เปลือกหอยทดแทนกระดูกรายแรกของโลก

ระหว่างรอลูกเรียนพิเศษได้อ่าน นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 ก.ค.55 เจอข่าวที่ให้ความรู้เลยนำมาฝากค่ะ นักวิทยาศาสตร์ มช.คิดค้นการนำเปลือกหอยแครงมาใช้แทนวัสดุ ทดแทนกระดูกมนุษย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ช่วยลดต้นทุนในการนำเข้าวัสดุทดแทนกระดูกมนุษย์จากต่างประเทศได้ เพราะมีราคาถูกกว่าหลายร้อยหลายพันเท่าและมีประสิทธิภาพดีกว่าวัสดุทดแทนที่ทำจากโลหะและยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนที่สนใจ เพื่อต่อยอดออกสู่เชิงอุตสาหกรรม

นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ หน.หน่วยวิจัยชีววัสดุและเครื่องมือแพทย์ และอาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มช.โดยหัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่าปัจจุบันวัสดุทดแทนกระดูมนุษย์ส่วนใหญ่ทำมาจากโลหะต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศในราคาสูงและประเทศไทยมีปัญหาขาดดุลชำระเงินทางเทคโนโลยีในระดับสูงมาก โดยในปี 2554 ไทยนำเข้าเครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ 130,449 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 82,552 ล้านบาท (ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์)

จากการทดลองกับวัสดุหลากหลายชนิดกระทั่งมาลงตัวทีเปลือกหอย ซึ่งเป็นผลผลิตธรรมชาติจากสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่มากในประเทศไทย องค์ประกอบหลักของเปลือกหอยคือแร่ธาตุแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อนำมาทำให้บริสุทธิ์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สามารถนำมาดัดแปลงผลิตสร้างวัสดุทดแทนกระดูกมนุษย์ได้ทั้งหมด แต่ทีมวิจัยเลือกใช้เปลือกหอยแครงเป็นหลัก เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับนิยมในการบริโภค ทำให้มีเปลือกหอยที่เป็นของเสียเหลือทิ้งจำนวนมาก

สำหรับกระบวนการผลิตเริ่มต้นจากการซื้อเปลือกหอยสดจากตลาด ในราคากิโลกรัมละประมาณ 5 บาท ก่อนนำมาต้มล้างทำความสะอาด เพื่อกำจัดสารอินทรีย์ที่อยู่ภายนอกจากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งแล้วเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซนติเกรด แล้วจึงนำเปลือกหอยที่ได้ซึ่งเป็นแร่ธาตุอย่างเดียวมาบดหยาบและบดละเอียด จนได้เป็นผงแคลเซี่ยมออกไซด์ หลังจากนั้นจะผสมกับสารเพื่อแปรรูปทางเคมีวิทยา และจะใช้ผงกระดูกที่ได้ไปขึ้นตามตำแหน่งที่ต้องการใช้งานในร่างกายมนุษย์ จากการวิจัยพบว่า มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับกระดูกแข็งของมนุษย์ และมีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถถูกย่อยสลาย ดูดซึม และสร้างกระดูกใหม่มาทดแทนได้อย่างปลอดภัย แตกต่างจากวัสดุเดิทที่ใช้ในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ทำมาจากโลหะ ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ผลการวิจัยและทดลองใช้ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และผ่านการรับรองเชิงมาตรฐานวัสดุทางการแพทย์จากองค์กสนอาหารและยาของกระทรวงสาธารณสุขไทยแล้ว รวมถึงมีการยื่นจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Leave a Reply