เมื่อวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่าน พวกเราชาวสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ปิดหอสมุดทั้ง 3 วิทยาเขตเพื่อไปสัมมนาการประกันคุณภาพในเรื่องยุทธศาสตร์…….กันที่ โรงแรมพัทยา ปาร์ค จ. ชลบุรี
เมื่อไปถึงที่พัทยา ก็เป็นเวลาสายๆ ราวๆ 10โมงกว่า เมื่อถึงโรงแรมพวกเราก็ตรงดิ่งเข้าห้องสัมมนา ที่ห้องพวงชมพู (ที่นี้เค้าตั้งชื่อห้องต่างๆ ด้วยชื่อดอกไม้) หลังจากฟังเรื่องต่างๆ จากท่าน ผอ. และรอง ผอ. พักทานอาหารกลางวัน และกลับเข้ามาที่ห้องสัมมนาอีกรอบ จนเวลาล่วงเลยไปจนถึงบ่ายสองโมงกว่าก็เป็นอันเสร็จสิ้น
พวกเรา (พี่แมวหัวหน้าหอสมุด พี่หน่อยหัวหน้าฝ่ายโสต พี่ปองหัวหน้าฝ่ายบริการ พี่ติ๋ว น้องเอ๋ และอ้อ) ก็เช็คอินเข้าห้องพัก ซึ่งต่างก็พักในห้องใกล้กัน ชั้นเดียวกัน จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า เราจะต้องไปท่องเที่ยวกันก่อนถึงเวลารับประทานอาหารเย็น
ตอน 6 โมงครึ่ง พี่ปองจึงรับอาสาไปหาเช่ารถสองแถว (ที่เราหมายตากันตั้งแต่รถเลี้ยวเข้ามาในโรงแรมแล้ว) ซึ่งก็ได้รถพร้อมทั้งคนขับรถผู้แสนจะใจดี และอัธยาศัยถูกใจพวกเรามากๆ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวพร้อมทั้งบอกว่า จะพาไปเที่ยวให้ได้มากที่สุด เนื่องจากช่วงนั้นเย็นแล้ว เค้ากลัวว่าจ้างรถเค้าแล้ว พวกเราจะไม่คุ้ม (นี่แหละน้ำใจคนไทย)
สถานที่แรกที่เราไปกันคือ วัดญาณสังวรารามวรวิหาร เป็นวัดที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ สร้างขึ้นเพื่อถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก เป็นพื้นที่วัด 366 ไร่ นอกจากเจดีย์และพุทธสถานที่สวยงาม เช่น พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ แล้วยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ อีก เช่น ศาลานานาชาติริมสระ- น้ำ



และวิหารเซียน หรือชื่อภาษาจีนว่า ต้า ผู่ อี่ หรือ อเนกกุศลศาลา ซึ่งเป็นชื่อภาษาไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานนามให้ สถานที่ที่เป็นแหล่งรวมงานศิลปะไทย-จีนชั้นสูงที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย วิหารเป็นแบบจีนสูงสามชั้น การประดับตกแต่งภายในอาคารตามความเชื่อของชาวจีน วิหารเซียนนี้ตั้งอยู่ใกล้กับวัดญาณสังวราราม นั่งรถไปตามถนนประมาณ 2 กม. วิหารนี้ก่อสร้างโดยอาจารย์สง่า กุลกอบเกียรติ มีพื้นที่ประมาณ7 ไร่สิ่งที่น่าสนใจภายใน คือ


1) รูปสลักหินแกรนิต อยู่ที่ลานชั้นล่างด้านหน้าอาคารใหญ่ มีรูปสลักหินขนาดใหญ่จากประเทศจีน
2) ห้องโถงชั้นล่าง ซึ่งจำลองเป็นท้องพระโรงในพระราชวังจีน มีศิลปะวัตถุและโบราณวัตถุที่มีค่าจำนวนมาก 3) หอเซียนหรือหอกลาง อยู่ที่ชั้น 2 ของอาคาร 4) ห้องจัดแสดงงานศิลปกรรมไทย อยู่บนชั้น 2

หลังจากที่เที่ยวไปได้สองแห่งก็พบว่า เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เราจึงตกลงใจกันกลับโรงแรม ถึงจะได้เที่ยวชมแค่ 2 แห่ง ก็ต่างคนก็คิดเหมือนกันว่า งานนี้คุ้มค่าเกินคำบรรยาย และคิดว่าหากมีเวลามากกว่านี้อีกสักนิด ก็จะดี
สุดท้ายแม้อาจจะเขียนซ้ำซ้อนกับพี่ปองไปบ้าง แต่อยากแสดงให้เห็นว่า นี่คือศรัทธาและความเชื่อของคนไทยพุทธ และคนไทยเชื้อสายจีน ที่แสดงออกมาในรูปแบบของศิลปะ สถาปัตยกรรม
แถมท้ายด้วยสิ่งที่ได้พบจากการเที่ยวตลาดน้ำสี่ภาค ที่เห็นว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ



เจ้าแมวตัวนี้กินไม่เปลืองมันเอาแต่นอนอย่างเดียว ขนาดเอานิ้วไปจิ้มพุงมันยังไม่ตื่นเลย ส่วนเป็ดกับไก่ และหมูแดงนี้พี่บูรณ์แนะนำว่า ซื้อไปแขวนไว้ที่บ้านรับรองว่ากินกันจนลูกเข้ามหา’ลัย ยังไม่หมดเลย ฮาๆๆๆ
6 thoughts on “สองศรัทธา”
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.
ขอบคุณที่ขยายความ อยากให้เขียนคนละมุมกันเยอะๆ จะได้มีความรู้เพิ่มๆๆๆๆๆ กัน ลูกทัวร์ทั้งหลายช่วยกันขียนหน่อยเร้วววว
…..ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะไปเก็บภาพที่วัดญาณ.. แต่ก็ยังไม่มีโอกาสซักกะที รู้สึกอิจฉาเล็กๆนะ
เป็ดไก่ น่ะ น้องเต็มคนเดียวก็น่าจะเอาอยู่นะผมว่า ไปดีก่าเด๊วโดนตืบ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และหัวหน้าทัวร์ที่นำพาพวกเราเที่ยว คุ้ม….
งานนี้น้องเต็มก็คงไม่ไหวค่ะคุณสมเกียรติ เพราะไก่ เป็ด และหมูแดง พวกนี้เป็นของที่ทำมาจากเรซิ่น เห็นแล้วเหมือนสุดๆๆ แม้อยากลองซื้อมาไหว้เจ้าช่วงตรุษจีน แต่กลัวเจ้ากับบรรพบุรุษโกรธนะซิฮาๆๆๆ
น้องวีและเพื่อนพ้องน้องพี่ หากไปแถวนั้นจะพาไปตั้งแต่ วัดญาณสังวรฯ วิหารเซียน ศาลานานาชาติ อุทยานสามก๊ก และพิพิธภัณฑ์ ฯลฯเพราะที่ไปน่ะก็รีบจะจนไม่ได้ศึกษารายละเอียดอะไรกัน ส่วนกำหนดวันเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นนะคะ การันตีว่าก่อนเกษียณได้ไปแน่นอน
ส่วนหมู เป็ด ไก่ ตั้งใจว่าจะไปแขวนแถวๆ ห้องเด้ก แต่เกรงว่าพี่หน่อยจะไม่เข้าไปแถวห้องนั้น เลยเบรคเอาไว้ก่อน