ท่านหัวหน้า “แมว” โทรศัพท์แจ้งว่าได้รับจดหมายเชิญจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนให้ไปเข้าสัมมนาเรื่อง ลิขสืทธิ์กำพร้า ในวันที่ 2 เมษายน 2556 ทั้งวัน ทีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตื์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาตินั่นแหละ ย้ำว่าวิทยากรเป็นต่างชาติ แต่มีคนแปลให้ฟัง
ตอบท่านว่าเด๋วคิดดูก่อนว่าจะให้ใครไป ใจก็นึกมันคืออะไรหว่า สงสัยในใจเดาว่า ชะรอยเรื่องลิขสิทธิ์ คงไม่มีใครสนใจ 555 ขำตัวเอง คนละเรื่องเลย
มองซ้ายขวาหามีคนสบตาไม่ พอหลับตาไล่ๆชื่อก็หามีผู้ใดจะรับภารกิจนี้ เพราะช่วงนี้มีภารกิจค่ายเด็ก จึงสถาปนาตัวเองเพราะไหนๆจะไปหนังสือกันอยู่แล้ว เข้าไปถึงหาชื่อตัวเองเพื่อลงทะเบียน พร้อมรับเอกสารรวมทั้งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มาเป็นคัมภีร์ พร้อมทั้งเอกสาร
วิทยากรในครึ่งเช้าก่อนเที่ยงคือ Mr.Mario Bouchard ที่ปรึกษาคณะกรรมการลิขสิทธิ์แคนาดา ไปเบรคแรกสายไปนิด เข้าไปฟังสักพักได้ยินเสียงที่เป็นสิริมงคลกับตัวเองเป็นอย่างยิ่งว่า พักเบรคสิบนาที ถามพี่ๆ ว่ามันคืออะไรกันนะ ฟังๆ ไป พร้อมๆกับมีเสียงคนแปลเป๊ะๆ ในลักษณะของล่ามฉับพลัน (Simultaneous interpreting) ที่เราฟังภาษาไทยได้ แต่ไม่เข้าใจเพราะอุดมมัธยมไปด้วยศัพท์กฎหมายและแนวคิดที่เราไม่รู้เรื่อง
สรุปได้แค่ ลิขสิทธิ์กำพร้า หรือ Orphan Works หมายถึง ลิขสิทธิ์ที่หาตัวเจ้าของไม่เจอ ประมาณว่าไม่รู้จะไปสืบหาเทือกเขาเหล่ากอได้จากที่ไหน เหมือนคนที่กำพร้าว่างั้นเหอะ
จึงไปหาอ่านเพิ่มเติมพบบทความของคุณพิเศษ จียาศักดิ์ กรรมการลิขสิทธิ์, ผู้จัดการทั่วไปสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทยและกรรมการผู้จัดการบริษัทโฟโนไรท์ (ไทยแลนด์) จำกัด, นิติศาสตร์บัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นิติศาสตร์มหาบัณฑิตมหาวิทยาลัย Temple, Philadelphia, USA ได้จาก http://www.teca.co.th/index.php/knowledge-about-piracy/68-2008-06-18-04-58-29.html
ที่กล่าวถึงเรื่องนี้และมีความละม้ายคล้ายคลึงกับที่ท่านวิทยากรได้พูดไว้ จึงขอตัดตอนเฉพาะเรื่องนี้คือ…
ปัญหาจากการหาเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่เจอนี้ เป็นปัญหาที่พบกันทั่วไป แม้แต่ในต่างประเทศซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า Orphan Work ในที่นี้ ขอเรียกเป็นไทยว่า งานลิขสิทธิ์กำพร้า
