วันี้มีชื่อเรื่องแปลก ๆ อีกแล้ว.. ลองอ่านดูซิว่า มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ใครทำจดหมายหาย..
สืบเนื่องจาก คราวก่อนเล่าให้อ่านเรื่อง ข้อต่อแบบอ่อน ที่ได้อ่านมาจากสาร biodata ฉบับที่ 95 ลืมบอกไปว่า เป็นข้อเขียนของ ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญหลง ผู้อำนวยการ สกว. ที่เพิ่งพ้นวาระไป และสาร biodata นำมาเผยแพร่ต่อ วันนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งของข้อเขียนในที่เผยแพร่ใน สาร biodata
จดหมายหาย (Lost letter technique) เป็นวิธีวิจัยทางสังคม ที่นักจิตวิทยาชื่อ มิลแกรม (Milgram) เป็นคนริเริ่ม เป็นเทคนิคการวิจัยเชิงสังคมที่แอบหยั่งความเห็นของชุมชนในบางเรื่องที่ละเิอียดอ่อน โดยไม่ไปสัมภาษณืตรงๆ วิธีการของมิลแกรมคือ ทำจดหมายขึ้นจำนวนหนึ่ง จ่าหน้าถึงองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นภาพลักษณ์ของเรื่องนั้น ๆ เช่น สมาคมวิจัยการแพทย์ สมาคมนาซีใหม่ พรรคคอมมิวนิสต์  เสร็จแล้วเอาจดหมายเหล่านี้ไป “ทำหาย” ไว้ตามที่คนผ่่านไปมา แล้วคอยดูว่าจดหมายจะถูกส่งกลับมาหรือไม่ ผลปรากฏว่า จดหมายที่จ่าหน้าถึงองค์กรที่มีภาพลักษณ์ดีอย่างสมาคมวิจัยการแพทย์ ถูกส่งกลับประมาณ 70 %  คือ  คนพบจดหมายมักจะเอาไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ให้ แต่จดหมายที่จ่าหน้าถึง สมาคมนาซี และพรรคคอมมิวนิสต์ นั้น ส่วนใหญ่ “หาย” ไปจริงๆ  เพราะไม่มีใครเอาไปส่งต่อ แสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นของคนในชุมชนนั้นได้ และเป็นเทคนิคการศึกษาพฤติกรรมของคนโดยที่คนไม่รู้ตัวด้วย เพราะถ้าไปสอบถามตรงๆ เรื่องพรรคนาซี คนอาจตอบตามฟอร์มว่า เป็นสิทธิเสรีภาพของคนที่จะเชื่อลัทธิไหนก็ได้ แตุ่ถ้าทำจดหมายหายอย่างนี้ จะค้นพบอีกอย่างหนึ่งว่า ความคิดจริงๆ ของเขาเป็นอย่างไร

2 thoughts on “จดหมายหาย

  1. ขอบคุณนะคะ หลายเรื่องแล้วที่ป้าแมวเก็บเอาจาก blog แน่นอนต้องนำไปเป็นประโยชน์ซิคะ เพิ่งทราบว่านี่เป็นวิจัยอีกแนวหนึ่ง พิจารณาจากจดหมายหาย คิดได้อย่างไรนะ บางครั้งคิดว่าน่าจะใช่ แต่คนไทยด้วยกันบอกว่าไม่ใช่ ดูเหมือนอะไรๆๆ ก็ต้องให้ต่างชาติคิดก่อน จึงจะใช้ได้ เหมือนกับที่ผ่านมา พอฟังบรรยาย แนะนำปุ๊บ ป้าแมวจะบอกทันทีว่า ทำแล้ว แต่ไม่ทราบว่า เขาเรียกว่าอย่างนี้ เช่น ISO เขียนขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน แบบผังไหลเวียน (Flow chart ) ง่ายมาก ชอบทำ และทำมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เขียนว่า ช่วงนี้เกี่ยวข้องกับใคร (ที่เข้าใจว่าใครทำ) เช่น KM (คุณอำนวย คุณเอื้อ คุณ… คุณ…) ก็ทำมาก่อนแล้ว ขอให้ทุกคนทำงานแบบแทนกันได้ ต้องรู้งานของคนอื่นด้วย ให้ช่วยกันทำงาน ทำงานเป็นทีม ต่อเนื่อง ไม่ให้สะดุด ต้องมีคู่มือการปฏิบัติงาน ไม่ให้หวงความรู้ ภูมิรู้ที่ตนมี ให้อธิบายแก่คนอื่น ได้ทราบด้วย และหัวหน้าหอสมุด อำนวย หัวหน้าฝ่าย ประสานงาน ฟังไปก็คือ KM สรุปง่ายๆ ทำ KM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างประสิทธิผลของงานนั่นเอง องค์กรใดดีแล้ว ก็ทำต่อไป องค์กรใดไม่เคยทำ ยังไม่ดีเท่าไร ก็ต่องเร่งทำ

  2. อ่านแล้วนึกถึงเรื่องความซื่อสัตย์เลยนินานแล้วใน Reader’s Digest ที่มีคนแสร้งทำเงินหล่นไว้ในมหาวิทยาลัยดังๆ แล้วดูว่าจะมีใครส่งคืนบ้าง แล้วก็มีคนส่งคืนน้อย …. ตอนหลังมาข่าวดังมากในเรื่องประเด็นของความซื่อสัตย์

Leave a Reply