เวลาไปสัมมนาสิ่งที่ได้และเป็นสิ่งที่ถือว่ากำไรชีวิตมากที่สุด หลังจากที่เราไปปฏิบัติงานตามที่ราชการประสงค์ให้เราไปดำเนินการแล้วคือ การได้ออกนอกเส้นทางที่กำหนดโดยไม่ไปเบียดบังเวลาที่หลวงกำหนดให้เดิน
การไปนครศรีธรรมราชครั้งนี้มีไปสองคณะ คณะแรกไปล่วงหน้าเพื่อประชุมคณะทำงานฝ่ายบริการ มีสองคือ หนิง กับพี่หนาม คณะต่อไปคือคณะไปสัมมนามีจำนวน 4 คน คือ ข้าพเจ้า หนูเล็ก หนุ่มหนึ่ง และหนูเขียด แถมด้วยน้องอ้อยจากเพชรบุรี ที่ปุเลงๆ ไปกับคณะของเราด้วย
พวกเราเลือกเดินทางด้วยรถไฟ เพราะสะดวกที่สุด แม้จะทราบว่ารถไฟขบวนนี้เป็นประเภทแถมให้ตลอด เชื่อช้ากวาเวลาที่กำหนดเป็นไหนๆ ทั้งเวลาที่มาถึง และเวลาที่จะไปถึง
กว่าจะไปถึงสถานนีนครศรีธรรมราช เล่นเอาบ่าย คำถามที่เรามักถามคนที่ไปด้วยคือ ไปด้วยกันมั้ย ครั้งที่แล้วพาน้องปูไปตะลอนถึงปัตตานีแบบถึงไหนถึงกัน โอกาสแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่าย แม้ระหว่างทางจะอกสั่นขวัญแขวน แต่น้องปูกลับบอกว่าเฉยย เฉยย

ครั้งนี้เราพาสองสาวคือหนูเขียดและหนูอ้อย ไปปุเลงๆ ถึง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ไปนั่งคุย ไปกินข้าว ไปเที่ยว และแวะดูหนังตะลุง แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ ก็ให้ถือว่ากำไรชีวิต

กลับจากพัทลุงก้อดึกอักโข พี่ๆ น้องๆ จากคณะทำงานบริการชวนไปสังสรรค์ ในฐานะที่เราเป็นศิษย์เก่า รูปที่เห็นถ่ายตอนตีสองของวันใหม่

ออกนอกเส้นทางวันต่อมาคือพวกเราทั้งหมดได้ออกตามล่าหาร้านน้ำชาที่ขึ้นชื่อของเมืองคอน แบบตุหรัดตุเหร่

สุดท้ายก็อัดกันขึ้นรถไปดูพระธาตุยามดึกและถ่ายรูปที่ระลึกและระทึกเพราะเราไปถ่ายกลางถนน 
พระธาตุยามค่ำคืนงดงามไปอีกแบบ เพื่อนที่อยู่นครศรีธรรมราชบอกว่ายังไม่เคยเห็นมุมนี้ แต่หนุ่มสาวชาวนครปฐมไปยลกันมาแล้วนิ

