ในการลงรายการบรรณานุกรมของบรรณารักษ์ สิ่งหนึ่งที่บรรณารักษ์วิเคราะห์หมวดหมู่ต้องพบคือ การเขียนทับศัพท์ในภาษาต่างประเทศ ซึ่งข้อมูลอาจปรากฎที่ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง ชื่อสำนักพิมพ์ หรือหัวเรื่อง ในกรณีที่ลงรายการบรรณานุกรมภาษาไทย หรือการลงรายการบรรณานาณุกรมภาษาต่างประเทศที่ต้องถอดตัวอักษรภาษาไทยไปเป็นอักษรโรมัน ซึ่งเราจะพบว่า เรื่องการทับศัพท์ หรือ Romanization นั้นปรากฎในคู่มือการลงรายการ Anglo American Cataloguing Rules ในกฎของชื่อหน่วยงาน ชื่อสถานที่ ชื่อบุคคล ชื่อเรื่อง ฯลฯ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่ๆ บรรณารักษ์บอกให้หาอ่านเมื่อครั้งที่มาทำงานเป็น Cataloger ใหม่ โดยเฉพาะการทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นประจำ
ซึ่งการเขียนทับศัพท์ในภาษาต่างประเทศนั้น มีหน่วยงานที่กำหนดความถูกต้องของการสะกด การออกเสียงในภาษานั้น หน่วยงานนั้นก็คือ ราชบัณฑิตยสถาน
การเขียนคำทับศัพท์ตามระบบของราชบัณฑิตยสถาน เป็นการเขียนคำทับศัพท์ระบบหนึ่งที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศไทย กำหนดและควบคุมโดยราชบัณฑิตยสถาน
การเขียนคำทับศัพท์ตามระบบของราชบัณฑิตยสถาน
- การทับศัพท์ให้ถอดอักษรในภาษาเดิม พอควรแก่การแสดงที่มาของรูปศัพท์ และให้เขียนในรูปที่อ่านได้สะดวกในภาษาไทย
- การวางหลักเกณฑ์ ได้แยกกำหนดหลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาต่าง ๆ แต่ละภาษาไป
- คำทับศัพท์ที่ใช้กันมานาน จนถือเป็นภาษาไทย และปรากฏใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แล้ว ให้ใช้ต่อไปตามเดิม
- คำวิสามานยนามที่ใช้กันมานานแล้ว อาจใช้ต่อไปตามเดิม
- ศัพท์วิชาการซึ่งใช้เฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ศัพท์ทั่วไป อาจเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ขึ้นตามความจำเป็น
ซึ่งปัจจุบันราชบัณฑิตยสถานได้ออกหลักเกณฑ์การทับศัพท์แล้ว 11 ภาษา คือ
ภาษา จีน ·ภาษาญี่ปุ่น · ภาษาฝรั่งเศส · ภาษามลายู · ภาษาเยอรมัน · ภาษารัสเซีย · ภาษาสเปน · ภาษาอังกฤษ · ภาษาอาหรับ · ภาษาอิตาลี · ภาษาฮินดี
และล่าสุดภาษาที่12 และภาษาที่ 13 คือ ภาษาเกาหลี กับภาษาเวียดนาม รวมเป็น 13 ภาษา
การทับศัพท์ คือ การดำเนินการแปลงข้อความจากระบบการเขียนหรือภาษาหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งอย่างมีหลักการ เพื่อให้สามารถเขียนคำในภาษาต่างประเทศด้วยภาษาและอักษรในภาษานั้น ๆ ได้สะดวก เช่น การทับศัพท์ภาษาอังกฤษซึ่งเขียนด้วยอักษรโรมัน มาเป็นอักษรไทยเพื่อใช้ในภาษาไทย หรือการทับศัพท์ภาษาไทย ไปเป็นอักษรโรมันเพื่อใช้ในภาษาอังกฤษ เป็นต้น
