
เมื่อวันที่ 8-13 มี.ค. 56 ดิฉันและสมาชิกชาวหอสมุดฯ ได้ไปเที่ยวเมืองกุ้ยหลิน ประเทศจีน โดยการชักชวนของน้องศรัญญาซึ่งเคยทำงานกับหอสมุดฯ ของเรามาก่อนและชวนผ่านมาทางพี่เรณู เริ่มต้นการเดินทางโดยน้องศรัญญาส่งรถตู้มารับพวกเรา 2 คัน เมื่อไปถึงสนามบินไกด์มารับพร้อมแจกอาหารเช้าเป็นข้าวเหนียวหมูทอด พร้อมน้ำดื่มขวดเล็ก คณะเดินทางกลุ่มเรามีทั้งหมด 31 คน กลุ่มอื่นเห็นพวกเรามีข้าวเหนียวหมูทอดกินถามว่าไปซื้อที่ไหน บอกว่าไกด์นำมาแจกเขาเลยเดินหนีไป การไปเที่ยวโดยมีไกด์ที่ดีทำให้ได้รับความสะดวกทุกอย่าง เช่น กระเป๋าเดินทาง ไกด์และทีมงานจัดการพาไปดำเนินการให้เรียบร้อย
การท่องเที่ยวครั้งนี้เมื่อไปถึงเมืองกุ้ยหลิน ประเทศจีน ก็จะมีไกด์ชาวจีนมาต้อนรับและนำพวกเราไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ไกด์คนนี้ชื่อไทยว่าน้องผึ้งเขาบอกชื่อภาษาจีนของเขาให้ฟังแต่จำไม่ได้เพราะไม่จดไว้ ได้ถามน้องผึ้งว่าทำไมจึงพูดภาษาไทยเก่งจัง น้องผึ้งบอกว่าเรียนภาษาไทยที่เมืองจีนอยู่ 2 ปีแล้วรัฐบาลจีนส่งมาเรียนที่เมืองไทยคือที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มาพร้อมเพื่อนๆ รวม 20 คน

น้องผึ้งเล่าว่าเมื่อมาเรียนที่เมืองไทยนั้น คิดว่าทางเมืองไทยคงเห็นว่าเป็นเด็กต่างชาติเลยให้เรียนน้อยๆ คือเรียนเวลา 8.30-12.00 น. พักกลางวัน 12.00-13.00 น. และเรียนบ่ายเวลา 13.00-15.30 น. ซึ่งเลิกเร็วกว่าเมืองจีนมาก พวกเราก็บอกว่าไม่ใช่เพราะเป็นเด็กต่างชาติหรอก นักเรียนไทยก็เรียนเลิกเวลานี้เหมือนกัน น้องผึ้งจึงเล่าให้ฟังว่าที่เมืองจีนนั้นเรียนกันหนักมาก เข้าเรียนตั้งแต่ 7.00-12.00 น. พักทานข้าวและให้นอนพักเวลา 12.00-14.00 น. และเข้าเรียนเวลา 14.00-17.00 น. พักตอนเย็น 17.00-19.00 น. เริ่มเรียนอีกเวลา 19.00-22.00 น. หลังเลิกเรียนเด็กชาวจีนก็จะกลับบ้านไปอาบน้ำ ซักเสื้อผ้า ทำการบ้าน เข้านอนประมาณ 24.00 น. รุ่งเช้าก็ไปเรียนอีกเหมือนเดิม เขาจะเรียนกันหนักมาก วันเสาร์-วันอาทิตย์ เขาก็จะไปเรียนพิเศษกันต่างหาก
เมื่อน้องผึ้งมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมงเป็นเวลาที่ทรมานมากเพราะง่วงนอน เนื่องจากอยู่เมืองจีนถูกฝึกมานานเป็น 20 ปี เวลา 12.00-14.00 น. ได้พักทานข้าวและนอนกลางวัน ดังนั้นพอบ่ายโมงอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์สุโขทัย ง่วงมากๆ
การใช้ชีวิตอยู่หอพักนักศึกษาของน้องผึ้งและเพื่อนๆ ก็จะนอนดึกประมาณ 24.00 น. เหมือนที่เคยใช้ชีวิตอยู่เมืองจีน ดังนั้นจึงลงมาอยู่ห้องดูทีวีชั้นล่างกัน เมื่อต้องการเรียกเพื่อนที่อยู่ชั้น 2-3-4 ก็ใช้วิธีตะโกนเรียก พูดคุยเสียงดังเอะอะมาก อาจารย์ที่คุมหอต้องกินยาหลับ (ยานอนหลับ) หลังจากกลุ่มน้องผึ้งเรียนจบกลับไปประเทศจีน อาจารย์ที่คุมหอพักได้โทร.ไปหาและเล่าว่าเมื่อพวกน้องผึ้งมาอยู่ใหม่ๆ อาจารย์รับไม่ได้ต้องกินยาหลับ แต่นานไปก็ชินไม่ต้องกินยาหลับ เมื่อน้องผึ้งกลับจีนไปแล้วเสียงเอะอะเงียบหายไปใหม่ๆ ไม่ชินต้องกินยาหลับอีกเหมือนกัน น้องผึ้งจึงรู้สึกว่าบาปทำให้อาจารย์ต้องกินยาหลับ 2 รอบ
การศึกษาของไทยเรา นักการศึกษาคิดว่าเด็กเรียนกันหนักมากปรับแก้โน่นนี่กันใหม่ให้เด็กไม่เครียด เมื่อได้ฟังน้องผึ้งเล่าถึงการเรียนของประเทศจีนแล้วประเทศไทยเราเรียนสบายกว่าเยอะ แต่ผลลัพธ์ยังสู้ประเทศอื่นไม่ค่อยได้


One thought on “การศึกษาของชาวจีน”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
อยากไปจังเลย เสียดาย เสียดาย เมื่อไรจะมีโอกาสไปบ้างน่ะ ธรรมชาติที่สวยงามอย่างนี้ใครจัดอีก จะไปโดยมีคิดเลย…..????