สุดเคโกะก็สิ้นชีวิตลงเมื่ออายุ 77 ปี
ในบทที่ 12 ปัจฉิมลิขิต เรื่องถึงเปิดเผยว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดตั้งแต่บทที่ 1 ถึงบทที่ 11 นั้น มะลิซึ่งเป็นครูชั้นประถมศึกษา และมารักษาศีลเพื่อทำบุญให้แม่ที่วัดเลียบ เป็นผู้บันทึกจากคำบอกเล่าของเคโกะ ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นที่เธอช่วยชีวิตไว้
บันทึกของมะลิ คำจันทร์ จะมีอยู่จริงหรือไม่ (อยากรู้!) เคโกะ หรือเจ้าของร้านมุราคามิ ย่านถนนเจริญกรุง เคยมีอยู่หรือเปล่า สถานที่ต่างๆ ที่เล่าอยู่ในนิยายเล่มนี้ เป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงทั้งสิ้น แม้กระทั่งชื่อของบุคคลที่ปรากฏ ส่วนใหญ่ก็สามารถค้นโยงได้ว่า เป็น คนที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์  เช่น  ครูยาซุย เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนราชินี (ปากคลองตลาด) คนแรก
อ่านนิยายขนาดเล็กเล่มนี้แล้ว ได้ไปเล่าให้เพื่อนที่กรุงเทพฯ ที่ชื่นชอบเรื่องประวัติศาสตร์เช่นนี้ฟัง เธออาสาว่าวันไหนมีเวลาจะไปดูที่วัดเลียบให้ว่า มีหอเก็บกระดูกชาวญี่ปุ่นในประเทศไทยอยู่ตรงไหน เป็นอย่างไร
ส่วนที่วัดแก่งคอย สระบุรี มีเจดีย์เก็บกระดูกของชาวญี่ปุ่น  และศาลเจ้าแม่โอมิเนะ ที่ว่าสร้างอยู่ที่สระบุรี ยังจะมีร่องรอยให้เห็นบ้างมั๊ย ฝากปอง สะใภ้สระบุรี ดูให้ทีซิ
ใจจริงอยากได้มีโอกาสพบปะกับอาจารย์ประทีป ด้วย อยากถามอาจารย์ว่า อาจารย์คือ “ฉัน” หรือเปล่า ที่ไปเก็บเอกสารที่วัดเลียบ ตอนน้ำท่วม และเจอบันทึกของนางสาวมะลิ คำจันทร์ จนเอามาเชื่อมโยง กับประวัติศาสตร์ที่ระหว่างไทย ญี่ปุ่น  อาจารย์มีบันทึกอยู่จริงหรือไม่  หรือ ทั้งนี้ ทั้งนั้น เป็นกลวิธีในการแต่งนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เท่านั้น
หนังสือเล่มนึงทำให้อยากรู้ไปอีกหลายเรื่อง..

ผู้แต่ง  :  ประทีป  ชุมพล
ชื่อเรื่อง :  ความทรงจำของเคโกะ คารายุคิซัง
จำนวนหน้า  :    228  หน้า
เลขเรียกหนังสือ  :    น ป47 ค56

3 thoughts on “ชวนอ่านหนังสือ : ความทรงจำของเคโกะ คารายุคิซัง

  1. พี่แมวว่า ภาษาและการ นำเสนอของพัช น่าอ่านและติดตามมากกว่า สบายๆ ชอบค่ะตกลงได้ติดต่ออาจารย์หรือยัง ตามที่พี่บอกว่า อดีตอาจารย์คณะโบราณคดี
    เพื่อนร่วมคณะของอาจารย์พุฒ อดีตอธิการบดีของเรา เห็นเงียบไปพี่ไม่ได้ตาม ดีใจนะที่พัชสืบต่อจนได้หนังสือมาอ่าน และแบ่งปันให้เพื่อนๆฟัง พี่ว่าหาหนังสือที่บุคลากรมหาวิทยาลัยของเรา แล้วแนะหรือนำเสนอ หรืออาจแนะนำอาจารย์ top five ที่มีผลงานระดับนานาชาติ หรือระดับชาติด้วยจะดียิ่ง ก็นึกถึงสำนวนที่น้องพนิดา (จมู) บอกว่า
    ทำดักับคนไกลตัว ทำชั่วกับคนใกล้ชิด พอพี่ถาม เธอบอกว่า เพลงง่ะ จะเพลงหรืออะไรก็ตาม อยากให้พวกเราทำดีกับคนใกล้ตัว ยกย่อง และ สนับสนุนคนใกล้ตัวก่อน