ยิ่งเทคโนโลยีช่วยให้การเข้าถึงงานลิขสิทธิ์ได้โดยง่าย, สะดวก และรวดเร็วเพียงใด ยิ่งเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเกิดความต้องการที่จะนำเอางานลิขสิทธิ์แปลกๆ ใหม่ๆ โดยเฉพาะจากต่างถิ่นต่างแดนมาใช้เพื่อสร้างความแตกต่างในงานของตนมากเพียงนั้น แต่เมื่อระบบลิขสิทธิ์ทั่วโลกเป็นระบบที่ไม่มีการจดทะเบียน จึงเกิดความยากลำบากในการสืบค้นหาแหล่งที่มาหรือหาตัวเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงกลายเป็นปัญหา “ลิขสิทธิ์กำพร้า”เกิดขึ้นในขณะนี้หลายประเทศทั่วโลก
ปัญหานี้ ทางรัฐบาลประเทศแคนาดาได้รับทราบและแก้ไขแล้ว โดยการออกกฎหมายบังคับอนุญาตใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ (Copyright Compulsory Licensing Law) โดยกำหนดให้มีสำนักงานรับวางทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ให้ผู้ที่ประสงค์จะใช้งานลิขสิทธิ์ที่ยังสืบค้นหาเจ้าของไม่พบ สามารถนำเงินไปวางที่สำนักงานรับวางทรัพย์ได้ ในอัตราที่สำนักงานรับวางทรัพย์เป็นผู้กำหนด และเมื่อมีการนำเงินไปวางเรียบร้อยแล้ว กฎหมายจะปลดเปลื้องผู้วางเงินจากการละเมิดลิขสิทธิ์และปลอดจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
กล่าวโดยง่าย ก็คือ รัฐออกหน้ารับแทนผู้ที่ต้องการจะใช้งานนั่นเอง หากเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ปรากฏตัวในภายหลังจะโวยวายว่า เอางานของฉันไปใช้ก่อนที่ฉันจะอนุญาตได้อย่างไร ก็คงต้องไปโวยวายเอากับรัฐนั่นแหละ
เหตุผลในเรื่องนี้ ก็คือ การสร้างความสะดวกในการใช้งานลิขสิทธิ์ เมื่อมีคนอยากใช้ แต่เจ้าของไม่รู้อยู่ไหน ก็ใช้ไปก่อนได้โดยรัฐรับรองความปลอดภัยจากการใช้นั้นให้ ซึ่งจะว่าไปแล้วเจ้าของลิขสิทธิ์น่าจะได้ประโยชน์จากการใช้งานนั้นโดยที่งานของตนมีการแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับ (Recognition) จะเสียก็คงเป็นเรื่องอำนาจควบคุม (control) ที่มีอยู่เหนืองานลิขสิทธิ์ของตนและเรื่องของรายได้ที่ไม่สามารถต่อรองได้
อย่างไรก็ตาม, ในการจัดการลิขสิทธิ์กำพร้าโดยการบังคับอนุญาตใช้งานอันมีลิขสิทธิ์นี้ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ฝ่ายเจ้าของลิขสิทธิ์โต้แย้งว่า ตนสูญเสียอำนาจควบคุมงานของตนและการเข้ามาแทรกแซงในการบริหารจัดการทรัพย์สินโดยรัฐ ก็เป็นสิ่งที่ตนไม่พึงปรารถนา เพราะทำให้ตนเสื่อมเสียเสรีภาพในทรัพย์สินของตน
ประเทศสหรัฐอเมริกาก็กำลังศึกษาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้อยู่ และประเด็นที่โต้เถียงกันมากก็คือเรื่องของการเข้ามาแทรกแซงของรัฐ ว่าจะขัดกับเสรีภาพในการจัดการทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ สำหรับประเทศไทยนั้น, ยังไม่ได้มีการพูดคุยในประเด็นนี้อย่างจริงจัง แต่ผู้ที่อยู่ในวงการลิขสิทธิ์ก็ควรได้ทราบไว้เพื่อเป็นการติดตามความคืบหน้า, ความเคลื่อนไหวและความเป็นไปของวงการลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศในขณะนี้