การทับศัพท์ (การถอดอักษร) ต่างจากการถอดเสียง (transcription) ซึ่งเป็นการจับคู่เสียงอ่านของภาษาหนึ่ง ๆ ไปยังรูปแบบการเขียนของอีกภาษาที่ใกล้เคียงที่สุด ถึงแม้ว่าระบบการถอดอักษรส่วนใหญ่จะยังคงจับคู่อักษรต้นฉบับกับอักษรในภาษาเป้าหมายที่ออกเสียงคล้ายกันในบางคู่ ถ้าหากความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรกับเสียงเหมือนกันทั้งสองภาษา การถอดอักษรก็อาจแทบจะเหมือนกับการถอดเสียง ในทางปฏิบัติ ก็มีการทับศัพท์บางระบบที่ผสมกันระหว่างการถอดอักษรและการถอดเสียง โดยจะถอดอักษรต้นฉบับบางส่วนและถอดเสียงในส่วนที่เหลือ การถอดเสียงจะพยายามหาแนวทางที่ดีที่สุดในการเขียนภาษาต่างประเทศให้เป็นภาษาเฉพาะ เช่น การเขียนคำในภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยโดยไม่สลับภาษาบนแป้นพิมพ์ (บางครั้งผู้ใช้งานอาจพบว่าการกระทำเช่นนี้อาจทำให้อ่านเข้าใจยากกว่าการพิมพ์โดยสลับภาษาตามปกติ) การถอดเสียงขณะพิมพ์จึงถือเป็นกระบวนการประยุกต์โดยแท้จริงเพื่อการป้อนข้อความในภาษาเฉพาะเช่นนั้น แต่ก็มีข้อเสียคืออาจทำให้ไม่สามารถคาดเดาเพื่อถอดกลับไปเป็นภาษาเดิมได้ เพราะมีอักษรที่เพิ่มเข้ามาหรือถูกตัดออกไป หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม ความหมายอย่างกว้างของการทับศัพท์จึงหมายรวมทั้งการทับศัพท์แบบถอดอักษรและการทับศัพท์แบบถอดเสียง
นอกจากนี้ ไม่ควรสับสนระหว่างการทับศัพท์กับการแปล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนหรือเลือกคำในภาษาเพื่อสงวนความหมายดั้งเดิมเอาไว้ ในขณะที่การทับศัพท์เป็นการแปลงตัวอักษรเท่านั้น
ตัวอย่างการทับศัพท์สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก
http://th.wikipedia.org/wiki/การเขียนคำทับศัพท์ตามระบบของราชบัณฑิตยสถาน
http://th.wikipedia.org/wiki/การเขียนคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ
http://www.royin.go.th/upload/246/FileUpload/1470_4851.pd
http://www.royin.go.th/th/profile/index.php?PageNo=1&PageShow=213&SystemModuleKey=127
และขอยกตัวอย่างสำหรับภาษาล่าสุดคือ การทับศัพท์ภาษาเกาหลี ภาษาที่กำลังเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน มีดังนี้
1. หลักเกณฑ์นี้ใช้สําหรับเขียนทับศัพท์ภาษาเกาหลีที่เขียนด้วยอักษรโรมัน โดยมีตารางเทียบเสียงพยัญชนะและสระตามที่ออกเสียงในภาษาเกาหลีมาตรฐานไว้ให้ เป็นแนวเทียบ
