ชวนอ่านหนังสือ : Cradle to Cradle


ผู้แต่ง : Michael Braungart และ William McDonough
ชื่อเรื่อง :  Cradle to cradle : เปลี่ยนเส้นตรงให้เป็นวงกลม
ผู้แปล :  สุภาภรณ์ กาญจน์วีระโยธิน
จำนวนหน้า :  215  หน้า
เลขเรียกหนังสือ : TD794.5 บ45
 
Braungart เป็นนักเคมีที่มีชื่อเสียงในเรื่องแนวความคิดใหม่สำหรับเคมีเพื่อระบบนิเวศและการบริหารจัดการกระแสของวัสดุึ ส่วน McDonough เป็นสถาปนิก คณบดีคณะสถาปัตยกรรมของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ได้รับเกียรติประวัติให้เป็น Hero of the planet จากนิตยสาร Time และได้รางวัล  The Presidential Award for Sustainable Development  ผู้แปล บอกว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เป็นแค่หนังสือเล่มหนึ่งแต่มันเป็นความหวังของมนุษยชาติ…
หากจะคิดถึงการใช้ทรัพยากรของโลกนั้น มนุษย์ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่า   หนังสือเล่มนี้พยายามนำเสนอแนวความคิดที่จะให้มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงอุตสาหกรรม หันมาใส่ใจถึงประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการผลิตสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้มนุษย์ทั่วไปใช้ ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ ขบวนการผลิต การทิ้งของเสีย  ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของมนุษย์ ให้กระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ก่อสารพิษต่ำสุด ลดการใช้ทรัพยากรที่ทดแทนไม่ได้ให้มากที่สุด
ชื่อเรื่อง Cradle to cradle ผู้แปล แปลว่า “อู่สู่อู่” ตอนที่อ่านแรก ๆ ไม่เข้าใจกับคำว่า “อู่สู่อู่” จึงเปิด dictionary ดูคำแปลของ Cradle เผื่อมีคำอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น  เมื่่ออ่านไปเรื่อย ๆ จึงคิดว่า คำว่า “อู่” น่าจะเหมือนกับที่คนไทยเราใช้คำว่า  “อู่ข้าวอู่น้ำ”  หรือในเชิงนิเวศวิทยาก็น่าจะหมายถึง วัฎจักรชีวิตของสรรพสิ่งทั้งโลก
เมื่อในวงอุตสาหกรรมมีการพูดถึงผลกระทบของการทำอุตสาหกรรมกับระบบนิเวศ กับการดำรงอยู่ของโลกมากขึ้น จึงมีการผลักดันยุทธศาสตร์หลักขึ้นมาจากการประชุม โดยเรียกว่า “ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ” ซึ่งหมายถึง “ทำมากขึ้นโดยใช้น้อยลง” กลยุทธ์หลักที่จะนำให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ นี้ได้ คือ   4 R’s  (Reduce, Reuse, Recycle, Regulate) ได้แก่ ลดใช้, ใช้ซ้ำ, แปรรูปกลับมาใช้, กำกับดูแล) ซึ่งผู้เขียนบอกว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดูดี แต่จริง ๆ แล้ว ทุกกลยุทธ์ก็ยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ดี เพียงแต่เปลี่ยนไปกระทบในด้านอื่น ๆ เช่น การรีไซเคิล ที่จริงแล้วมันคือ Downcycle คื่อ การนำไปใช้ในระดับต่ำลงไป สามารถลดปริมาณของวัสดุลงไปเพียงระยะเวลาหนึ่ง บางครั้งการรีไซเคิลสามารถก่อสารพิษได้มากกว่า “ตัวแม่” เสียอีก  บางบริษัทต้องการอยู่ใน Trend ของการใช้ “ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ” ก็ใช้วิธี end of pipe solution  คื่อการแก้ปัญหาที่ปลายทาง เช่น ใช้วิธีดักกรองของเสีย กลบฝัง แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ทำเพื่อชะลอปัญหา และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามทางศีลธรรมและมาตรการลงโทษ  ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสร้างภาพว่าเกิดการเปลี่ยนแปลง
ใจจริงอยากเห็นต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้ เพราะจากที่ผู้แปลแปลไว้ในบทนำ หน้า 19 ว่า
“หนังสือเล่มนี้พิมพ์บน ‘กระดาษ’ สังเคราะห์และถูกเย็บให้เป็นรูปเล่มในสูตรที่พัฒนาโดยนักประดิษฐ์หนังสือที่ชื่อ  ชาร์ลส์ เมลเซอร์ แห่ง เมลเซอร์มีเดีย ไม่เหมือนกับกระดาษทั่วไปที่เราคุ้นเคย กระดาษที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ใช้เยื่อไม้หรือใยฝ้ายชนิดใดก็ตาม แต่ว่ากระดาษสังเคราะห์นี้ทำมาจากเม็ดพลาสติกและวัสดุเติมเต็มที่ไม่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต วัสดุนี้ไม่เพียงแต่กันน้ำเท่านั้น ซ้ำยังทนเหลือหลาย และ สามารถนำไปรีไซเคิลได้ด้วยวิธีทั่วไป …เป็นผลิตภัณฑ์ที่เราสามารถนำมาแยกส่วนและใช้หมุนเวียนต่อไปไม่จบสิ้นในวงจรอุตสาหกรรม”
จึงอยากจับ อยากเห็นกระดาษแบบนั้นจัง
นอกจากยุทธศาสตร์ในการจะไปสู่นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ แล้วยังมีบันได 5 ขั้นสู่ความได้ผลทางนิเวศ คือ
ขั้นที่ 1 กำจัด “สารตัวร้าย” ที่เราชอบประกาศว่า “ไม่มี”
ขั้นที่ 2 ตามใจรสนิยมส่วนตัวแบบรู้จริง
ขั้นที่ 3 สร้าง “รายการด้านบวก”
ขั้นที่ 4 กระตุ้นการใช้ “รายการด้านบวก”
ขั้นที่ 5 คิดค้นใหม่
           “เปลี่ยนเส้นตรงให้เป็นวงกลม” ที่เป็น sub title ของหนังสือ อ่านแล้วเข้าใจ แต่ยากที่จะอธิบาย   ดังนั้นเพื่อน ๆ ลองหลับตาคิดเอาแล้วกันว่า  เราวางผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ไว้ชิ้นหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้น แล้วเขียน life cycle ของสิ่งนั้นดูสิว่า มาจากอะไร เมื่อใช้ไป ใช้ไปแล้ว เหลืออะไร    (ขยะ) ที่เหลือนั้นสามารถวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นนั้นได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้มันก็เป็นเส้นตรง(ซึ่งปลายคือทางตัน) แต่ถ้าได้ เส้นทางก็จะเป็นวงกลม และจะหมุนเวียนเช่นนั้นต่อไป อาจมีขยะหลุดรอดมาบ้างก็เล็กน้อย และเป็นขยะที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ
อ่านจนจบ สรุปว่า หากเราจะทำให้ได้อย่างอุดมคติแบบในหนังสือเล่มนี้ ดูเหมือนต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบฟลิ้นสโตนแน่เทียว
 
 

Leave a Reply