…………………………………
ส่วนประเด็นที่วิทยากรได้พูดถึงบทบาทของห้องสมุด ที่พอจะจับได้คือความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตไปอย่างรวดเร็วมีผลทำให้กฎหมายต่างๆ ตามไม่ทัน ห้องสมุดได้มีการกำหนดเรืองการเข้าถึงทรัพยการสารสนเทศที่มีอยู่อย่างไร การที่มีมีผู้ใช้จำนวนมากๆ มองอีกมุมคือการนำไปใช่ต่างวัตถุประสงค์กัน ความเสี่ยงที่จะละเมดลิขสิทธิ์ก็จะมีมากเช่นกัน ห้องสมุดมักพูดว่าถึงเรื่องการใช้อย่างเป็นธรรม แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายว่าความเป็นธรรมคือแค่ไหน
แนวทางที่เสนอคือ ผู้ใช้ต้องเข้าใจว่าเมือนำผลงานของผู้อื่นไปใช้ก็ต้องจ่ายบ้าง ส่วนเรื่องราคาว่าจะเป็นเท่าไร ควรมีการกำหนดกรอบเรื่องการคิดเป็นเงินที่สมเหตุสมผล และห้องสมุดจะกำหนดบทบาทของต่อเองอย่างไรกับการให้บริการ ข้อเรียบร้องที่จะมีงานบริการต่างๆ ในยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูโดยไม่ขัดต่อกฎหมายลิขสิทธิ์
รอบบ่ายเป็นการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ของวิทยากร ดังนี้คือ คุณพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ คุณตรัสวิน จิตติเดชารักษ์ Executive Board,International Publishing Association (IPA) ดร.ทรงพันธ์ เจิมประยงค์ ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดำเนินรายการโดย ดร.พิศวาท สุคนธพันธ์ ประธาน Asia Pacific Copyright Association (Thailand)
เริ่มด้วยท่านดำเนินรายการ ให้ทุกคนมีอาวุธในมือคือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เพื่อจะได้เปิดอ่าน ทำความเข้าใจในการตีความของนักกฎหมาย
ส่วนที่ไปฟังมาพอจะสรุปได้ คือ
ดร.ทรงพันธ์ เจิมประยงค์ เริ่มเป็นท่านแรก โดยสรุปคืองานกำพร้าวิธีจัดการที่ดีที่สุดตามทฤษฎีคือต้องมีระบบการจัดเก็บรายชื่อเจ้าของผลงาน แต่เป็นงานที่ทำได้ยากมาก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อเข้าของผลงานตลอดเวลา ห้องสมุดมีการทำ Authority Control มากแค่ไหน เป็นงานที่ยากและมีรายละเอียดที่ต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมาก ในการเรียนการสอนให้ความรู้เรื่อง ลิขสิทธิ์ ยังอยู่ในวงแคบๆ เป็นวิชาเลือกที่คนที่สนใจเท่านั้นจะไปเลือกเรียน ที่ภาควิชาฯ ที่อาจารย์สอนมีการสอนให้นักศึกษารู้จัก Information literacy Plagiarism ซึ่งผู้สอนต้องใช้ความทุ่มเทมากท้้งในเรืองของการสอนและการตรวจสอบผลงานของนักศึกษา การเรียนวิชาลิขสิทธิ์ใน USA สอนแบบ Problem Base Learning คนทำงานจะต้องพบอะไรบ้าง
คุณพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ จากหอสมุดแห่งชาติ มองว่าเรื่องลิขสิทธิ์ไม่ใช่นิสัยคนไทย ไม่ปรารถนาแสดงความเป็นเจ้าของ หากไปดูในเอกสารโบราณจะพบว่าไม่มีการบอกชื่อผู้เขียน มักมีการทำซ้ำ ถวายวัดถือว่าเป็นากรทำบุญ ในแง่ของหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเติบโตมากจาหหอหลวง ได้มีการคัดเลือกหนังสือที่พ้นลิขสิทธฺ์ มาจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ใน 2 ลักษณะคือ จัดพิมพ์เอง และ ให้ผู้อื่นร่วมจัดพิมพ์หนังสือ
คุณตรัสวิน จิตติเดชารักษ์ มีความเห็นว่า หนังสือแต่ละเล่ม ผู้เขียนใช้เวลาสะสมเพื่อสร้างผลงาน สำนักพิมพ์มีการลงทุน การอ่านเป็นการเพิ่มพูนสติปัญญาหากเปรียบเทียบกับสิ่งฟุ่มเฟือยอื่นๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีราคาสูงเลย อยากให้ผู้อ่านเข้าใจในจุดนี้และการถ่ายเอกสารเป็นการบั่นทอนจิตใจนักเขียนและสำนักพิมพ์เป็นอย่างมาก
ผู้แทนจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย นำตัวอย่างโฆษณามาให้ดู พร้อมกับเล่าประสบการณ์การทำงานว่าทุกอย่างต้องระวังทั้งหมด แต่เนื่องจากเป็นธุรกิจคนในวงการจึงเข้าใจถึงเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี เช่นได้ยกตัวอย่างงานเพลงประกอบว่า บางครั้งมีหลายเจ้าของ บางเพลงต้องขอลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อเพลง การเรียบเรียง และนักร้อง ฯลฯ
ระหว่างการเสวนาผู้ดำเนินรายการได้ยกตัวอย่างและชี้ให้เห็นตัวบทและอธิบายเพิ่มเตืม ดิฉันงงกับสาขาวิชานี้มาก เนื่องจากตัวบทสั้นๆ แต่เวลาใช้อ้างอิงเป็นเหตุเป็นผลไหงยาว เป็นวิชาที่น่าทึ่งจริงๆ
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือบรรณารักษ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์มากมาย ทั้งที่เรามีความรู้แค่หางอึ่ง ที่ได้จากการไปฟังจากการสัมมนา ฟังคำบอกเล่า ได้จากการอ่าน หรือได้จากกรณีศึกษาที่คุยกันเงียบๆ เพื่อให้เป็นประสบการณ์ของเพื่อนร่วมวงการ คิดแล้วต้องร้องเฮ้อออ ออกมาดังๆ
หากมองในความรู้สึกทั่วๆไป เราเป็นผู้ซื้อที่อยากได้ของดี ถูก ยิ่งหาวิธีเพื่อให้ได้ของฟรียิ่งถูกใจ แต่หากวันใดวันหนึ่งเราเป็นเจ้าของผลงานแล้วมีคนมาละเมิด เราจะเข้าใจมากขึ้น แต่อีกนั่นแหละบางคนเข้าใจเฉพาะส่วนที่ตัวเองโดนละเมิด แต่พอถึงคราวของคนอื่นอาจจะเฉยๆ
อย่างไรก็ตามในมุมของบรรณารักษ์กับหน้าที่รับผิดชอบในปัจจุบัน มีความคิดเห็นว่า