ตอนนี้ยังพอมีแรงพาน้องๆ ไปตะลอนๆ แต่ต่อไปคงต้องอาศัยเกาะไหล่น้องๆ พาไปที่โน่นที่นี่บ้าง เพราะเดินไม่ไหว
2 thoughts on “ไปสัมมนา PULINET วิชาการครั้งที่ 3 ตอนออกนอกเส้นทาง”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ผลของการที่หัวหน้าหอสมุด เสียสละตัวเองไม่ไปเข้าร่วมประชุม /สัมมนาหลายๆแห่งไม่ใช่ว่าแก่หรือสูงวัยนะ แต่ให้น้องๆที่ต้องทำงานต่อไปอย่างต่อเนื่อง ได้ไปพบเห็นอะไรๆที่ไม่เคยได้พานพบ กลับมาที่ทำงานะได้มีแรง กำลังใจ กำลังความคิดเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่าได้มีนโยบายด้วยวาจากับหัวหน้าฝ่าย/งานและให้พูดกับทุกคนในฝ่าย/งานคือ 1)ให้บรรณารักษ์(วิชาชีพ)ไปกับเจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่นๆที่ไม่ใช่วิชาชีพบรรณารักษ์ กลับมาจะได้ชัดเจนในเรื่องต่างๆ 2)ให้บรรณารักษ์รุ่นใหม่ วัย 20 กว่าไปประชุมความร่วมมือ ฯหรือที่เห็นสมควรด้วยตัวคนเดียว เป็นการฝึกๆๆๆ เช่นเดียวกับที่พวกป้าๆ แม่ๆวัยเท่านี้ไปมาแล้ว เช่น ต้องประชุม 9.30 น. ป้าแมวนั่งรถเมล์ไม่รู้กี่ต่อ จากนครปฐม ไปประชุมที่ไกลที่สุดก็คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน แถมไปถึงประมาณ 7 โมงกว่าๆ ไปนั่งรอและดูเจ้าหน้าที่ทำความสะอาด และได้ทราบ เห็นวิธีการทำงาน การมาทำงานของบุคลากรแต่ละคนด้วยคิดดูต้องตื่นกี่โมง นั่งรถบัสนครปฐมกี่โมง เป็นเช่นนี้มา ไม่มีพี่เลี้ยงหรือตัวช่วย ช่วยตัวเองกันทังนั้น บางครั้งก่อนไปต้องถามเส้นทางรถเมล์จากเด็กเทพฯ ที่ทำงานใน หอสมุด ผลคือ หล่อนก็ไม่ทราบ เพราะหล่อนก็ไม่เคยไปไหนมากกว่าเส้นทางที่เคยไป ทุกวันนี้เวลาแจ้งให้ไปประชุม/สัมมนา คำแรกที่ถาม มีรถไปไหม ขอบอกว่า หากไปหลายคน การขอรถไป ถือว่าคุ้ม แต่คนเดียวไม่คุ้ม รถตู้หน้า มอ. มีไปหลายทาง จะไปไหนล่ะ อยากไปเมื่อใดก็ได้ อยากกลับเมื่อใดก็ได้ แถมไม่ต้องคอยเอาใจคนขับรถที่ขับไปส่ง และต้องจ่ายค่าอาหารกลางวัน ค่าล่วงเวลา บางคนอาจคิดว่าก็มีสิทธิใช้รถ ก็เป็นเรื่องของแตละคนจะคิด ไม่ว่ากัน ซึ่งโดยรวมทำไมคนนั้นใช้รถได้ สบายทุกอย่าง ทำไมเราต้องกระเบียดกระเสียน ก็ถูกนะ แต่หากคนเป็นหัวหน้าไม่คิด คิดเอาเข้าตัว่หรือเข้าราษฎรอย่างเดียว ไม่คิดถึงหลวงเลย แล้วหลวงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือ ส่งผลถึงตัวเราด้วยนะ
หนูว่าสมัยนี้ไปไหนง่ายกว่าแต่ก่อน หนูไม่ชอบนั่งรถเมล์ เพราะโหนรถไม่ค่อยถึง ลงรถเงอะงะ จึงชอบนั่งรถแท็กซี่ผลคือจ่ายเป็นร้อยเบิกได้ 3.50 บาท แต่ถือว่าเสียตังส์ซื้อความสบายให้ชีวิต
ตอนไปเชียงใหม่ครั้งแรกนั่งรถทัวร์ไปใจสั่นพิลึกพี่ดวงบอกว่าจอดที่อาเขตๆ ก้ออาเขตด้วย ส่วนไปใต้ไม่มีปัญหาเพราะชินกับเส้นทาง ไปอีสานไปตอนหลังๆ ไปตะวันออกก็นั่งรถทัวร์ ไม่รู้สึกอะไรเพระาระยะทางสั้นๆ