“ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรักเราและหวังดีต่อเราอย่างจริงจังและจริงใจเหมือนพ่อแม่ ทุกคนต้องการทำบุญกับพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ พระอรหันต์นอกบ้านพวกท่านไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ พ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ของลูกนี่สิของจริงแท้แน่นอน แต่เรากลับมองไม่เห็น … นั่นเป็นการพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เราควรทำบุญให้พ่อแม่เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที เป็นบุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน” สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
คำกล่าวข้างต้นนี้หวังว่าทุกท่านคงจำได้ว่าพระมหาสมปอง ตาลปุตโต ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในการสัมมนาของสำนักหอสมุดกลาง หัวข้อ “กัลยาณมิตรช่วยกันคิดช่วยกันทำ” เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2555 เช่นกัน

ความรู้สึกแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้ที่คุณพ่อบ้านนำมาให้ดูนั้น มีทั้งความสนใจและฉงนใจว่ามีหนังสือแบบนี้ด้วยหรือ ทำไมต้องมี ลูกทุกคนย่อมดูแลพ่อแม่ได้ดีอยู่แล้ว เคยอ่านเคยเห็นแต่เรื่องคู่มือเลี้ยงลูกซึ่งครอบครัวใหม่มักหาอ่านเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เริ่มท้องหรือยังไม่ท้องด้วยซ้ำ
เมื่อเปิดอ่านคำนำของเรื่องแล้วน่าสนใจมาก ผู้เขียนคือ พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี คุณหมอทุ่มเทกายใจให้กับคนไข้ รวมถึงผู้ดูแลและลูกหลานผู้ป่วยด้วย และเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นด้วยใจ ให้ความรู้ ข้อแนะนำ เทคนิคต่างๆ ที่สั่งสมจากประสบการณ์หลายสิบปีในการดูแลผู้สูงอายุ ถือได้ว่าเป็นคู่มือสำหรับการดูแลพ่อแม่ (ปู่ย่า ตายาย) เล่มแรกของประเทศไทย ที่ผู้เขียนตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำให้ท่านทั้งหลายจะยังคงมีแม่พ่ออยู่ด้วยต่อไปอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี
หนังสือเล่มนี้มีข้อแนะนำ เทคนิคต่างๆ ที่เน้นการดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายายไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งความสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่ว่าท่านจะเป็นพ่อแม่ในอุดมคติหรือไม่เพราะท่านเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดามีข้อดีและข้อบกพร่อง อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้ผ่านไปเราควรทำหน้าที่ของเราในวันนี้ด้วยความเมตตา เลือกทำกรรมดีด้วยการดูแลท่านให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำให้ท่านได้
การดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ เริ่มแรกเป็นการกล่าวถึง 1) สุขภาพทางกาย อาการของโรคต่างๆ ทั้งระบบทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท ความจำสั้น หลงลืม ปัญหาทางจิตใจ ความวิตกกังวล นานเข้าก็จะเกิดภาวะซึมเศร้าตามมา และอาการเช่นใดที่ต้องรีบไปพบแพทย์ 2) ด้านการบำรุงเลี้ยงดูบิดามารดา วัยนี้ต้องเลี้ยงทั้งกายและใจ อาหารแบบไหนเหมาะกับผู้สูงอายุ อาหารแบบไหนเหมาะกับโรคที่เป็นอย่างไร พร้อมตัวอย่างอาหารประเภทต่างๆ ที่เหมาะสมกับผู้สูงวัยแต่ละกลุ่ม 3) การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ พร้อมรูปภาพประกอบ 4) หน้าที่ของลูกคือทำให้พ่อแม่สบายใจ อย่าทำให้ผู้สูงอายุคิดมากหรือซึมเศร้า ผู้เขียนให้ข้อคิดว่า ทั้งผู้ดูแลและผู้สูงอายุ เมื่อมีเมตตาแล้วต้องมีอุเบกขา ต้องเข้าใจชีวิตว่าคนอื่นเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ได้ดั่งใจเรา “การที่เราจะรักใคร ต้องรักอย่างที่เขาเป็น ไม่มีใครดีทุกอย่าง” บางครั้งอาจทำอะไรไม่ถูกใจลูกหลาน ทำไมถึงดื้อเหลือเกินก็ต้องปล่อยๆ ยอมๆ ไปบ้างแล้วค่อยประเล้าประโลมให้ทำตามใจเราในภายหลัง 5) ข้อควรระวังในการใช้ยา ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัว ยาบางอย่างไม่ควรใช้พร้อมกัน ยากินก่อน กินหลังอาหาร การตรวจสุขภาพ 6) การจัดบ้านและอุปกรณ์เพิ่มคุณภาพชีวิต พื้นที่ใช้สอย ห้องน้ำควรทำราวจับ ห้องนอนสะอาดแสงสว่างเพียงพอ อุปกรณ์ช่วยพยุงตัวเวลาเดิน
ลูกทุกคนปากบอกว่า “รักพ่อ รักแม่” แต่การปฏิบัติต่อท่านไม่เหมือนอย่างที่พูด บางครั้งเราอาจลืมนึกถึงใจท่าน ปัญหาประจำบ้านคือความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้สูงอายุและลูกหลาน เช่น ขี้เกรงใจ ขี้น้อยใจ ให้อะไรก็แจกหมด หรือเก็บหมด รักคนไกลไม่รักคนใกล้ ลูกคอยกำกับทุกเรื่องสั่งให้ท่านทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี ลูกแบบทฤษฎีมากประเภทอันนี้กินได้ อันนั้นกินไม่ได้ อย่างนี้ทำได้อย่างนี้ห้ามทำแล้วก็ไม่ยืดหยุ่นเลย หรือปัญหาจากตัวผู้สูงวัยเองประเภท “ใหญ่ตลอดกาล” “ปฏิเสธทุกกรณี”
เพราะฉะนั้นการดูแลผู้สูงอายุ ต้องรู้จักปรับเปลี่ยน พลิกแพลง รวมถึงปรับความเป็นตัวเองของทั้งสองฝ่ายลงไปบ้าง คุณภาพชีวิตรวมถึงจิตใจของผู้สูงอายุและผู้ดูแลจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
ดิฉันเองมีแม่ผู้ชรา อายุ 92 ปีแล้ว ทุกสัปดาห์หากไม่มีภารกิจอื่นก็จะกลับไปดูแลแม่เสมอ หากวันไหนสายแล้วยังไปใม่ถึง น้องสาวจะบอกว่าแม่ออกมานั่งรอพี่นกที่ระเบียงหน้าบ้านตั้งแต่สาย จนบ่ายก็ยังไม่ยอมนอน อาทิตย์นี้ก็เช่นกันเมื่อกลับไปถึงน้องสาวเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้แม่ไม่ค่อยยอมกินอาหาร เมื่อคะยั้นคะยอมากเข้าแม่บอกว่า “เอาก็เอา” แม่ไม่ดื้อ “นี่เป็นคำพูดของไอ้นกมัน” ซึ่งคำพูดนี้ไม่คิดว่าแม่จะจำได้ฟังแล้วเป็นปลื้ม เพราะช่วงที่แม่อยู่ในภาวะวิกฤติที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเพชรบุรีนั้นแม่เหมือนจะเบลอ ๆ มีเพ้อพูดถึงโน่นนี่ กินอะไรก็ไม่ค่อยได้ ดิฉันซึ่งเป็นตัวหลักหนึ่งในการเฝ้าไข้มักจะเป็นคนที่ทำให้แม่กินได้เรียกว่าทั้งตื๊อทั้งอ้างสารพัดโดยแกล้งพูดเองเออเองว่า “ไอ้พวกนี้ยุ่งอะไรกันนักหนานะน่าเบื่อ แต่ยังไงก็ต้องกินสักหน่อยนะแม่ เอาก็เอานะ นะ” ตื๊อจนแม่เบื่อและคงทนรำคาญไม่ได้ก็พยักหน้า “เอาก็เอา” แม้จะกินได้นิดหน่อยก็ยังดี บางทีป้อนไม่กินต้องใช้สลิงค์ดูดแล้วใส่ป้อนกันเป็นประจำ ซึ่งกว่าจะผ่านช่วงวิกฤตินั้นมาได้ดิฉันต้องลาพักผ่อนวันจันทร์-อังคารติดต่อกันอยู่ 2 สัปดาห์ เฝ้าตลอดทั้งวันทั้งคืน 4 วัน (คืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์) พอบ่ายวันอังคารก็จะกลับไปบ้านนครปฐม ส่วนน้องสาวเฝ้าค้างด้วย 3 คืน (อังคาร พุธ พฤหัส) โดยกลางวันไปทำงานเพราะมีพี่สาวมาเปลี่ยน ช่วงวันศุกร์ วันเสาร์จะมีพี่น้องคนอื่นมาช่วยด้วยหลายคนหน่อย บางทีดิฉันกลับมาทำงานได้วันเดียวน้องโทร.มาบอกว่าแม่ไม่ค่อยดีนะพี่ลงมาดูซิ ก็ต้องกลับลงไปอีกทันที หลังจากนั้นมาพอตอนเลิกงานเย็นทุกวันก็จะกลับไปดูแลแม่พร้อมลุงบูรณ์โดยรถไฟสายยะลา-กรุงเทพฯ เที่ยว 17.30 น. ถึงสถานีเพชรบุรี 19.30 น. ค่ารถคนละ 52 บาท พอลงรถสามารถเดินไปถึงโรงพยาบาลพระจอมเกล้าได้เลย และพอเช้ามืดตี 5 หลานชายพาพี่สาวมาเปลี่ยนเฝ้าแม่ตอนกลางวัน ก็จะพาดิฉันและลุงบูรณ์มาขึ้นรถตู้กลับมาทำงานลงหน้ามอ ค่ารถคนละ 80 บาท ทำอยู่อย่างนี้จนกระทั่งหนึ่งเดือนแม่จึงค่อยดีขึ้นและกลับมาอยู่บ้านน้องสาว สิ่งสำคัญที่เป็นกำลังใจอีกอย่างคือเหลนตัวน้อยอายุห้าหกเดือนทำให้คุณยายทวดยอมกินอาหาร (แม่จะกินยาง่ายกว่าอาหาร) เมื่อพวกเราบอกว่าต้องกินอาหารและกินยานะจะได้กลับไปแกว่งเปลให้เหลน

คุณยายทวดกับน้องพาเพลิน 2 ม.ค.55
การดูแลแม่มีทั้งคนประจำและไม่ประจำ วันจันทร์-ศุกร์ เวลากลางวันคนหนึ่ง เวลากลางคืนอีกกลุ่มหนึ่ง วันเสาร์-อาทิตย์ มีหลายคนพี่น้องหลาน ๆ มารวมญาติกัน ลูกบางคนเจ้าทฤษฎีมากตรงตามตำราทุกอย่าง กินยาก่อน-หลังอาหารเป๊ะ อาหารแบบนี้กินได้แบบนั้นกินไม่ได้ ซึ่งที่จริงคนที่ทำแบบเคร่งครัดนี้ถือว่าทำถูกเพราะไม่งั้นการรักษาจะไม่ได้ผล เช่น มื้อหนึ่ง ๆ ต้องกินไข่ขาว 3 ลูกเพราะมือเท้าบวมหมอบอกว่าขาดโปรตีน และให้กินปลาเยอะๆ พอเห็นหิ้วถุงไข่เข้ามาแม่ก็ทำท่าจะอ้วกซะแล้ว ดิฉันจึงได้แต่ปลอบใจแม่ว่าอย่าดื้อกับคุณครูนะ บอกพี่เขาสิว่าเอาแต่ประโยชน์อย่างเดียวแม่กินไม่ลงขอแบบเพื่อความสุขบ้างเหมือนพระให้พรเวลาทำบุญจะได้ไหมว่า “เพื่อประโยชน์เพื่อความสุข” คนละครึ่งกัน คือขอของชอบที่แม่กินได้บ้างอย่าเคร่งครัดกับแม่มากนักนะลูกนะ
มีเรื่องคุยกันว่ามีลูกกี่คนจึงดี คนแรกบอกว่ามีลูกคนเดียวไม่ดีหรอกน้อยไป อีกคนบอกว่ามีลูกคนเดียวดีกว่ามีลูกหลายคน เพราะเมื่อแก่ตัวลงลูกคนนี้จะได้ดูแลพ่อแม่คนเดียวไม่ต้องเกี่ยงใคร ? จริงหรือไม่ต้องดูกันไปเองนะคะ
สิรินธร ฉันศิริกาญจน. คู่มือดูแลพ่อแม่. กรุงเทพฯ : more of life, 2552.
RA 777.6 ส63
เด็กรุ่นเรามักจะแกร่งตั้งแต่เกิด ทุกวันนี้คิดแล้วต้องขอบคุณพ่อ แม่ ป้า (ของพี่ตาก็ปู่ย่า) ที่ใช้เราทำงานโน่นนี่ไม่ได้หยุด ไม่ได้เล่นสนุก ทำงานเช้าจดค่ำ กว่าจะได้เข้านอนนะสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยช่วงภาคบันเทิงปิดสถานีไปแล้วนั่นแหละ ประมาณห้าทุ่มกว่าสมัยที่มีแต่ไฟดวงเทียนแดงๆ ยังไม่มีไฟนีออนนั้นดึกมากนะ