1) การที่ได้เข้มงวดให้ทำรายการและตรวจสอบ Authority Control นั้นนอกจากจะยังประโยชน์ให้กับผู้ใช้ของเราแล้ว อาจมีประโยชน์อื่นๆตามมาแบบที่เราไม่รู้ตัว ทั้งนี้พวกเราในฝ่ายวิเคราะห์ฯ คงจำหนังสือที่ตัวอิฉันได้ยกตัวอย่างนามปากกาที่อ่านพบโดยบังเอิญ และมีคำถามกลับไปว่าเราได้จัดการกับเรื่องที่เกี่ยวข้องไปมากน้อยแค่ไหน เรื่องบางเรื่องเราสามารถเก็บได้จากข้างๆ ทาง ฝึกฝนบ่อยๆจะชินไปเอง
2) หนังสือบริจาคบางเล่มซึ่งเป็นการถ่ายเอกสาร เป็นเรื่องที่พึงระมัดระวัง ยิ่งวิวัฒนาการของการถ่ายเอกสารที่ทำเหมือนเปี๊ยบ จนเกิดความเสียดายนั้นจงตัดใจ คำตอบที่เรามักชินคือ ห้องสมุดทำเพื่อการเรียนการสอน อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะคำตอบสุดท้ายหากมีเรื่องมีราวขึ้นมาคือ ศาล ประสบการณ์ที่ถือความโชคดีของพวกเราฝ่ายวิเคราะห์ฯ อีกเช่นกัน ที่เห็นด้วยตาพร้อมๆกันว่าผู้แต่งที่ปราณีหิ้วหนังสือมาให้แล้วบอกว่ายกให้นะ หนูเอาไปแทนเล่มที่ถ่ายเอกสารนะจ๊ะ เดี่ยวพวกหนูจะเดือดร้อน
3) หนังสือที่ได้จากสำนักติวทั้งหลาย ที่บอกว่าห้ามเผยแพร่ในที่ไหนทั้งสิ้น รวมทั้งการบอกรับวารสารในลักษณะของส่วนบุคคลที่ราคาต่างจากการบอกรับในห้องสมุด
4) การอนุรักษ์ในรูปของ digital หรือการแปลง จาก Analog ไปสู่ Digital เป็นเรื่องที่พึงระมัดระวัง อย่าคิดว่าอะไรก็ทำได้ไปเสียทั้งหมด
ทิศทางของการพัฒนาและการทำงานในห้องสมุด จะต้องไปควบคู่กับความรู้สึกปลอดภัยของคนทำงาน เป็นสิ่งที่มีความเห็นว่าควรยึดมั่น ถือมั่นและรับฟัง เพราะหากเดือดร้อนขึ้นมาก็นะ โปรดจินตนาการ!
ส่วนเอกสารประกอบการสัมมนาได้มาเป็นปึก ส่งมอบให้สหายผู้มีคุณวุฒิ Phd.ที่ร่ำเรียนทั้งวิชาเอกภาษาอังกฤษ บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ บริหาร และนิติศาสตร์ ไปอ่านด้วยความรัก เพราะท่านน่าจะถนัดกว่าดิฉันและใครๆ อีกมากมาย ส่วนดิฉันรอรับใบบุญจากท่านต่อไป…
One thought on “ลิขสิทธิ์กำพร้า”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ความก้าวหน้าของการถ่ายเอกสารเป็นสิ่งที่หน้ากลัวมาก เมื่อวันก่อนเจอหนังสือบริจาคเล่มหนึ่งเกิดความสงสัยว่า เป็นฉบับจริงหรือถ่ายเอกสาร ต้องช่วยดูกับพี่สุนีย์ตั้งนานถึงรู้ว่าเป็นหนังสือถ่ายเอกสารเพราะต่างกันที่คุณภาพของกระดาษถ่ายเอกสารกับกระดาษของตัวเล่มจริง เฮ้อ! เกือบไป
ส่วนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ก็น่ากลัว โดยเฉพะเรื่องการตัดปะ การแปลงPDF เป็น WORD เพื่อการลอกที่สะดวก เป็นความคิดที่น่ากลัว การเขียน Blog ของเราๆ ก็เหมือนกัน เอาข้อมูลหรือรูปภาพของเค้ามาก็บอกแหล่งเค้าเสียหน่อย อาจไม่ต้องอ้างอิงตามแบบเป๊ะก็ได้ เมื่อครั้งที่ไปประชมที่ลำปาง ก็เพิ่งรู้ว่า เอารูปภาพของคนอื่นมาใช้ แล้วทำการรีไซต์หรือลดขนาด การครอปภาพหรืัอตัดภาพจากภาพดั่งดิม เจ้าของเค้าฟ้องได้ด้วยล่ะ oOo