2. เนื่องจากภาษาเกาหลีมีการถ่ายถอดเป็นอักษรโรมันหลายระบบ ในหลักเกณฑ์นี้ได้เลือกใช้อักษรโรมันจาก 2 ระบบ ได้แก่ ระบบการถอดอักษรเกาหลีเป็นอักษรโรมันฉบับปรับปรุง (Revised Romanization of Korean) ที่ใช้เป็นทางการในเกาหลีใต้ และระบบแมกคูน-ไรซ์ชาวเออร์ (McCune-Reischauer) ที่นิยมใช้มานานและยังคงมีใช้อยู่ โดยจะให้ตารางเทียบเสียงไว้ทั้ง 2 ระบบ แต่ตัวอย่างที่ให้ไว้ในหลักเกณฑ์ทั่วไปใช้ตามระบบการถอดภาษาเกาหลีเป็นอักษร โรมันฉบับปรับปรุง
ชื่อเฉพาะที่มิได้ถ่ายเป็นอักษรโรมันตามระบบการถอด ภาษาเกาหลีเป็นอักษรโรมันฉบับปรับปรุงและระบบแมกคูน-ไรซ์ชาวเออร์ ให้ทับศัพท์ตามเสียงที่เจ้าของภาษานิยม เช่น Lee Myung-bak = อี มย็อง-บัก (ชื่อประธานาธิบดี), Park (Pak) Chung-hee = ปัก ชอง-ฮี (ชื่อประธานาธิบดี)
3. คําทับศัพท์ที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เช่น คําในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ชื่อประเทศ ดินแดน เขตการปกครอง และเมืองหลวง ฯลฯ ให้ใช้ตามฉบับล่าสุด
4. คําที่รับมาใช้ในภาษาไทยเป็นเวลานานแล้วและเขียนเป็นคําไทยจนเป็นที่ยอมรับ กันทั่วไป ให้ใช้ต่อไปตามเดิม เช่น กิมจิ, เทควันโด, อารีดัง, ฮุนได, วอน (สกุลเงิน)
5. พยัญชนะควบกล้ำที่มีสระหน้า ให้นําสระหน้าไปไว้ระหว่างพยัญชนะควบกล้ำนั้น เช่น gwebeom = คเวบ็อม, hoengdan = ฮเว็งดัน
6. คําทับศัพท์ชื่อและชื่อสกุล เมื่อทับศัพท์ให้เขียนติดกัน เว้นวรรค หรือมีเครื่องหมายยัติภังค์ตามต้นฉบับอักษรโรมัน เช่น
An Chaehong = อัน แชฮง, Son Ye-jin = ซน เย-จิน
7. คําวิสามานยนามเช่นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่เขียนด้วยอักษรโรมัน แม้ว่าจะเว้นวรรคหรือมีเครื่องหมายยัติภังค์ ให้ทับศัพท์โดยเขียนติดกัน ส่วนคําที่บอกประเภทของชื่อเฉพาะไม่ต้องทับศัพท์ เช่น
7.1 -do (จังหวัด) เช่น Gangwon-do = จังหวัดคังว็อน
7.2 teukbyeolsi (เมืองปกครองพิเศษ, กรุง) เช่น Seoul teukbyeolsi = กรุงโซล
7.3 -si หรือ si (เมือง) เช่น Gwangju-si หรือ Gwangjusi = เมืองควังจู
7.4 -gun หรือ gun (อําเภอ) เช่น Seonsan-gun หรือ Seonsangun = อําเภอซ็อนซัน
7.5 -gu (เขต) เช่น Dongdaemun-gu = เขตทงแดมุน
7.6 gang (แม่น้ำ) เช่น Hangang = แม่น้ำฮัน
7.7 san (ภูเขา) เช่น Seoraksan = ภูเขาซอรัก
7.8 -seom, -do (เกาะ) เช่น Nami-seom = เกาะนามี Jeju-do เกาะเชจู
7.9 daehakgyo (มหาวิทยาลัย) เช่น Inhadaehakgyo = มหาวิทยาลัยอินฮา, Seouldaehakgyo = มหาวิทยาลัยโซล
7.10 yeok (สถานีรถไฟ) เช่น Sadangyeok = สถานีรถไฟซาดัง
7.11 sijang (ตลาด) เช่น Namdaemunsijang = ตลาดนัมแดมุน
7.12 -ga (ถนน) เช่น Euljiro 1 (il) -ga = ถนนอึลจีโร 1
แหล่งอ้างอิง
http://th.wikipedia.org/wiki/การเขียนคำทับศัพท์ภาษาเกาหลี
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/E/112/7.PDF