
“อิสรภาพบนเส้นบรรทัด ๑๓ นักโทษประหาร” เป็นหนังสือหมวดสารคดีของสำนักพิมพ์สารคดี ผลงานเขียนจาก “โครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร” ที่ดำเนินการโดย โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมกับ เครือข่ายพุทธิกา (โดย พระไพศาล วิสาโล) เรือนจำกลางบางขวางและกระทรวงยุติธรรม โดยการคัดเลือกนักโทษที่มี แวว “นักเขียน” กว่า 30 ชีวิต มาผ่านการฝึกฝน ขัดเกลา จากนักเขียนระดับแนวหน้าของประเทศ อาทิเช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, วีระศักดิ์ จันทร์ส่องแสง,อรสม สุทธิสาคร, ประมวล เพ็งจันทร์, วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์, พระไพศาล วิสาโล, ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ, ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ, ไพวรินทร์ ขาวงาม และศุ บุญเลี้ยง แล้วคัดให้เหลือเพียง “นักเขียน-นักโทษ” ที่มีฝีมือคุณภาพเพียง 13 คน จนเกิดเป็นผลงานเขียนหลังกำแพงคุกในวันที่ไร้อิสรภาพของพวกเขา ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือที่ชื่อว่า “อิสรภาพบนเส้นบรรทัด ๑๓ นักโทษประหาร” เล่มนี้
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานการเขียน 13 เรื่องจาก “นักเขียน-นักโทษ” ในคุก “บางขวาง” ที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ชีวิตจริงที่ทำให้พวกเขาต้องมาพบกับจุดจบแห่งนี้ ซึ่งผู้เขียนแต่ละท่านได้เลือกใช้นามปากกา/นามแฝงแทนการเปิดเผยชื่อ-สกุลจริง ในการบอกเล่าเรื่องราวของตน ดังนี้
1. ที่นี่แดนประหาร ผู้เขียนใช้นามปากว่า “คชสาร เมืองเพชร” มันเป็นดินแดนที่กระบวนการยุติธรรมหยิบยื่นให้กับพวกที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “อาชญากร” เขามีสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอก… คือ ท่านรู้ไหมว่าในคุกมีแพะอยู่ไม่น้อย? และที่ถูกประหารไปแล้วก็มิใช่น้อย และมีประโยคหนึ่งที่เขาจำขึ้นใจ คือ การปล่อยผู้กระทำผิดไป 10 คน ยังไม่เท่ากับการ เอาผู้บริสุทธิ์คนเดียวมาลงโทษ
2. หลังม่านกำแพงคุก ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “ภุชงค์” เขาเข็ดกลับคำพูดที่ว่า “เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องกลาง ติดตะรางเรื่องเล็ก” แท้จริงแล้วการติดตะรางมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆอย่างที่ใครๆเขาพูดประชดประชันกันเลย สิบปีที่ผ่านมาเขารู้จักคุณค่าของ “อิสรภาพ” ว่ามันมีความหมายมากเพียงใด หากย้อนเวลากลับไปยังจุดเดิมได้เขาจะไม่ทำเรื่องโง่ๆแบบนี้อีก โดยเฉพาะคิดทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะสุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นตะราง
3. เขาหาว่าผมเป็นฆาตกร ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “พ. ดี” เขาต้องก้มหน้ารับชะตากรรมที่เจ้าหน้าที่ยัดเยียดให้ด้วยความไม่เต็มใจ ต้องก้มหน้ารับความผิดโดยมิได้เป็นผู้ก่อ ในระหว่างที่เขาถูกกักขังจึงได้เกิดแรงบันดาลใจใจการเขียนโคลงของศรีปราชญ์ โดยได้นำมาดัดแปลงเล็กน้อยดังนี้ คือ “ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง เราผิดท่านจับกุม เราชอบ เราบ่ผิดท่านมล้าง กรรมนี้คืนสนอง”
4. สุดท้ายที่บางขวางและจดหมายสามฉบับ ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “ยอกร พรทวี” ชีวิตอันไร้อิสรภาพในคุก การเยี่ยมญาติทางจดหมายจึงเป็นความสุขที่หาอะไรเปรียบมิได้ แม้ว่าข้อความในจดหมายนั้นจะเขียนด้วยลายมือตัวหนังสือใหญ่เล็กเอนไปเอียงมาไม่เป็นระเบียบก็ตาม โดยเฉพาะจดหมายจากคนในครอบครัวที่มีสายเลือดเดียวกันเช่นพ่อแม่ ทำให้เขาได้รู้ซึ้งถึงพระคุณของแม่ที่มีต่อลูก แม้ว่าลูกคนนี้จะได้ชื่อว่าเป็นอาชญากรแผ่นดิน ลูกคนนี้จะโตเพียงใด แต่ความรักความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูกมิได้ลดน้อยลงเลย แม่ยังคงเฝ้าห่วงหาและรอการกลับมาของลูกเสมอ