  2. นึกอยากอ่านตั้งแต่พัชเล่าให้ฟังคร่าวๆ มีเรื่องน่าสนใจติดตามหลายสถานที่
    และยิ่งทึ่งที่ อาจารย์ มศก.ของเราเป็นคนเขียนนวนิยายเล่มนี้ เก่งจริงๆ

  3. ทราบแต่ว่าแถวสระบุรีมีญี่ปุ่นอยู่ค่ะ แต่หลักฐานเชิงประวัติศาสตร์น้อยมาก เคยได้อ่านเพียงสองสามบรรทัด ไว้จะลองไถ่ถาม
    หนังสือเล่มนี้เคยหยิบพลิกๆ จำได้ว่าน้องอ้อหรือใครนี่แหละเป็นคนแนะนำ เนื่องจากบอกว่าเป็นบันทึกฯ แต่นำมาเขียนในลักษณะของ “นวนิยาย” พออ่านแล้วจะมีคำถามอยากอ่านต้นฉบับเหมือนกัน แค่คุยกันเล่นๆ ว่าอยากอ่าน แต่ไม่ได้เสาะแสวงหาอะไรเพิ่ม เรื่องของ karayuki_san ซึ่งหมายถึง People who go to Overseas …มีผู้สนใจในเชิงวิชาการกันมาก
    หน้าปกของหนังสือเรื่องนี้ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ เป็นรูปสตรีญึ่ปุ่นในชุดกิโมโนที่ฉากหลังเป็นวัดอรุณฯ สวยงามมาก ออกแบบโดยผู้ใช้ชื่ิอว่า *Tigermyuou หรือ Assistant of Prof.Thammasak Aueragsakul ปกเล่มที่เป็นภาษาไทยไม่แน่ใจว่าเป็นของท่านใด ประเด็นเรื่องผู้เขียนภาพประกอบในฝ่ายวิเคราะห์ฯ เคยคุยกันอยู่ว่าจะลงรายการกันอย่างไร
    พี่พัชยังเขียนแนะนำหนังสือได้น่าอ่านอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือชวนให้คิด ชวนให้อ่าน และค้นคว้าต่อ ยังขอยืนยันเรื่องกิจกรรม Book Talk ที่เคยชวนๆไว้ ซึ่งสามารถทำได้และไม่จำเป็นต้องเรียกพลมาสนทนา เพราะตอนนี้คงยาก แต่อนาคตอาจทำได้อยู่
    ตอนไปสัมมนาฯ ที่ผ่านมาท่านรองฝ่ายกิจการนักศึกษา อ.สกุล บุณยทัต ได้แจกเอกสารที่เป็นการเล่าเรื่องหนังสือให้พวกเราตั้ง 13 เล่ม เรียนอาจารย์ว่าจะขอมาขยายต่อได้หรอไม่ ซึ่งท่านบอกว่ายินดีเพราะทำอยู่แล้ว มีหลายๆ คนที่ชวนไว้รวมทั้งนักศึกษาให้มาช่วยกันรีวิวหนังสือ เล่าเรื่องหนังสือในเล่มที่ตัวเองสนใจ รวมทั้งพวกซีดีสารคดี/ภาพยนต์ ส่วนพวกเราหลายคนที่เขียนแนะนำหนังสือก้อมีแววที่สามารถเอาดีทางนี้ได้ค่ะ
    ขอบคุณที่มีหนังสือดีๆ มาให้อ่าน คิดตาม คิดต่อเสมอค่ะ

Leave a Reply