5. ๓,๐๐๐ วัน บนเส้นทางแห่งการสูญเสียอิสรภาพสู่นรกบนดิน ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “ส. แม่ปิง” แม้การติดคุกจะทำให้ได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะความทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจจนสุดจะพรรณนาได้ แต่การติดคุกก็ได้ทำให้เขาได้ค้นพบความจริงบางอย่างของชีวิตเช่นกัน นั่นก็คือ “ความรักระหว่างสายโลหิต” ซึ่งหมายถึงพ่อแม่พี่น้องที่คลานตามกันมานั่นเอง นับเป็นความรักแท้แน่นอนที่ชาวคุกต่างมีประสบการณ์จริงและมีความเห็นที่ตรงกัน
6. ชีวิตคือการเรียนรู้ ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “หมอธรรมดา” นามจริงคือ นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ เจ้าของนามปากกา ผู้เขียนเรื่อง “ชีวิตคือการเรียนรู้” เนื้อหาบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่วันแรกที่ต้องโทษให้เข้าไปอยู่เรือนจำและการเรียนรู้ชีวิตในเรือนจำ และต้องพบเจอกับอุปสรรคในเรื่องง่ายๆ คือการถอดกางเกงให้ออกจากโซ่ตรวนที่ข้อเท้าเพื่อจะอาบน้ำและแต่งตัวได้เหมือนเพื่อนนักโทษ นับเป็นภูมิปัญญาที่น่าพิศวง ซึ่งคุณหมออย่างเขาคิดไม่ออกและคาดไม่ถึง
7. โอกาส ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “ภ. กางใบ” น้ำร้อนเป็นสิ่งที่หายากในเรือนจำ หากต้องการจะกินมาม่าน่ะหรือ เขาจะต้องเอามาม่ามาใส่ขันตักน้ำอาบแช่น้ำให้พองได้ที่ แล้วก็ใส่เครื่องปรุงคลุกเคล้าให้ได้ที่ เท่านี้ก็ได้อาหารชั้นยอดของคนในคุกแล้ว ซึ่งเปรียบได้กับเกาเหลาร้อนๆที่คนนอกคุกเขาซดกัน นอกจากนี้เขายังมีความคิดว่า “คุกไม่ได้น่ากลัว”อย่างที่ใครๆกล่าว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ “คนที่อยู่ในคุก” ต่างหาก เพราะต่างที่มาที่ไป แต่ต้องมาอยู่ในที่แห่งเดียวกัน
8. อยู่คุก (ก็ได้) ขี่เบนซ์ ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “พิมเสน” ขี่เบนซ์เป็นศัพท์ที่ใช้แทนการศัลยกรรมตกแต่งอวัยวะเพศของตนเองให้ผิดรูปไปจากเดิมของพวกนักโทษชายในคุก พวกเขาเชื่อว่าผ่าเบนซ์แล้วผู้หญิงจะชอบ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ใช้มันหรือเปล่า แต่เมื่อมีเบนซ์ขี่แล้วก็ย่อมต้องมีการส่งซ่อม และในการซ่อมพวกเขาก็ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการซ่อมเบนซ์กับบัตรประกันสุขภาพ 30 บาทได้ เพราะถือว่าเป็นการศัลยกรรม พิมเสนจึงบอกกับตัวเองว่า เป็นตายอย่างไร? เขาก็ไม่ขอขี่เบนซ์โดยเด็ดขาด ต่อให้มีเงินซื้อก็คงจะไม่มีเงินจ่ายค่าซ่อม เบนซ์เหมาะกับคนรวยจริงๆ ส่วนคนจนอย่างเขา “หมดสิทธิ์”
9. “นก” ในเรือนจำ นรกในเรือนใจ ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “ปลาช่อน” สำหรับชีวิตในคุก “ความสุข ย่อมน้อยกว่า ความทุกข์” อย่างแน่นอน เรื่องราวที่นำมาเขียนเป็นการแฉถึงการแอบใช้โทรศัพท์ของนักโทษในเรือนจำบางขวาง ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนเห็นมากับตา ไม่ได้ต่อเติมเสริมแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งในเรือนจำห้ามเด็ดขาดไม่ให้นักโทษแอบใช้โทรศัพท์ แต่ก็มีการฝ่าฝืน ซึ่งผู้ฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษ” แต่พวกเขาก็ไม่กลัว เพราะนั่นคือความสุขเล็กๆน้อยๆที่ทำให้พวกเขามีกำลังใจขึ้นมากับการได้โทรศัพท์คุยกับพ่อแม่พี่น้องและลูกเมีย
10. รางวัลของชีวิต (บางคน) ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “หิน ลูกรัง” เขาเชื่อว่า กฎหมายและความยุติธรรมมีไว้เพื่อชี้ผิด-ชี้ถูกของคนในสังคมเท่านั้น แต่ไม่สามารถบอกดี-เลวของคนในสังคมได้
11. ประสบการณ์และชีวิตจริงที่ไม่เคยลืม ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “ณรงค์วิทย์” เขาต้องกลายเป็น “ผู้ต้องหา” เพียงเพราะว่า “เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนซึ่งต้องเร่งปิดสำนวนและที่สำคัญมีผู้มีอิทธิพลให้การหนุนหลังอยู่”
12. ทำไมต้องฆ่าพ่อ? ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “หญ้าแฝก” คุกขังได้แต่ตัวเขา แต่ไม่สามารถกักขังความคิดที่ดี จิตใจที่แข็งแกร่งของเขาได้ หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาทำให้เขาคิด “อโหสิกรรม” ได้
13. จุดจบคือโอกาส ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า “ภุมริน ภมรตราชูกุล” เขาได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยการเรียนต่อในคุกและตั้งใจว่า ก่อนออกจากคุกจะต้องเรียนต่อให้ได้ใบปริญญาตรีอย่างน้อย 5 ใบ เพื่อเป้าหมายในอนาคต คือ”นักเขียนที่ประสบความสำเร็จ””เรื่องราวในหนังสืออิสรภาพบนเส้นบรรทัดฯ ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในคุก ซึ่งตัวนักโทษเป็นผู้เขียนเล่าเรื่องเอง หนังสือเล่มนี้ทำให้ได้รับรู้บางเรื่องราวที่แปลกแต่จริงที่ดิฉันไม่เคยทราบมาก่อน “อิสรภาพ” เป็นสิ่งเดียวที่นักโทษทุกคนโหยหาและปรารถนาอยากได้มันกลับคืนมา บางคนที่มีโอกาสและอดทนรอจนถึงวันนั้น แต่บางคนก็ไม่มีโอกาสต้องจากไปก่อนที่จะถึงเวลากลับคืนซึ่งอิสรภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่านักเขียน-นักโทษแต่ละท่านจะคิดและพูดเหมือนกันว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่า “อิสรภาพ” และเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ทำให้ได้เรียนรู้สาเหตุของการก่อกรรมที่ส่งผลให้คนเหล่านี้ต้องมาพบจุดจบที่ “คุกบางขวาง” แห่งนี้ และยังให้แง่คิดในการยับยั้งชั่งใจไม่ให้ตัวเองกระทำผิด สอนให้คนมีสติอยู่กับตนเอง “คิดก่อนทำเสมอ” ทำให้เกิดการยับยั้งชั่งคิดในการดำรงชีวิตในแต่ละวันมากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องก้าวพลาด และถูกสังคมโดยรวมมองว่าเป็นบุคคล “โหดเหี้ยม เลวร้าย” แต่…ในภาพของความโหดเหี้ยมและเลวร้ายเหล่านั้น แท้จริงแล้วเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัวที่มากกว่าจะบรรยายให้ผู้ใดฟังได้ และในภาพจริงของพวกเขาก็ไม่ได้เลวร้ายกว่าบางคนที่อยู่นอกคุกซักเท่าไร
ต้องขอขอบคุณ โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เครือข่ายพุทธิกา บรรดานักเขียนระดับแนวหน้าของประเทศ นักเขียน-นักโทษทั้ง 13 ท่าน และสำนักพิมพ์สารคดี ที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเล่มนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นหนังสือที่ใครก็สร้างเองไม่ได้ คิดเองก็ไม่ได้ เพราะทุกบรรทัดของคำพูดที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ล้วนมากจากความรู้สึกและประสบการณ์จริงจากจิตใจของผู้ที่ผ่านนรกมาแล้วทั้งสิ้น
หยิบไม่ทันซะแล้ว ถูกยืมไปหมด 2 เล่มเลย หนังสือจากในคุก เรื่อง ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาคงไม่ติดคุก ของอดีต รมว.กระทรวงสาธารณสุข (คุณรักเกียรติ สุขธนะ) ก็อ่านแล้วซาบซึ้งหัวใจดีมากเลย ทำให้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ได้บ้าง (มาก)หนังสือแบบนี้ทำให้ผู้อ่านคนอื่นๆ ได้เรียนรู้ชีวิต จากชีวิตของคนอื่นซึ่งเดินอยู่ข้างหน้า และก้าวพลาด ว่าเราจะเดินก้าวลงตามหรือไม่ แต่เมื่อก้าวพลาดไปแล้ว จะทำอย่างไร ผู้ที่มีความรู้ เช่นหมอวิสุทธิ์ หรือ นศพ.เสริม หรือคุณรักเกียรติ ก็ใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ให้เกิดผลบุญได้… ว่าแล้วก็เชิญชวนให้มาอ่านหนังสือกันเถอะ อ่านแล้วเอามาเล่าให้ฟังกัน ชอบมาก
เห็นไหมธรรมมะของพระพุทธเจ้าดีจริงๆ อย่าว่าแต่นักโทษเลย คนธรรมดาอย่างเราๆ บางครั้ง กฏหมายเปิดช่องให้ (คู่กรณี) เราก็เสียเปรียบทุกทาง ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้คัดค้่าน เพราะกฏหมายนี้แหละ อนิจาคนจน